"บิ๊กโฟว์"มังกรซีอีโอรุ่นใหม่ ธุรกิจครอบครัวในกำมือ

"บิ๊กโฟว์"มังกรซีอีโอรุ่นใหม่ ธุรกิจครอบครัวในกำมือ

เปิดมุมคิด 4 ซีอีโอ ทศ จิราธิวัฒน์,ศุภชัย เจียรวนนท์,ฐาปน สิริวัฒนภักดี,พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ สานธุรกิจแสนล้านในมือทายาท

ไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นกันได้บ่อยนัก เมื่อซีอีโอนักธุรกิจรุ่นใหม่ 4 ชีวิต ปรากฏตัวขึ้นในเวทีเดียวกัน

เพื่อแบ่งปันความคิด สานต่อธุรกิจครอบครัว ฉบับตระกูลต่อตระกูล ในเวทีสัมมนา “สู่อนาคต..มังกรธุรกิจรุ่นใหม่” Bualuang SMART Family Enterprise ประจำปี 2556 จัดโดยธนาคารกรุงเทพ ที่ผ่านมา

ถ้าย้อนหลังไปสักหนึ่งรุ่น คนบนเวที ก็คงถูกแทนที่ด้วย เจ้าสัวซี.พี. “ธนินท์ เจียรวนนท์” , เจ้าพ่อน้ำเมา “เจริญ สิริวัฒนภักดี” , “สัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์” แห่งเซ็นทรัลกรุ๊ป และ “นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ” แห่งสายการบิน บางกอกแอร์เวย์ส ที่ล้วนกุมอาณาจักรธุรกิจเป็นหมื่นเป็นแสนล้าน

ซีอีโอทั้ง 4 คือทายาทของบุคคลเหล่านี้ !!

ไม่มีโอกาสเรียนรู้ธุรกิจจากคนรุ่น 1 เมื่อ ปู่เตียง จิราธิวัฒน์ ผู้ก่อตั้งห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล เสียชีวิตไปเมื่อเขาอายุได้เพียง 3 ขวบ แต่ก็ได้เรียนรู้ธุรกิจจากคนรุ่น 2 แบบจัดเต็ม สำหรับ “ทศ จิราธิวัฒน์” ทายาทคนสุดท้องของ สัมฤทธิ์ และ วนิดา จิราธิวัฒน์ ในฐานะคนรุ่น 3 แห่งเซ็นทรัลกรุ๊ป ที่วันนี้สวมหมวกกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด เบอร์หนึ่งของธุรกิจค้าปลีกไทย

แม้ไม่ได้ร่วมก่อตั้ง แต่ทศ รู้ดีว่า ธุรกิจของครอบครัว ไม่ได้เริ่มจากจุดที่ยิ่งใหญ่ แต่ออกสตาร์ทในตำแหน่งเกือบศูนย์ ฐานะ“ไม่ดี และไม่มี” เหมือนกับครอบครัวอื่นๆ

นั่นทำให้เขาเริ่มเรียนรู้ความสำเร็จจากคนรุ่นก่อน จนเห็นบุคลิกที่สำคัญ คือ ความกล้าเสี่ยง กล้าลงมือทำ อดทน สู้งาน และเก็บรายละเอียดคือ ทำทุกอย่าง และรู้ทุกเรื่อง ก่อนลงมือทำอะไร จะศึกษา ดูคู่แข่ง ดูคนที่ประสบความสำเร็จ และอ่านหนังสือ จน รู้ลึกและรู้จริง แล้วเท่านั้น

“คนรุ่นใหม่ ไม่สนใจเรื่องเล็กน้อย สนใจแต่เรื่องใหญ่ๆ แต่ผมคิดว่าถ้าจะสร้างธุรกิจ เราจำเป็นต้องรู้ทุกรายละเอียด คุณพ่อผม ระหว่างก่อสร้างอาคาร ท่านจะตื่นไปไซด์งานแต่เช้า ไปดูงาน ดูคนทำงานว่าเป็นอย่างไร งานไปถึงไหนแล้ว ตอนผมสร้างโครงการ ไปถามผู้บริหารว่าลงไปดูหรือยัง ปรากฏไม่เคยเข้าไซด์งานเลยแม้แต่ครั้งเดียว อาศัยฟังแต่รายงาน แล้วอย่างนี้จะไปเรียนรู้ได้อย่างไร ซึ่งคนรุ่นก่อนเขาจะรู้ในทุกๆ เรื่อง และเก่งเรื่องพวกนี้”

คนรุ่นหนึ่งขยายกิจการตลอดเวลา และไม่หยุดนิ่ง เป็นการทำธุรกิจตลอดชีวิต เหมือนการวิ่งมาราธอน

“บางคนทำธุรกิจเหมือนวิ่งร้อยเมตร ฉันอยากได้เงินแค่นี้ ทำแค่นี้จบ พอแล้ว แต่นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเหมือนนักวิ่งมาราธอน เขาอาจวิ่งด้วยความเร็ว ปีละ 5-10% หรือ 15-20% แต่จะวิ่งแบบนี้ตลอดระยะเวลา 30 ปี ซึ่งต่างจากคนวิ่งระยะสั้น ก็ขึ้นกับว่าเราจะลงแข่งแบบ Long term หรือ Short term” ธุรกิจต้องคิดยาวคือวิสัยทัศน์คนรุ่นหนึ่งที่ทศบอก

อีกจุดแข็งสำคัญของคนรุ่นแรก คือหาเงินเก่ง สร้างรายได้ ขยายกิจการ และดูแลค่าใช้จ่ายเก่ง เพราะต่างเริ่มจากความไม่มีอะไร ฉะนั้นจะใช้จ่ายอย่างระมัดระวังมากที่สุด ทำให้มีทั้ง “ยอดขายและกำไร”

แต่ปัญหาสำคัญ คือ ขาดความรู้ทางด้านการเงินและการลงทุน ที่อาจทำให้หลายรายต้องมาตายเอาตอนจบ!

“ความรู้ด้านการเงิน และ Investment ส่วนตัวผมมองว่า สำคัญที่สุด หลายคนที่ล้มเหลวเอาตอนจบ ก็เนื่องจากการลงทุนที่ผิดพลาด กู้เงินเกินตัว หรือใหญ่เกินไป ทำให้เสียหาย บางคนถึงขนาดล้มละลายก็มี หรือถ้าไม่ล้มละลายธุรกิจก็หยุดโต ผมคิดว่าทุกธุรกิจครอบครัวจะต้องมีนักการเงินที่เก่งๆ อย่างน้อยหนึ่งคน เพื่อดูแลเรื่องพวกนี้”

นั่นคือเหตุผลที่เขาเลือกเรียนปริญญาตรี สาขาเศรษฐศาสตร์ และปริญญาโท MBA ด้านการเงิน เติมเต็มจุดอ่อนให้ธุรกิจครอบครัว

“ตอนที่เรียน MBA มีแค่สองเรื่องที่ผมสนใจ หนึ่งคือ การเงิน ทำอย่างไรถึงจะเข้าใจการเงินให้หมด มองทะลุเรื่องการเงิน การลงทุน ส่วนเรื่องที่สองคือ ธุรกิจค้าปลีก ผมใช้เวลาส่วนใหญ่ศึกษาอุตสาหกรรมค้าปลีกทั่วโลก ศึกษาธุรกิจที่อยากทำในอนาคตให้ถ่องแท้”

เพราะมองว่าธุรกิจรีเทลเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่มาก แม้แต่ห้างสรรพสินค้าที่ครอบครัวทำ ก็แค่เซ็กเมนต์ที่เล็กที่สุดในอุตสาหกรรมนี้เท่านั้น ที่มาของการจัดตั้ง บริษัทเซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (CRC) ขึ้นในเวลาต่อมา

“รุ่นพ่อทำมาดีแล้ว เราก็จะขยายงานต่อไปไม่หยุดยั้ง ต้องเดินหน้าไปเรื่อยๆ รับไม้แล้ววิ่งมาราธอนต่ออีก 20-30 ปี พยายามให้โตต่อเนื่อง ปีละ 15% โดยเฉลี่ย และพยายามรักษาการบริหารค่าใช้จ่ายให้เหมือนเดิม ไม่มือเติบ และสิ่งที่เพิ่มมาคือเรื่องระบบงาน และการลงทุน ที่เหลือก็เป็นเรื่องคน ส่วนพอถึงเจน 4 ผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องยึดติดว่า ธุรกิจครอบครัว สมาชิกครอบครัวต้องบริหารเท่านั้น แต่ควรหามืออาชีพที่เก่งที่สุดมาทำ”

เขาสะท้อนความคิด เพื่อเป็นเช่นเดียวกับธุรกิจระดับโลก อย่าง บีเอ็มดับบลิว ,ไฮเนเก้น หรือ ลอรีอัล ที่ล้วนเป็น Family Business แต่ผู้บริหารก็เป็นมืออาชีพทั้งนั้น ไม่ใช่สมาชิกของครอบครัวอีกต่อไป

ในวันนี้ “จิราธิวัฒน์” รุ่น 4 ได้เข้ามาช่วยงานบ้างแล้ว และแม้จะห้อยนามสกุล “จิราธิวัฒน์” ก็ไม่ได้หมายความว่าทายาทจะมีอภิสิทธิ์เหนือกว่าใคร แม้แต่การเติบโตในสายงานก็ต้องท้าทายตัวเองไม่ต่างจากพนักงานคนอื่น นี่คือผลิตผลหลังการวางระบบงานของทายาทรุ่น 3 ตลอด 2 ทศวรรษที่ผ่านมา โดยพัฒนาโมเดลมาจากองค์กรที่ประสบความสำเร็จในการสร้างคนอย่าง “เครือซิเมนต์ไทย” (เอสซีจี)

นั่นทำให้แม้เป็นทายาทจะทำงานเซ็นทรัล ก็ต้องเริ่มจากสมัครงาน ซึ่งจะรับหรือไม่ ก็ขึ้นกับการตัดสินใจของแต่ละหน่วยงาน และมี HR Committee นั่นหมายความว่า ไม่มีใครมีสิทธิตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว แต่เสียงส่วนใหญ่เท่านั้นที่เป็นคนตัดสินใจ และเมื่อทำงานก็ต้องมีผลงาน ถ้าไม่มี หรือ ดีแต่พูด ก็ต้องรับสภาพ ออกจากธุรกิจไป

การวางระบบให้ชัดเจน ก็เพื่อให้เป็นมืออาชีพ ไม่ต้องมีปัญหาครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้องกับธุรกิจอีกต่อไป

ขึ้นชื่อว่าเป็นทายาทอาณาจักรซี.พี.กรุ๊ป สำหรับ “ศุภชัย เจียรวนนท์” ลูกคนที่ 4 ในจำนวน 5 คน ของ เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แต่เขากลับแยกมาจับธุรกิจใหม่ “โทรคมนาคม” ในฐานะกรรมการผู้จัดการใหญ่ และประธานคณะผู้บริหาร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)

ด้วยแนวคิดของตระกูลที่บอกว่า “ลูกหลานไม่ควรเอาธุรกิจที่ดำเนินการได้ดีอยู่แล้ว มีผู้มีความสามารถ และมีมืออาชีพทำอยู่แล้ว ไปทำ ถ้าจะทำก็ให้ไปเริ่มเรื่องใหม่ในเครือฯ หรือไม่ก็ออกไปทำเอง”

กุศโลบายของตระกูล “เจียรวนนท์” ที่มองว่า ถ้าลูกหลานมีความสามารถ แล้วต้องไปทำในธุรกิจที่ถือว่าทำได้ดี เติบโตได้ดี และมีความมั่นคงในระดับหนึ่งอยู่แล้ว ต่อให้มีความสามารถ ก็อาจไม่ได้แสดงความสามารถอย่างเต็มที่ และยิ่งถ้าไม่มีความสามารถด้วยแล้วล่ะก็...อาจถึงขั้นทำให้กิจการเจ๊ง !

มาบวกกับวิสัยทัศน์ของเจ้าสัวธนินท์ ที่เคยกล่าวไว้ว่า “เมื่อทำอาหารพร้อมแล้ว ก็ให้ทำอาหารสมองด้วย” นั่นทำให้ในปี 2535-2539 ยุคเฟื่องฟูของธุรกิจโทรคมนาคมไทย รัฐบาลได้เปิดสัมปทานให้เอกชนมาลงทุนด้านโทรศัพท์พื้นฐานและโทรศัพท์เคลื่อนที่ และบริการสื่อสารใหม่ๆ ทายาทจึงได้พิสูจน์ตัวเองกับ “เรื่องใหม่” สมใจ โดยศุภชัยต้องเรียนรู้งานอย่างหนักเนื่องจากเทคโนโลยีและการบริหารจัดการ ซึ่งยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเขา (จบ ป.ตรี และโท บริหารธุรกิจ สาขา การเงิน)

แม้ต้องมาจับงานที่ไม่คุ้นชิน แต่บทเรียนที่ซึมซับจากเจ้าสัวธนินท์ ตั้งแต่วัยเด็ก ก็เป็นภูมิรู้สำคัญ ที่ฝังอยู่ในสายเลือด เจียรวนนท์ เช่นเขา

“คุณพ่อท่านเป็นคนที่ทุ่มเททำงานหนักมาก สิ่งที่ท่านสอนซึ่งผมจำได้แม่นที่สุด คือ ต้องมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ท่านเปรียบเปรยว่า ถ้าวันนี้เราเอาเวลาไปเที่ยวเล่น พอวันนี้ผ่านไป พรุ่งนี้มาถึง สิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็กลายเป็นแค่ความฝัน แต่ถ้าเราเอาวันนี้ไปปลูกต้นไม้สักต้นหนึ่ง พอผ่านไปพรุ่งนี้อาจจะมีใบน้อยๆ งอกออกมา และเติบโตขึ้นเป็นต้นไม้ใหญ่ได้ สิ่งที่ท่านพยายามสอนก็คือ การใช้เวลาอย่างมีคุณค่า”

คน (People) และพันธมิตร (Partner) คือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจครอบครัว บทเรียนจากเจ้าสัวธนินท์ ที่ซึมซับอยู่ในตัวลูกชายอย่างเขา รวมถึงคำว่า “วิกฤติ เป็นโอกาสเสมอ” ซึ่งเขาไม่เพียงจำได้ แต่ยังเผชิญมาแล้วกับตัวเอง เพราะตลอดการทำธุรกิจ ศุภชัยต้องนำพาทรู ก้าวผ่านวิกฤติมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งวิกฤติหนี้สินนับเป็นวิกฤติที่หนักที่สุด จนนำไปสู่การปรับโครงสร้างหนี้ในปี 2540-41 แม้เจอโจทย์สาหัสแต่เขากลับยังคิดว่า ไม่มีอะไรจะเสียไปกว่านี้ ถ้าเดินต่อก็น่าจะมีแต่ได้ และนั่นเองที่ทำให้เขาใช้วิกฤติเป็นโอกาสกลับมาทบทวนและปรับยุทธศาสตร์องค์กรใหม่

“ความเปลี่ยนแปลงสร้างโอกาสเสมอ ผู้ที่เห็นความเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ที่มีวิสัยทัศน์ ผู้ที่สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้น คือ นักบุกเบิก ส่วนผู้ที่สามารถปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง คือ ผู้ที่สามารถอยู่รอดได้”

เขาบอกความคิดที่ตกผลึกจากประสบการณ์ จนพบหัวใจของผู้นำ ที่ต้องเป็นผู้เห็นความเปลี่ยนแปลง สร้างความเปลี่ยนแปลง และสามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา

“คุณค่านั้นสำคัญ คุณพ่อบอกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นความซื่อสัตย์ ความขยันหมั่นเพียร ความคิดถึงผู้อื่น เรียนรู้ สร้างนวัตกรรม หาสิ่งใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา เหล่านี้เป็นคุณค่าที่สำคัญ ถ้าสามารถถ่ายทอดต่อจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นได้ ธุรกิจครอบครัวก็ยั่งยืน”

เขาบอกหลักคิดและแนวปฏิบัติ ที่ตระกูลเจียรวนนท์สืบทอดมาจนถึงวันนี้ อย่าง มีคุณค่าที่ถูกต้อง มีคุณธรรมที่ถูกต้อง ก็สามารถดำเนินธุรกิจต่อเนื่องได้ และแม้ลูกหลานไม่ได้เก่งเท่ามืออาชีพ แต่หากคงไว้ซึ่ง คุณค่าที่ถูกต้อง แล้วก็ย่อมเกื้อกูลต่อผู้บริหารเหล่านั้น

เป็นลูกเจ้าสัว พกนามสกุลใหญ่โต แต่ใครว่าจะทำงานสบาย “ศุภชัย” บอกว่า ยิ่งต้องทุ่มเทและทำงานหนักกว่าคนอื่น เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้เป็นที่ยอมรับ

“คุณพ่อบอกว่า ผู้นำไม่ใช่เพราะเราต้องการเป็น แต่คือคนอื่นให้เราเป็น เช่นนั้นแล้ว ถ้าเราไม่ทุ่มเท เสียสละ มากกว่าผู้อื่น ก็ยากที่จะเป็นได้ ยิ่งถ้าเป็นสมาชิกครอบครัวที่ต้องทำงานกับสมาชิกครอบครัวรายอื่น ก็ยิ่งต้องเสียสละ ไม่ใช่แค่แฟร์ แต่ต้องเสียสละ ต้องอ่อนน้อม ถ่อมตน และทำมากกว่า ได้น้อยกว่า ต้องรู้จักเสียเปรียบ เพราะความเสียสละ สามารถสร้างความไว้วางใจได้” เขาบอกสิ่งที่ได้เรียนรู้ จนสามารถเข้ามารับช่วงธุรกิจครอบครัวพร้อมการยอมรับและแสดงบทบาทในฐานะหนึ่งผู้นำของตลาดได้ในวันนี้

เพราะถูกวางตัวให้มาสานต่อธุรกิจตั้งแต่เล็ก “ฐาปน สิริวัฒนภักดี” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ทายาทลำดับที่ 3 ในจำนวน 5 คน ของเจ้าสัว "เจริญ สิริวัฒนภักดี" แห่งไทยเจริญคอร์ปอเรชั่น หรือ ทีซีซี กรุ๊ป เลยพร้อมรับช่วงธุรกิจอย่างไม่อิดออด เช่นเดียวกับสมาชิกครอบครัวทุกคนที่ไม่แตกแถวไปทำอย่างอื่น

“ผมถือว่า การบริหารผลกำไร หรือสร้างการเติบโตของธุรกิจครอบครัว เป็นหน้าที่”

ช้างหนุ่มบอกสิ่งท้าทายตัวเอง ตั้งแต่วันเริ่มต้นสานต่อธุรกิจ และค่อยๆ เรียนรู้จากคนรุ่นหนึ่ง ด้วยความอดทน อดทนที่จะเข้าใจ เรียนรู้ และรอเวลา ที่จะได้แสดงความสามารถของตัวเขา จนกิจการเติบโตมาได้อย่างยิ่งใหญ่ พร้อมการยอมรับและพยายามปล่อยวางจากคนรุ่นพ่อ

นอกจากอดทนเรียนรู้ และเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากคนใกล้ตัว การเติบโตของธุรกิจ ที่มีการเข้าไปซื้อกิจการหลายๆแห่ง ยังเป็นโอกาสสำคัญ ที่คนหนุ่มอย่างเขา จะได้เรียนลัด เพื่อรู้ในสิ่งที่ยังไม่รู้

“อย่างการเข้าซื้อ F&N เราก็มีโอกาสเรียนรู้การจับธุรกิจของเขา สิ่งที่เขาทำอยู่และชัดเจนกว่าเรา หรือได้เปรียบเรา ขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้จากเราเช่นกัน อย่างเช่นการบริหารจัดการต้นทุนค่าใช้จ่าย ซึ่งเราทำได้ดีกว่า นี่จึงเป็นการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ โดยนำจุดดี จุดเด่นของแต่ละฝ่ายมาช่วยกัน เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน”

นั่นเองที่เป็นความพร้อมสำคัญ และทำให้ฐาปน มองเห็นภาพชัดเจนของธุรกิจครอบครัวในอีกสิบปีข้างหน้า ที่เขาบอกว่าพร้อมแข่งขันได้ในระดับภูมิภาคและหวังจะสร้างชื่อเสียงให้คนไทย ในฐานะธุรกิจไทยที่เติบโตในภูมิภาคนี้ได้อย่างสมบูรณ์

ปิดท้ายกับ “กัปตันเต๋” พุฒิพงศ์ ปราสาททองโอสถ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ลูกชายคนโตของ “หมอเสริฐ” นพ.ปราเสริฐ ปราสาททองโอสถ ผู้ก่อตั้งสายการบิน บางกอก แอร์เวย์ส และอาณาจักรโรงพยาบาลกรุงเทพ

ตระกูลปราสาททองโอสถ คลุกคลีอยู่ในวงการยามาช้านาน ปู่ของเขาเรียนแพทย์แผนไทย แล้วมาทำยาหอมและยาแก้ไข้ สมุนไพรไทย จนมารุ่นพ่อ “หมอเสริฐ” ก็เป็นศัลยแพทย์อยู่ 5 ปี ก่อนออกมาทำธุรกิจส่วนตัว เมื่อมีครอบครัว ด้วยเหตุผลสั้นๆ แค่ เงินเดือนแพทย์สมัยนั้น “ไม่พอใช้..ไม่พอรับประทาน”

จากคุณหมอ เลยได้สวมวิญญาณผู้ประกอบการ มาตั้งธุรกิจร่วมกับเพื่อน ทำ ธุรกิจรถเช่า เรือ การบิน ก่อสร้าง ฯลฯ ก่อนแบ่งธุรกิจออกมาทำเมื่อกิจการเติบโต โดยหมอเสริฐ เลือกธุรกิจการบิน แม้เป็นเพียงสายงานเล็กๆ ในบริษัท เพราะเป็นที่ทราบดีว่า แม้เรียนหมอแต่เขาก็สนใจเรื่องเครื่องบินเอามากๆ และนั่นคือที่มาของสายการบินบูทีคที่ชื่อ “บางกอก แอร์เวย์ส” เมื่อกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา

เมื่อลงทุนเปิดสายการบิน “พุฒิพงศ์” ลูกชายคนโต ก็ถูกเรียกตัวกลับมาช่วยงานครอบครัวทันที โดยรับตำแหน่งใหญ่ครั้งแรกเป็นรองผู้อำนวยการด้านสนามบินที่สมุย ทั้งที่ยังไม่มีประสบการณ์ในด้านนี้เลยแม้แต่น้อย นับเป็นงานใหญ่และท้าทายมาก สำหรับคนหนุ่มวัย 20 ต้นๆ เช่นเขา ในตอนนั้น โดยหลังจากเข้ามาศึกษางานได้เพียงปีเศษ เขาก็ตัดสินใจไปเรียนต่อด้านการบินที่สถาบันการบินพลเรือน เพื่อให้เข้าใจธุรกิจนี้อย่างถ่องแท้

เรียกว่า “อิน” ทั้งภาคพื้นดิน และอากาศ

“ผมเองในการทำงาน ก็ต้องพยายามอย่างเต็มที่ ต้องทำให้ทุกคนเห็นว่าเราทำจริงและทำได้ เพราะคนที่ต้องทำงานด้วย ก็คือลูกน้องของคุณพ่อ ซึ่งต่างร่วมงานกันมานาน บางท่านอยู่กับคุณพ่อมากกว่าผมด้วยซ้ำ การจะให้ยอมรับ ก็ต้องลุยเต็มที่ ออกไซด์งาน ดูการก่อสร้าง ยกอิฐยกปูนก็ไปยกกับเขา พยายามทำให้เห็นว่า เราเต็มที่กับงานจริงๆ”
กัปตันเต๋ บอกจุดเริ่มต้นของการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ เพื่อลดแรงกดดันจากนามสกุลที่ติดตัวมา

เป็นทายาทเจ้าของสายการบิน แต่เขาบอกว่า เงินเดือนที่ได้รับจากการทำงานยุคแรกๆ ก็แค่สองพันกว่าบาทเท่านั้น เริ่มจากเป็นพนักงานระดับจูเนียร์ ก่อนขยับขยายเติบโตขึ้นมา แม้จะโตด้วยสปีดที่เร็วกว่าเพราะขึ้นชื่อว่า..ทายาท
“โชคดีที่ผมโตเร็วหน่อย คงเพราะเป็นทายาทด้วย เลยได้รับความไว้วางใจเร็วขึ้น แต่เราก็พลาดไม่ได้ เพราะถ้าพลาดกว่าจะกู้กลับมามันยาก..หากเสียความไว้วางใจไปแล้ว เอาคืนยากมาก”

นั่นคือสิ่งที่เขาเรียนรู้ เพื่อสร้างการยอมรับ และรักษา “ความไว้วางใจ” เอาไว้ ทำให้เมื่อถึงวันที่ต้องรับไม้ต่อจากคนรุ่น 1 จึงยังได้รับการสนับสนุนอย่างดี สำหรับเขา กิจการรุ่นหนึ่งสร้างมาอย่างยากลำบาก และใช้ความพยายามหนักมากที่จะรักษาสถานภาพการบินไว้ให้ได้ แม้ต้องผ่านช่วงที่ยากลำบากในการทำธุรกิจมามากก็ตาม ดังนั้นสายการบิน บางกอก แอร์เวย์ส ในวันนี้ จึงยังต้องเติบโต และก้าวไปได้ไกลในยุคของเขา

“เมื่อมองภูมิภาคอาเซียนของเรา รวมกับระยะการบินไม่เกิน 6 ชม. คือ จีน และ อินเดีย เข้ามาด้วย ประชากรรวมกันก็ครึ่งโลกแล้ว และภูมิภาคนี้ เป็นภูมิภาคที่เติบโตมาตลอด ขณะที่อเมริกาในเรื่องการเดินทางไม่โตแล้ว ยุโรปเองก็โตน้อยลง มีแต่โซนนี้ ที่ตัวเลขคนเดินทางยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง จึงมองว่ายังมีอะไรให้เล่นอีกเยอะมาก และอีกสองปีข้างหน้า มีเออีซี การเดินทางจะมากขึ้น คนจะเดินทางง่ายและ สะดวกขึ้น ธุรกิจท่องเที่ยวและเดินทาง ก็น่าจะโตต่อเนื่องและเสริมให้การพัฒนาเร็วขึ้น” เขาบอกความหวัง ในวันที่น่านฟ้าอาเซียนเปิดกว้าง และบางกอก แอร์เวย์ส ก็จะไม่ทิ้งโอกาสนั้น

และดูจะเป็นมุมมองเดียวกันสำหรับทายาททั้ง 4 ที่มองเห็นความหอมหวาน ในภูมิภาคนี้ พร้อมเตรียมแผนการรบของพวกเขาไว้หมดแล้ว

รอก็แต่เวลาได้พิชิตเป้าหมาย เพื่อพิสูจน์ตัวเองให้คนรุ่นก่อนได้มองเห็น และ “ชื่นใจ” ไปกับผลงานของทายาทอย่างพวกเขา