นายกฯย้ำงบปี"57 วงเงิน 2.525 ล้านล้านบาท กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจ มั่นใจเมกะโปรเจคหนุนจีดีพีปี"56 โต 4.2-5.2% ปี"57 ขยายตัว 4-5%
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 ต่อสภาผู้แทนราษฎรโดยระบุว่า รัฐบาลตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2557 เป็นจำนวนวงเงินไม่เกิน 2.525 ล้านล้านบาท ขาดดุลงบประมาณ 2.5 แสนล้านบาท ลดลงจากปีงบประมาณก่อน 5 หมื่นล้านบาท โดยวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีแบ่งเป็นค่าใช้จ่ายของส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และหน่วยงานอื่น เป็นจำนวน 2,511,576,321,700 บาท และเพื่อชดใช้เงินคงคลัง เป็นจำนวน 13,423,678,300 บาท
น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่าการจัดทำงบประมาณรายจ่ายปี 2557 ครอบคลุมยุทธศาสตร์สำคัญ 8 ด้าน ได้แก่ 1.ยุทธศาสตร์เร่งรัดการพัฒนาประเทศและเตรียมความพร้อมสู่ประชาคมอาเซียน รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมของประเทศเพื่อรองรับบริบทการเปลี่ยนแปลงใหม่ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมทั้งการเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2558 โดยจัดสรรงบประมาณไว้จำนวน 145,006.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 5.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด 2.ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งรัฐ จำนวน 210,783.5 ล้านบาท หรือคิดเป็น 8.4% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด
3.ยุทศาสตร์การสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีเสถียรภาพและยั่งยืน จำนวน 343,746.7 ล้านบาท หรือคิดเป็น13.6% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด เพื่อดำเนินงานที่สำคัญในเรื่อง การบริหารจัดการเศรษฐกิจมหภาคให้เกิดความยั่งยืน การส่งเสริมประสิทธิภาพการผลิตและสร้างมูลค่าภาคการเกษตร การเสริมสร้างเสถียรภาพราคาสินค้าเกษตร การยกระดับรายได้และเพิ่มกำลังซื้อของประชาชน การส่งเสริมให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งทุน การยกระดับความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรม และการเพิ่มประสิทธิภาพภาคการตลาด การค้า และการลงทุน
4.ยุทธศาสตร์ การศึกษา คุณธรรม จริยธรรม คุณภาพชีวิต และความเท่าเทียมกันในสังคม จำนวน 849,861.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 33.7% ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อ การขยายโอกาสและพัฒนาคุณภาพการศึกษา การสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การพัฒนาด้านสาธารณสุข การพัฒนาระบบประกัน การสร้างโอกาสการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของ การป้องกัน ปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในภาครัฐ และการป้องกัน ปราบปราม และบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด เป็นต้น
5.ยุทธศาสตร์การจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จำนวน 112,288.5 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 4.4 ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงาน ในการป้องกันและลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาวะ การส่งเสริมการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการ การอนุรักษ์และจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การจัดการสิ่งแวดล้อม การจัดการภัยพิบัติ
6.ยุทธศาสตร์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรม จำนวน 21,323.8 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.8% ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การพัฒนาวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม 7.ยุทธศาสตร์การต่างประเทศและเศรษฐกิจระหว่างประเทศ จำนวน 9,004.5 ล้านบาท คิดเป็น0.4% ของวงเงินงบประมาณทั้งสิ้น เพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การส่งเสริมความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและรักษาผลประโยชน์ของชาติ โดยให้ความสำคัญในกรอบความร่วมมือทุกมิติกับประเทศคู่ค้าและประเทศในกรอบอนุภูมิภาค กรอบทวิภาคีและกรอบพหุภาคี การเสริมสร้างความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ของประเทศไทย คุ้มครอง ดูแลสิทธิประโยชน์ของคนไทยในต่างประเทศ และให้ความช่วยเหลือทางการเงินและทางวิชาการกับประเทศเพื่อนบ้าน
และ 8 .ยุทธศาสตร์การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี จำนวน 351,339.9 ล้านบาท หรือคิดเป็น 13.9% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมดเพื่อดำเนินงานที่สำคัญ ดังนี้การปฏิรูปกฎหมายและพัฒนากระบวนการยุติธรรม การพัฒนาประสิทธิภาพการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อพัฒนาและส่งเสริมระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐ การส่งเสริมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 160,407.8 ล้านบาท (หนึ่งแสนหกหมื่นสี่ร้อยเจ็ดจุดแปดล้านบาท) เพื่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอิสระในการจัดบริการสาธารณะที่เหมาะสมตามความต้องการของประชาชนเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน เร่งรัดการเพิ่มประสิทธิภาพ การจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้สูงขึ้น รวมทั้งให้ความสำคัญกับภารกิจถ่ายโอนที่กำหนดไว้ในแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การส่งเสริมการพัฒนาจังหวัดและกลุ่มจังหวัด
นอกจากนั้นยังมีการจัดสรรงบประมาณสำหรับรายการค่าดำเนินการภาครัฐ จำนวน 481,644.3 ล้าน หรือคิด 19.1% ของวงเงินงบประมาณทั้งหมด เพื่อใช้ในการบริหารเพื่อรองรับกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น การบริหารบุคลากรภาครัฐ พื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบุคลากรภาครัฐ การบริหารจัดการหนี้ภาครัฐ และรายจ่ายเพื่อชดใช้เงินคงคลัง ซึ่งได้ดำเนินการตามบทบัญญัติของกฎหมายและสนับสนุนเสถียรภาพความมั่นคงทางการคลัง
นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปี 2556 ชะลอตัวลงเนื่องจากความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ตลอดจนระดับราคาสินค้าในตลาดโลกที่ยังอยู่ในภาวะชะลอตัว ในขณะที่นโยบายการเงินของประเทศเศรษฐกิจหลักในโลกกำลังขยายปริมาณเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ส่งผลให้มีเงินทุนไหลสู่ภูมิภาคเอเชียและประเทศไทย และสร้างแรงกดดันให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วกว่าหลายประเทศในภูมิภาค
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจในปี 2556 ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ในเกณฑ์ดีที่ 4.2 - 5.2% อัตราเงินเฟ้อประมาณ 2.3 - 3.3% โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ คือ เศรษฐกิจโลกที่คาดว่า น่าจะมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง และการฟื้นตัวของภาวะการค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ในตลาดโลก ซึ่งเริ่มมีสัญญาณที่ชัดเจนในสหรัฐอเมริกา จะช่วยสนับสนุนภาคการผลิตและส่งออกของไทย ประกอบกับการลงทุนภาคเอกชนมีแนวโน้มขยายตัวอย่างต่อเนื่องจากการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้นถึง 119.9 %ในปี 2555 และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องถึงปี 2556
นอกจากนั้นการใช้จ่ายตามแผนการกู้เงินตามพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ และแผนการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ จะเริ่มเข้ามาเป็นแรงสนับสนุนเศรษฐกิจให้สามารถขยายตัวได้ดีขึ้นต่อไป
สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี 2557 คาดว่าจะขยายตัวประมาณ 4-5 % อัตราเงินเฟ้อประมาณร้อยละ 2.7 - 3.7 โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ภายในประเทศที่ยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งด้านการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน ประกอบกับการใช้จ่ายและการลงทุนภาครัฐจะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการขยายตัวตามการเบิกจ่ายเงินตามแผนการกู้เงินตามพระราชกำหนดฯ และแผนการกู้เงินตามร่างพระราชบัญญัติฯ ตามที่กล่าวแล้ว ในขณะเดียวกัน ภาคต่างประเทศมีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจเอเชียและเศรษฐกิจโลกโดยภาพรวม ซึ่งจะส่งผลให้การส่งออกมีบทบาทมากขึ้นต่อการขยายตัวในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 และต่อเนื่องจนถึงปี 2557







