กองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เล็งลดเบี้ยประกันภัย เน้นบ้านที่อยู่อาศัยเป็นหลัก ระบุเป็นกลุ่มที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับบริษัทประกันภัย
นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ในฐานะกรรมการกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผยว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการของกองทุนกำลังศึกษาแนวโน้มในการผลักดันให้เบี้ยประกันภัยภาคครัวเรือนลดลง เพื่อส่งเสริมให้ทุกครัวเรือนได้รับประโยชน์ และไม่เกิดความเดือดร้อนในการซื้อประกันภัย
"เรามีแนวคิดที่จะกดเบี้ยของภาคครัวเรือนลง และกดให้ลึกเลย เพราะว่าภาคครัวเรือนนั้นเสียงเบา ไม่มีอำนาจในการต่อรอง ส่วนเบี้ยประกันของกลุ่มเอสเอ็มอี กับภาคอุตสาหกรรม ก็จะกดลงเช่นกัน แต่ไม่ลึกเท่าภาคครัวเรือน เพราะมีอำนาจในการต่อรองกับบริษัทประกันภัยและรีอินชัวเรอร์อยู่แล้ว"
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่า แนวทางการลดเบี้ยในครั้งนี้ จะลดลงได้ถึงระดับใด เพราะต้องขึ้นอยู่กับผลการศึกษารายละเอียดของคณะอนุกรรมการ รวมไปถึงแนวทางการลดจะออกมารูปแบบใดก็ยังไม่สรุปเช่นกัน โดยขณะนี้มีความคิดเห็น 2 แนวทาง คือ ควรจะผูกไปกับประกันอัคคีภัยและภัยพิบัติ หรือแยกประกันอัคคีภัยกับประกันภัยพิบัติออกจากกัน ซึ่งทั้งหมดนี้คาดว่าจะเริ่มเห็นทิศทางในช่วงไตรมาสที่ 3 และสรุปได้ในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้
ส่วนเรื่องการส่งไปให้รับประกันภัยต่อ หรือ ส่งให้กับบริษัท รีอินชัวเรอร์ ขณะนี้ยังไม่ได้เร่งดำเนินการ เพราะความคุ้มครองส่วนใหญ่ของเอสเอ็มอี และอุตสาหกรรม กำลังลดลงเรื่อยๆ หากส่งไปในช่วงนี้ก็จะต้องจ่ายส่วนแรกสูง มีเงื่อนไขที่สูง แต่กองทุนก็เฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ความเชื่อมั่นดึงคนทำประกันเพิ่ม
นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ กล่าวว่า ขณะนี้คณะอนุกรรมการกองทุน อยู่ระหว่างศึกษาแนวทางลดอัตราเบี้ยประกันภัยพิบัติ โดยจะลดทั้ง 3 กลุ่มด้วยกัน คือ รายย่อย เอสเอ็มอี และอุตสาหกรรม แต่จะให้น้ำหนักกับรายย่อยมากกว่า
"วัตถุประสงค์ของการลดเบี้ยประกันภัยพิบัติครั้งนี้ เพื่อเป็นการลดภาระของผู้เอาประกัน และเมื่อมองภาพรวมแล้ว หากมีคนทำประกันจำนวนมาก อัตราเบี้ยประกันก็จะสามารถลดลงได้ เพราะเท่าที่ดูสถานการณ์ต่างๆ แล้ว ความเชื่อมั่นโดยรวมของประชาชนดีขึ้น ก็น่าจะส่งผลให้คนมาทำประกันเพิ่ม"
นายพยุงศักดิ์ กล่าวว่า ผลการดำเนินงานของกองทุน 28 มี.ค. 2555- 7 พ.ค. 2556 มียอดจำหน่ายกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติ รวมทั้งสิ้น 993,521 ฉบับ โดยมีกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติที่ยังมีความคุ้มครอง 979,625 ฉบับ ซึ่งเป็นทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนกองทุน ที่ยังมีความคุ้มครอง 54,945 ล้านบาท และเบี้ยประกันภัยต่อตามสัดส่วนกองทุน 464 ล้านบาท
กลุ่มบ้านอยู่อาศัยมีการซื้อกรมธรรม์ประกันภัยพิบัติสูงสุดคิดเป็นสัดส่วน 92% ของกรมธรรม์ทั้งหมด หรือจำนวน 906,622 ฉบับ รองลงมาคือกลุ่มธุรกิจเอสเอ็มอี สัดส่วน 7% หรือ 68,013 ฉบับ และกลุ่มอุตสาหกรรม 1% หรือ 4,990 ฉบับ
นอกจากนั้น พบว่ากลุ่มบ้านที่อยู่อาศัยเป็นกลุ่มที่มีทุนประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุนสูงสุด คือ 58% คิดเป็นมูลค่า 32,078 ล้านบาท ตามมาด้วยกลุ่มอุตสาหกรรมในสัดส่วน 26% คิดเป็นมูลค่า 14,162 ล้านบาท และกลุ่ม เอสเอ็มอี สัดส่วน 16% มูลค่า 8,704 ล้านบาท
ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อตามสัดส่วนของกองทุน สูงสุดที่ 45% รองลงมาคือกลุ่มบ้านอยู่อาศัยสัดส่วน 35% และกลุ่มเอสเอ็มอี มีสัดส่วน 20% ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีการเรียกร้องสินไหมทดแทน
"การที่ประชาชนและภาคอุตสาหกรรมตื่นตัวให้ความสำคัญทำประกันภัยพิบัติเพิ่มขึ้น สะท้อนว่า มีความเข้าใจและตระหนักถึงความสำคัญของการทำประกันภัยพิบัติ และเชื่อมั่นในการดำเนินงานของกองทุน ทำให้ภาคธุรกิจมีความมั่นใจว่า หากเกิดภัยพิบัติก็จะมีกองทุนที่ให้ความคุ้มครองทรัพย์สิน ที่จะช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งมั่นคงให้กับระบบอุตสาหกรรม และสามารถเป็นฐานการผลิตอุตสาหกรรมของโลกต่อไป"
มิตซุย ไม่เห็นด้วยแต่พร้อมปฏิบัติตาม
นายวิชัย สันติมหกุลเลิศ รองผู้จัดการใหญ่บริษัท มิตซุย สุมิโตโม อินชัวรันซ์ จำกัด กล่าวว่า การปรับลดเบี้ยที่กำลังมีการพิจารณาในขณะนี้ เห็นว่าเป็นช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม แม้ว่าช่วงปีที่ผ่านมาจะไม่เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เหมือนปี 2554 ก็ตาม เนื่องจากตามมาตรฐานวงการเบี้ยประกันภัย การพิจารณาราคาเบี้ยขึ้นหรือปรับเบี้ยลงจะไม่มีการปรับสลับกันในระยะเวลาอันสั้น เพราะเป็นการดำเนินการที่ไม่ได้มาตรฐาน ที่สำคัญการปรับลดราคาเบี้ยแม้จะเป็นผลดีต่อลูกค้า แต่ไม่เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการ เพราะขณะนี้ลูกค้าเริ่มฟื้นตัว แต่ผู้ประกอบการยังไม่ฟื้นตัว แต่อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการปรับลดราคาออกมา ทางผู้ประกอบการก็คงจะต้องปรับลดตาม ไม่สามารถขัดแย้งได้






