วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สั่งเช็คระบบสายส่งป้องกันไฟดับ

กฟผ.แจงยอดใช้ไฟ 14 จว.ภาคใต้สูงถึง 2,242 เมกะวัตต์ ขณะที่ผลิตได้1,692 เมกะวัตต์ พบกลุ่มธุรกิจ-อุตสาหกรรมโต ต้องดึงไฟสำรองจากภาคกลางเสริม

หลังจากเกิดไฟฟ้าดับในพื้นที่14จังหวัดภาคใต้ วานนี้ (22พ.ค) นายพงษ์ศักดิ์ รักตพงศ์ไพศาล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเรียกประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพื่อหาสาเหตุไฟดับ เนื่องจากเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟในวงกว้างนายพงษ์ศักดิ์ กล่าวหลังประชุมถึงกรณีที่กระแสไฟฟ้าดับเป็นวงกว้างในพื้นที่ภาคใต้ 14 จังหวัด ว่าต้องขอโทษพี่น้องประชาชนชาวใต้ที่ต้องได้รับผลกระทบ ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เร่งแก้ไข โดยได้สั่งให้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง นำบทเรียนครั้งนี้มาศึกษาหาแนวทางป้องกันทั้งระยะสั้นและระยะยาว สาเหตุเบื้องต้นกฟผ.พบว่าเกิดการขัดข้องของระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงที่จ่ายไฟฟ้าจากภาคกลางไปยังภาคใต้

นอกจากนี้ มีการหยุดซ่อมบำรุงโรงไฟฟ้าในภาคใต้ 4 โรง รวมแล้วไฟฟ้าหายไป 562 เมกะวัตต์ ส่งผลกำลังการผลิตลดเหลือ 1,692 เมกะวัตต์ จากความต้องการไฟฟ้ารวมในภาคใต้ 2,242 เมกะวัตต์ ต้องพึ่งพาไฟฟ้าจากภาคกลาง 430 เมกะวัตต์ จึงเป็นเหตุซ้ำเติมสถานการณ์ในครั้งนี้

ซื้อไฟจากเมเลย์แก้ปัญหา12ล้านบาท

นายพงษ์ศักดิ์ กล่าวว่าได้สั่งให้สร้างสายส่งแรงสูง 500 เควีเชื่อมโยงไปภาคใต้มากขึ้น โดยปรับปรุงสายส่งทั้งหมดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา และให้ปรับปรุงอำนาจสั่งการในศูนย์สั่งจ่ายไฟฟ้า ที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน หรือกกพ. ให้มีการร่างระเบียบสั่งการให้ดับเป็นบางพื้นที่แทนที่จะดับเป็นบริเวณกว้างได้หรือไม่ ปัจจุบันระเบียบไม่ชัดเจน การสั่งการโดยระบบอัตโนมัติ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นเหตุสุดวิสัยและเป็นเรื่องประจวบเหมาะที่ฟ้าผ้าสายส่งแรงสูงในช่วงที่อีกสายหนึ่งอยู่ระหว่างซ่อมบำรุง ขณะที่โรงไฟฟ้าในภาคใต้มีกำลังผลิดไม่เพียงพอต่อความต้องการ และหลายโรงไฟฟ้าอยู่ระหว่างปิดซ่อมเพราะเลื่อนระยะเวลาซ่อมบำรุงจากช่วงที่ก๊าซธรรมชาติจากพม่าหยุดส่งเมื่อช่วงเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา โดยการจ่ายไฟเมื่อคืนวันที่ 21 พ.ค.ได้ซื้อไฟฟ้าจากมาเลเซีย 200 เมกะวัตต์ มูลค่า 12 ล้านบาท ซึ่งมีปัญหาต้นทุนสูงถึง 16 บาทต่อหน่วย เนื่องจากเดินเครื่องด้วยน้ำมันดีเซล

"ยืนยันว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวกับการยสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่ต้องยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นส่วนหนึ่งเกิดจากโรงไฟฟ้าภาคใต้ไม่เพียงพอกับความต้องการจนต้องส่งไฟจากภาคกลางลงไป" นายพงษ์ศักดิ์ กล่าว

กฟผ.เช็คระบบส่งไฟฟ้าภาคใต้

นายสุทัศน์ ปัทมสิริวัฒน์ ผู้ว่าการ กฟผ. กล่าวว่าต้องขออภัยประชาชนต่อเหตุการณ์ดังกล่าวที่เกิดขึ้น ได้สั่งการให้มีการตรวจสอบสายส่งไฟฟ้าภาคใต้ทั้งหมด เพื่อมิให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นอีก"ยืนยันว่าการเกิดไฟฟ้าดับใน14จังหวัดภาคใต้ เป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่มีใครต้องการให้เกิด เพื่อเป็นข้ออ้างก่อสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เพราะผลกระทบต่อความเชื่อมั่นต่อทั้งภาคอุตสาหกรรม ผู้ประกอบการและประชาชนในพื้นที่ อย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ยอมรับว่าโรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่มีระบบสำรองไฟฟ้าฉุกเฉินต่างได้รับผลกระทบ "

นายสุทัศน์ กล่าวว่าปัจจุบันความต้องการไฟฟ้าในภาคใต้เพิ่มขึ้น 6% ต่อปี โดยเฉพาะจังหวัดชายฝั่งอันดามัน ขณะที่ระบบผลิตไฟฟ้าในพื้นที่ภาคใต้ต้องพึ่งการส่งกระแสไฟฟ้าจากภาคกลางบางส่วน แต่ระบบส่งที่ส่งไฟฟ้าจากภาคกลางไปภาคใต้มีลักษณะเป็นคอขวดตามภูมิประเทศในช่วง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำให้มีความเสี่ยงต่อระบบส่งไฟฟ้าค่อนข้างสูง

ดังนั้นในภาคใต้ต้องสร้างโรงไฟฟ้าให้เพียงกับความต้องการของพื้นที่ควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบสายส่งด้วย ไม่เช่นนั้นระบบไฟฟ้าจะยังไม่มั่นคง การพัฒนาโรงไฟฟ้าตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) มาจากโรงไฟฟ้าจะนะ 2 จ.สงขลา กำลังผลิต 800 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างก่อสร้างจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบได้ปี 2557 ส่วนโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีธรรมราช กำลังการผลิต 824เมกะวัตต์ ที่จะปลดระวางในปี 2559 คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) มีมติให้ บริษัทผลิตไฟฟ้าจำกัด(มหาชน) หรือเอ็กโก กรุ๊ป เป็นผู้สร้างโรงไฟฟ้ามาทดแทนโรงเก่าและเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 900 เมกะวัตต์ ให้ทันปี 2559

เตรียมงบลงทุนระบบส่ง3แสนบาท

นายสุทัศน์ กล่าวว่า ตามแผนการลงทุน 5 ปี (2556-2560) จำนวน 3 แสนล้านบาท จะลงทุนในระบบสายส่งมูลค่า 1 แสนล้านบาท อยู่ระหว่างศึกษาขยายสายส่งบริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนใต้ เพื่อรับไฟฟ้าจากประเทศลาวเพิ่ม ส่วนหนึ่งศึกษาเสร็จแล้ว รวมถึงดำเนินการในภาคตะวันออก เพื่อรับไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดใหญ่ที่จะเข้าระบบในอนาคต

ตั้งกรรมการดูแลระบบไฟฟ้าประเทศ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี มีความกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จึงต้องการให้มีคณะกรรมการ เพื่อดูระบบไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ ซึ่ง กฟผ. เห็นด้วย แม้ กฟผ. จะดูแลระบบอยู่ แต่ในการปฏิบัตงานจริงผู้ปฏิบัติงานจะไม่กล้าตัดสินใจ ดังนั้น ถ้ามีคณะกรรมการชุดนี้มาช่วยประสานระหว่าง 3 การไฟฟ้าทั้งระบบสายส่งและระบบจำหน่าย ทำให้ระบบไฟฟ้าของทั้งประเทศสมบูรณ์มากขึ้น

นอกจากภาคใต้แล้วสถานการณ์ไฟฟ้าในภาคอีสาน มีความเสี่ยงเช่นกันเ พราะความต้องการใช้ไฟฟ้ามากกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าในท้องถิ่น จึงต้องรับไฟฟ้าจากลาว แต่การมีสายส่งหลายเส้นจึงสามารถลดความเสี่ยงได้ระดับหนึ่ง ต้องดูว่าจะสามารถขยายสายส่งเพิ่มได้อีกหรือไม่ เพื่อช่วยป้องกัน

ยอมรับเหตุการณ์ร้ายสุดรอบ35ปี

ด้าน นายธนา พุฒรังษี รองผู้ว่าการระบบส่ง กฟผ. กล่าวว่าเหตุไฟฟ้าดับครั้งนี้ ถือว่าร้ายแรงที่สุดในรอบ 35 ปี นับตั้งแต่ปี 2521 ที่เกิดเหตุแบล็กเอาท์ไฟฟ้าดับทั้งประเทศ ส่วนที่ต้องลงทุนสร้างสายส่งไฟฟ้าขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นนั้นต้องพิจารณารอนสิทธิ์ หรือจำกัดการใช้ประโยชน์ที่ดินของประชาชนตลอดแนวเส้นทางสายส่งไฟฟ้า ต้องใช้เวลาในการเจรจากับประชาชนตามแนวเส้นทางสายส่งไฟฟ้า

ขณะที่ นางพัลลภา เรืองรอง กรรมการกกพ. กล่าวว่า กกพ. จะสอบสวนว่าเหตุการณ์ไฟฟ้าดับครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ที่ควบคุมได้หรือเหตุสุดวิสัย ถ้าไม่ใช่เป็นเหตุสุดวิสัย กกพ.จะเรียกค่าชดเชยคืนให้กับประชาชน เช่น ชดเชยค่าไฟฟ้าแปรผัน (เอฟที)

กลุ่มธุรกิจขยายตัวดันยอดใช้ไฟภาคใต้โต

จากสถิติตัวเลขกำลังผลิตและการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้จากกฟผ. พบว่าปัจุจบันมีกำลังผลิต 1,692 เมกะวัตต์ ขณะที่ความต้องการใช้สูงสุดภาคใต้อยู่ที่ 2,242 เมกะวัตต์ ขณะนี้ต้องดึงไฟฟ้าจากภาคกลางลงมาเสริม ถึง 430 เมกะวัตต์

นายสมชัย จรุงธนะกิจ รองผู้ว่าการ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า การเติบโตของการใช้ไฟฟ้าในภาคใต้อยู่ในระดับปกติ เนื่องจากการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มพาณิชย์ขยายตัวสูง พบว่าภาพรวมของไตรมาสแรกปีนี้ขยายตัว 3.3 % แต่ผู้ใช้ไฟฟ้ากลุ่มพาณิชย์ขยายตัวถึง 21% เทียบกับภาคตะวันออกเฉียงเหนือขยายตัว 5.86 % ภาคกลาง 5 % ภาคเหนือ 3.16 % แต่การผลิตไฟฟ้าในบางพื้นที่ไม่เพียงพอต้องส่งจากพื้นที่อื่น เมื่อต้องเดินสายส่งไกล ทำให้เกิดความเสี่ยง และเกิดการสูญเสียในระบบส่ง ภาคที่มีความเสี่ยง คือ ภาคใต้และตะวันออกเฉียงเหนือ

ปี 55 การใช้ไฟฟ้าพาณิชย์-อุตขยายตัว7-13%

ทั้งนี้พื้นที่การจำหน่ายไฟฟ้าภาคใต้ 14 จังหวัด (ไม่รวม ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี สมุทรสงคราม และเพชรบุรี) ปี 2555 มีจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 2,735,427ราย หน่วยจำหน่าย 13,848 ล้านหน่วย ขยายตัว 7.20 % แบ่งเป็นประเภทผู้ใช้ 1.บ้านอยู่อาศัย 2,466,320 ราย หน่วยจำหน่าย 4,561 ล้านหน่วย ขยายตัว 7.20 % 2.พาณิชย์ 219,921 ราย 5,412 ล้านหน่วย ขยายตัว 7.38 % 3.อุตสาหกรรม 546 ราย 3,236 ล้านหน่วย ขยายตัว 13.81 % 4.อื่น ๆ 48,640 รายจำนวน 638 ล้านหน่วย ลดลง 18.06 %

สำหรับพื้นที่ที่มีการใช้ไฟฟ้าสูงสุดคือจังหวัดสงขลา 3,109 ล้านหน่วย รองลงมาเป็นสุราษฎร์ธานี 2,367 ล้านหน่วย ภูเก็ต 2,043 ล้านหน่วย และนครศรีธรรมราช 1,484 ล้านหน่วย ทั้งนี้ไฟฟ้าดับเมื่อวันที่ 21 พ.ค.ที่ผ่านมา คิดเป็นปริมาณของหน่วยการใช้ไฟฟ้าที่ขาดหายไป 4,889 ล้านหน่วย