ธปท. รับเศรษฐกิจไตรมาสแรกต่ำกว่าคาด ด้าน"กิตติรัตน์" หวัง กนง.พิจารณาข้อมูล ลั่นคลังไม่มีนโยบายการกระตุ้นเศรษฐกิจ
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) แถลงภาวะเศรษฐกิจไตรมาสแรก วานนี้ (20 พ.ค.) ว่า เศรษฐกิจหดตัวจากไตรมาสก่อนหน้า 2.2% จากการลดลงของแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ความล่าช้าในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้เศรษฐกิจในไตรมาสแรกขยายตัว 5.3%
ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะมีผลต่อการพิจารณาดอกเบี้ยของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในการประชุมวันที่ 29 พ.ค. นี้ โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เห็นว่านโยบายดอกเบี้ยใช้เพื่อการดูแลเสถียรภาพและการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ขณะที่รัฐบาลต้องการให้ลดดอกเบี้ยแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า เพราะจะช่วยลดแรงจูงใจเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาหาประโยชน์จากส่วนต่างดอกเบี้ย เนื่องจากดอกเบี้ยของไทยสูงกว่าในต่างประเทศ
จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะลดดอกเบี้ยลงในการประชุมครั้งหน้า
นายเมธี สุภาพงษ์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจการเงิน ธปท.กล่าวว่าตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกโต 5.3% ถือเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าที่ ธปท. คาดการณ์ เพราะว่า ธปท.คาดไตรมาสแรกของปีนี้ เศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 7% แต่ต้องขอดูรายละเอียดว่าตัวเลขเศรษฐกิจซึ่งต่ำกว่าที่คาดเอาไว้นั้นมาจากปัจจัยใด
ธปท. ประมาณการเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเติบโต 5.1% โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยช่วงไตรมาสแรกน่าจะเติบโตได้ประมาณ 7%
"การเติบโตในช่วงที่เหลือของปีนี้คงต้องขึ้นกับว่าโมเมนตัมของแต่ละหน่วยงานเป็นอย่างไร เพราะตัวที่จะเป็นตัวที่บ่งบอกว่า ตัวไหนที่ดูจะแผ่วลง ซึ่งยังต้องติดตามดูต่อ เพราะแรงส่งทางเศรษฐกิจของแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน" นายเมธี กล่าว
ส่วนแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่มีส่วนสำคัญต่อนโยบายดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายเมธีกล่าวว่าถ้าดูตัวเลขในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่า แรงกดดันส่วนใหญ่มาจากต้นทุนทางด้านราคาพลังงาน และราคาอาหารสำเร็จรูปที่สูงขึ้น ยังไม่ได้มาจากเรื่องของกำลังซื้อมาก แต่ยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูเช่นกัน
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่า ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ไตรมาส 1/2556 ขยายตัว 5.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปี 2555 แต่หดตัว 2.2% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2555
การขยายตัวในไตรมาสแรก มีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและจ่ายสินค้าคงทน ขยายตัว 4.2% เนื่องจากมาตรการคืนภาษีให้กับผู้ซื้อรถยนต์คันแรก ภาคการลงทุนรวม ขยายตัว 6% เร่งตัวขึ้น 5.2% จากไตรมาสแรกปี 2555 ทั้งการลงทุนภาครัฐและเอกชน สำหรับภาคการส่งออกในไตรมาสแรกของปีนี้แม้ว่าจะขยายตัว 4.5% เมื่อเทียบกับไตรมาสแรกของปี 2555 มูลค่าการส่งออกสินค้าเท่ากับ 56,181 ล้านดอลลาร์
นอกจากนี้ อานิสงส์จากการท่องเที่ยวยังเป็นส่วนที่สนับสนุนให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ด้วยอานิสงส์นักท่องเที่ยวที่สูงเป็นประวัติการณ์ 6.8 ล้านคน ทำให้ไตรมาสแรกสาขาโรงแรมและภัตตาคาร ขยายตัวดีถึง 14.8% โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากเอเชียตะวันออกและยุโรป
ขณะที่ ภาคการก่อสร้างขยายตัว 10.5% ภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 4.8% ภาคการเกษตรกรรม ขยายตัว 0.5% ชะลอตัวลงจากไตรมาสแรกปี 2555
"การท่องเที่ยวยังเป็นปัจจัยหนุนเพียงด้านเดียว แต่ขณะที่การส่งออกที่มีสัดส่วน 70% ของจีดีพียังน่ากังวลแม้ว่าจะขยายตัว 4.5%ในไตรมาสแรก ก็ถือว่าเป็นการขยายตัวในเกณฑ์ต่ำกว่าเป้าหมายที่รัฐบาลคาดการณ์ไว้ 9% และต่ำกว่าที่ สศช.คาดไว้ที่ 11% ซึ่งหากยังคงเป็นไปลักษณะนี้ความเป็นไปได้ตามที่รัฐบาลคาดการณ์คงเป็นไปได้ยาก" นายอาคม กล่าว
นายอาคม กล่าวว่า การแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่าควรใช้วิธีผสมผสาน แต่เห็นว่านโยบายการเงินสามารถดำเนินการได้เร็วกว่ามาตรการทางการคลัง ซึ่งเป็นมาตรการทางภาษี
"ประเทศไทยไม่ใช่หมู ที่จะให้เงินไหลเข้ามาได้ง่ายๆ ต้องมีมาตรการออกมา แต่ถ้าปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปก็จะเป็นหมู"
สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายนั้น นายอาคมกล่าวว่าสมมติฐานที่ตั้งไว้ แต่ไม่ใช่ข้อเสนอให้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ย โดยประเมินว่าหากลดดอกเบี้ย 1% อาจจะทำให้เงินบาทอยู่ที่ 30 บาทต่อดอลลาร์ และอาจจะทำให้เป้าหมายการส่งออกไปถึง 9% ตามที่คาดการณ์
"ถือเป็นเพดานสูงที่สุดที่จะสามารถลดได้ ไม่ใช่น้อยเลย จนไม่สะกิด ซึ่ง 0.25% ยังถือว่าน้อยไป"
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวว่า เป็นห่วงกับขยายตัวเศรษฐกิจไทยในไตรมาสแรกของปีที่ขยายตัวได้เพียง 5.3% ซึ่งต่ำกว่าที่คาดหมายไว้ เนื่องจาก การขยายตัวของเศรษฐกิจในช่วงเดียวกันของปีก่อนนั้นอยู่ในระดับต่ำ เพราะเป็นช่วงฟื้นไข้หลังเหตุการณ์น้ำท่วม ดังนั้น เมื่อฐานการขยายตัวในปีที่แล้วต่ำ ในปีนี้การขยายตัวก็ต้องสูงกว่านั้น
นอกจากนี้ อัตราการขยายตัวเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีที่แล้วได้ไต่ระดับสูงขึ้น ฉะนั้น การรักษาระดับการขยายตัวของเศรษฐกิจให้ได้ดี และ มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ยทั้งปีที่ 5% นั้น ถือเป็นงานหนักของรัฐบาล
ส่วนในแง่นโยบายการคลังนั้น ทางกระทรวงการคลังก็ได้เร่งรัดให้มีการเบิกจ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งตัวเลขการเบิกจ่ายโดยรวมยังเกินกว่าเป้าหมาย แต่มีบางส่วนที่ยังเบิกจ่ายไม่ได้ตามเป้าหมาย ดังนั้นต้องเร่งรัดให้มากขึ้น แต่ไม่มีมาตรการใหม่เข้าไปกระตุ้นเศรษฐกิจ
“เราก็เป็นห่วง เพราะว่าการที่จีดีพีโตที่ 5.3% แต่ช่วงเดียวกันปีก่อนฐานต่ำ เพราะเพิ่งฟื้นไข้ การขยายตัวนี้ ถือว่าน้อยกว่าที่วางไว้ ส่วนที่เหลือของปีก็ต้องทำงานหนัก ถ้าจำได้ จีดีพีไตรมาสสอง สาม และ สี่ ในปีก่อน ค่อยๆ ไต่ระดับสูงขึ้น ฉะนั้น การรักษาระดับที่ดีเมื่อเทียบกับฐานที่สูงก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก”
อย่างไรก็ตาม จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมานั้น เชื่อว่า กนง.จะได้พิจารณาข้อมูลดังกล่าวประกอบการตัดสินใจในการดำเนินนโยบายด้านอัตราดอกเบี้ยด้วย ทั้งนี้เมื่ออัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทแข็งค่าขึ้น ได้ทำให้ภาคธุรกิจส่งออกประสบปัญหา โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าเกษตร ซึ่งข้าวและยางพารา เป็นหนึ่งในสินค้าหลัก ฉะนั้น จึงอาจจะส่งผลต่อเม็ดเงินที่ได้จากขายสินค้าดังกล่าวด้วย
"เราต้องบริหารจัดการให้ค่าเงินบาทไม่แข็งค่าจนกระทบต่อการส่งออก ซึ่งหากว่า การส่งออกไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่ 9% ก็หมายความว่า มีโอกาสที่จีดีพีจะพลาดเป้าหมาย"
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้อำนวยการ ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมานั้น ถือว่าต่ำกว่าที่ทางศูนย์ฯ ประเมินไว้พอสมควร โดยทางศูนย์ฯ มองว่าไตรมาสแรกเศรษฐกิจไทยน่าจะเติบโตได้ประมาณ 6.7% แต่ตัวเลขจริงที่สภาพัฒน์ ประกาศออกมาอยู่ที่ 5.3%
"เราคิดว่าแรงส่งทางเศรษฐกิจจากไตรมาส 4 น่าจะมีมากกว่านี้ โดยตัวเลขส่งออกนั้นเราไม่หวังอะไรมากอยู่แล้วเพราะเห็นว่าเศรษฐกิจโลกยังไม่ดีนัก แต่ที่ดูแล้วแผ่วกว่าที่คาด คือ ตัวเลขการบริโภค เพราะไตรมาสแรกโตแค่ 3.9% ต่ำกว่าตัวเลขจีดีพีด้วย ขณะที่การลงทุนเองก็เติบโตเพียงแค่ 5% เศษๆ สะท้อนว่าสัญญาณทั้งหมดเป็นสัญญาณการชะลอตัวมากกว่าที่คาดเอาไว้" นายเบญจรงค์ กล่าว
นายเบญจรงค์ กล่าวว่า จากตัวเลขที่ สภาพัฒน์ ประกาศออกมาอาจเปิดช่องให้ กนง.มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย เพราะถ้าดูตัวเลขการบริโภค การลงทุนที่ชะลอลง รวมทั้ง เงินเฟ้อก็ไม่ได้มีแรงกดดัน ที่มากพอจะมีช่องให้ กนง. ตัดสินใจลดดอกเบี้ยได้
ทั้งนี้ ยังมีประเด็นที่น่าห่วงและต้องติดตามพอสมควร คือ สัญญาณหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) โดยเฉพาะในส่วนของสินเชื่ออุปโภคบริโภคที่เพิ่มขึ้น โดยไตรมาสแรกที่ออกมานั้น แม้ภาพรวมสินเชื่อครัวเรือนจะขยายตัว 1.6% แต่กลับพบว่าเอ็นพีแอลของสินเชื่อในกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นถึง 6.4% จึงยังเป็นประเด็นที่น่าห่วงและต้องติดตาม
"เรื่องค่าเงินบาทในตอนนี้คงไม่ใช่ประเด็นที่มีน้ำหนักต่อการตัดสินใจของ กนง.แล้ว เพราะถ้าจะลดหรือไม่ลดดอกเบี้ย กนง. คงดูความเสี่ยงในเรื่องเศรษฐกิจมากกว่าว่าจะชะลอลงหรือไม่ ถ้ามีแนวโน้มว่าจะชะลอลง กนง. ก็อาจตัดสินใจลดดอกเบี้ยนโยบายได้เช่นกัน" นายเบญจรงค์ กล่าว
ขณะที่ นายศรันต์ สุนันท์สถาพร นักเศรษฐศาสตร์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า จีดีพีไตรมาสแรกที่เติบโตชะลอตัวจากไตรมาสก่อนหน้า เป็นผลจากมาตรการรัฐ โดยเฉพาะโครงการรถคันแรก อาจจะหมดลงเร็วกว่าที่คิดไว้ และการส่งออกได้รับผลกระทบจากบาทแข็ง และเศรษฐกิจคู่ค้าที่ยังไม่ฟื้นมากนัก ส่วนการใช้จ่ายภาครัฐยังช้าไปทำให้ตัวเลขไตรมาสแรกออกมาต่ำกว่าที่คาด
ทั้งนี้ โดยรวมถือว่าไม่น่าเป็นห่วงมาก แม้ว่าอาจจะผิดหวังบ้าง แต่ตัวเลขจีดีพีที่ยังยืนในระดับเติบโต 5% ได้โดยที่ไม่ได้มีมาตรการกระตุ้น ถือว่ายังพอไปได้ เพราะมีโอกาสที่การลงทุนภาครัฐในไตรมาสต่อๆ ไปจะดีขึ้น แล้วส่งออกในไตรมาส 2 ก็คงไม่ถูกกระทบจาก บาทแข็งเท่ากับไตรมาสแรก
"คิดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน หรือ กนง. น่าจะคงดอกเบี้ยไว้ที่เดิม 2.75% คงไม่รีบไปลดดอกเบี้ย เพราะว่าเศรษฐกิจในไตรมาสต่อๆ ไป น่าจะดีขึ้น ดังนั้น ถ้าไม่เห็นอะไรชัดเจน ว่า เศรษฐกิจจะชะลอจริงๆ เชื่อว่าแบงก์ชาติคงเลือกจะเก็บกระสุนไว้ก่อน ก็มองว่าปีนี้ไม่ขึ้นดอกเบี้ยแล้ว แต่ก็จะไม่ลดดอกเบี้ยเหมือนกัน"







