โบรกเกอร์-บลจ.เพิ่มเป้าดัชนีหุ้นสิ้นปี หลังทุบสถิติสูงสุดต่อเนื่อง "ดีบีเอส"คาดสิ้นปีอยู่ที่ 1750 จุด "เอเซียพลัส" ขยับเป็น 1,779 จุด
ภาพรวมตลาดหุ้นไทยวานนี้ (20 พ.ค.) ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นทำสถิติสูงสุดใหม่ต่อเนื่อง โดยปิดที่ 1,643.40 จุด เพิ่มขึ้น15.44 จุด คิดเป็น 0.95%มูลค่าการซื้อขายรวม 5.78 หมื่นล้านบาท
นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ รองผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จำนวน 448 บริษัท หรือ 92.18 % ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด 486 บริษัท ได้นำส่งผลการดำเนินงานงวดไตรมาส1/56 มีกำไรสุทธิจากผลการดำเนินงานจำนวน 381 บริษัท คิดเป็น 85.04% ของบริษัทจดทะเบียนที่นำส่งงบการเงินทั้งหมด โดยยอดขายไตรมาสแรกปีนี้อยู่ที่ 2.63 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.88% จากงวดเดียวกันปีที่แล้ว
ขณะที่กำไรสุทธิอยู่ที่ 2.41 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.80% อัตรากำไรขั้นต้น 18.26% จาก 17.57% ในปีก่อน และอัตรากำไรสุทธิเท่ากับ 9.18% จาก 8.53% ด้านอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อทุน (ไม่รวมอุตสาหกรรมการเงิน) อยู่ที่ 1.29 เท่า
บริษัทจดทะเบียนที่มีกำไรสุทธิสูงสุด 5 อันดับแรก คือบริษัท ปตท. บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม ธนาคารไทยพาณิชย์ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล และธนาคารกสิกรไทย หมวดธุรกิจที่มีกำไร สูงสุด 3 อันดับแรก จาก 27 หมวดธุรกิจ ได้แก่ พลังงานและสาธารณูปโภค ธนาคาร และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร โดยทั้ง 3 หมวดมีกำไรสุทธิรวม 1.44 แสนล้านบาท คิดเป็น 59.76% ของกำไรสุทธิรวมทั้งหมด และยอดขายรวมของทั้ง 3 หมวดคิดเป็น 55.12% ของยอดขายรวมทั้งหมด
บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) กล่าวว่า ฝ่ายวิจัยปรับเพิ่มเป้าดัชนีปีนี้เป็น 1,750 จุด จาก 1,688 จุด สะท้อนการเติบโตของกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกปีนี้ ขยายตัวแข็งแกร่งดีกว่าคาด โดยประมาณการกำไรสุทธิขยายตัว 25.6% รวมหุ้นขนาดกลาง-เล็ก รวมทั้งตลาดหุ้นยังมีปัจจัยบวกอื่นหนุนด้วย ได้แก่ สภาพคล่องในระบบการเงินโลกที่สูง เพราะการใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงปริมาณของเฟด เศรษฐกิจโลกฟื้นตัวดีขึ้น ความเสี่ยงยูโรโซนลดลง และดอกเบี้ยยังต่ำ
"ตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่ พีอีเรโช ปีนี้ที่ 13.7 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 14 เท่า แต่การเติบโตของกำไรสุทธิของบจ.ไทย น่าจูงใจกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 10% ความเสี่ยงหลักตอนนี้ คือ ความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศ โดยอาจมีแรงกระเพื่อมทางการเมืองเพิ่มขึ้น หากมีการเสนอพิจารณาแก้ไขร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการนิรโทษกรรม "นักวิเคราะห์กล่าว
ส่วนนายประกิต สิริวัฒนเกตุ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า หลังสิ้นสุดรายงานงบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ พบกำไรสุทธิตลาดรวมอยู่ที่ 2.42 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13%YOY คิดเป็น 26.8% ของประมาณการกำไรทั้งปีนี้ที่คาดการณ์ทั้งปี จึงปรับปรุงประมาณการกำไรปีนี้อยู่ที่ 8.92 แสนล้านบาท หรือ 104.7 บาทต่อหุ้น ลดลงจากประมาณการเดิมเล็กน้อย คือที่ 9.01 แสนล้านบาท หรือราวหุ้นละ 106.35 หรือลดลง 1.58% หากใช้ประมาณการกำไรใหม่ คาดดัชนีหุ้นจะมีค่าพีอีเรโช 17.57 เท่า หรือระดับดัชนี 1,779 จุด จากเดิมเคยประมาณการดัชนีที่ 1700 จุด
นายชาคริต พืชพันธ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายบริหารกองทุน บลจ.เอ็มเอฟซี เปิดเผยว่า ยังคงเป้าดัชนีหุ้นปีนี้ไว้ที่ 1,690 จุด และกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโต 18-20% ซึ่งมีแนวโน้มการเติบโตของกำไรที่ดีต่อเนื่อง ส่วนหนึ่งเป็นผลจากประโยชน์ทางภาษี ที่ยังมีต่อเนื่องในปีนี้ กำลังซื้อของประชาชนที่ดีขึ้น ที่จะเป็นตัวขับเคลื่อนการบริโภคในประเทศให้ดีขึ้นด้วย
ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยซื้อขายที่สัดส่วนราคาต่อกำไรสุทธิ (P/E) ที่ 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในตลาดอาเซียนด้วยกันที่ 15.3 เท่า โดยภาพรวมก็ถือว่าไม่แพงหากเทียบกับตลาดหุ้นในภูมิภาคด้วยกัน การที่ตลาดหุ้นปรับตัวขึ้นรอบนี้จนยืนเหนือ 1,600 จุดได้อีกครั้งนั้น จะไม่ได้ขึ้นมาทุกกลุ่ม บางกลุ่มปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 40% ในขณะที่บางกลุ่มก็ไม่ขึ้น และในรายกลุ่มอุตสาหกรรมก็ไม่ใช่หุ้นทุกตัวปรับตัวขึ้น ในแง่การลงทุนต้องคัดเลือกหุ้นเพื่อลงทุนมากขึ้นเช่นกัน
"ส่วนนักลงทุนต่างประเทศ ตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นยอดขายสุทธิอยู่ แต่เริ่มเห็นการกลับเข้ามาซื้อมากขึ้นช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา เพราะพื้นฐานตลาดหุ้นไทย ก็ยังลงทุนได้ และมองหุ้นไทยรอบนี้ไม่น่าหลุดต่ำกว่า 1,500 จุด เมื่อตลาดหุ้นปรับฐานลงมาก็จะมีแรงซื้อกลับเข้ามารับ ดังนั้นต่างชาติเอง ยังไม่ทิ้งหุ้นไทยไปไหนและยังโฟกัสลงทุนในตลาดหุ้นเอเชียล่าง"
นายชาคริต กล่าวอีกว่า งบการเงินไตรมาสแรกปีนี้ที่ประกาศออกมา ส่วนใหญ่เป็นไปตามคาด และบางส่วนออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ไว้ จึงเชื่อทั้งปีกำไรบริษัทจดทะเบียนเติบโตตามที่ตลาดมอง ส่วนปีหน้าโอกาสเห็นหุ้นไทยปรับตัวขึ้นไปทำสถิติสูงสุดใหม่ตลอดกาล เกินกว่าระดับ 1,780 จุด เพราะบุคลิกของหุ้นไทยเวลาปรับตัวขึ้น มักจะแรงกว่าที่คาด ด้วยปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนยังเติบโตได้ดี หากการลงทุนโครงการภาครัฐดินหน้าเป็นไปตามแผน ประเทศเศรษฐกิจหลักของโลก ยังคงใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินเชิงปริมาณ (QE) ต่อเนื่องทั้งสหรัฐและญี่ปุ่น







