วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

บจ.กวาดกำไรไตรมาสแรก2.4แสนล.

บริษัทจดทะเบียนประกาศกำไรไตรมาสแรก 2.44 แสนล้านบาท กลุ่มหลักทรัพย์กำไรเพิ่มขึ้นสูงสุด 222% ขณะที่กลุ่มพลังงานกำไรลดลง 5%

นักวิเคราะห์จาก บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการรวบรวมกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.)ในตลาดหลักทรัพย์พบว่า ในช่วงไตรมาสแรกมีกำไรสุทธิ 2.44 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 13.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มที่มีกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดมากที่สุด คือกลุ่มหลักทรัพย์ มีกำไรสุทธิ 4.38 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 222% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยของตลาดสูงขึ้น มีผลิตภัณฑ์ใหม่เสนอขายนักลงทุนมากขึ้น และมีกำไรจากพอร์ตการลงทุนของบริษัท

รองลงมาคือกลุ่ม กระดาษและเยื่อกระดาษ มีกำไร 254 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 160% เพราะอัตรากำไรขั้นต้นสูงมาก, กลุ่มยานยนต์และชิ้นส่วน มีกำไร 1.41 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 150% จากฐานที่ต่ำ, กลุ่มท่องเที่ยว มีกำไรรวม 2.81 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 126% เป็นไปในทิศทางเดียวกับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของไทยที่ขยายตัวแข็งแกร่งมาก

ขณะที่กลุ่มชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและเครื่องจักร มีกำไร 412 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 119% มาจากธุรกิจเหล็กปลายน้ำที่มีกำไรดีขึ้นมาก , กลุ่มขนส่งมีกำไร 1.59 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 98% ตามปริมาณการใช้ที่สูงขึ้นตามการเติบโตของเศรษฐกิจ รวมทั้งมีการซื้อขายเงินลงทุนทำให้มีกำไรพิเศษเข้ามาด้วย

สำหรับกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ มีกำไร 1.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 96% เป็นไปตามยอดขายและยอดรับรู้รายได้ที่เพิ่มขึ้น อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ในเกณฑ์สูง แม้ว่าต้นทุนจะเพิ่มแต่ก็มีการปรับราคาขายขึ้น, กลุ่มวัสดุก่อสร้าง กำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 33% จากความต้องการใช้วัสดุก่อสร้างขั้นพื้นฐาน เช่น ซีเมนต์ เติบโตดี สอดคล้องกับการลงทุนในประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งในช่วง 15-16 เดือนที่ผ่านมา

กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กำไรเพิ่มขึ้น 25% จากสินเชื่อและรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดี ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย(NIM) ทรงตัว และกลุ่มธุรกิจเกษตร กำไรสุทธิโต 29% มาจากการฟื้นตัวของกำไร GFPT และ STA แต่ในส่วนธุรกิจกุ้งย่ำแย่เพราะโรคระบาด EMS

สำหรับแนวโน้มไตรมาสที่เหลือของปีนี้ คาดว่ากลุ่มที่จะมีกำไรขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์, วัสดุก่อสร้าง, ท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, ขนส่ง ส่วนธุรกิจเกษตร คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากราคาเนื้อไก่และหมูเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ คือ กากถั่วเหลืองลดลง, ธุรกิจพลังงาน คาดว่าไตรมาส 2 จะมีกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดจากช่วงเดียวกันของปีก่อน เพราะฐานช่วงเดียวกันของปีก่อนต่ำ จากการที่ผลขาดทุนในสต็อกจำนวนมาก และธุรกิจโซลาฟาร์มทำกำไรได้ดีขึ้นเป็นลำดับ

สำรวจกำไรบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (mai) ที่แจ้งผลประกอบการมาแล้ว พบว่ามีกำไรสุทธิรวมกันทั้งสิ้น 1,397 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,244 ล้านบาท ประมาณ 12% อย่างไรก็ตาม ในการสำรวจครั้งนี้ มีบริษัทที่แจ้งผลประกอบการมาแล้ว 54 บริษัทเท่านั้น ส่วนกำไรในไตรมาส 1/2555 เป็นกำไรจาก 74 บริษัท

จากการสำรวจพบว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ ที่มีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2556 มากที่สุดคือบริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) โดยรายงานว่ามีกำไรสุทธิ จำนวน 417 ล้านบาท เพิ่มขึ้น รองมาคือบริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) ซึ่งแจ้งว่ามีกำไรสุทธิในไตรมาส 1/2556 จำนวน 83.25 ล้านบาท

บทวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็ม เอ ไอ (MAI) กำไรสุทธิ 1.95 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 60% หากพิจารณาเป็นรายตัว ส่วนใหญ่จะมีการเติบโต แม้มีบางส่วนที่กำไรจะมีการหดตัว เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันของปี 2555 โดยหุ้นที่มีผลประกอบการโดดเด่นในงวดนี้เรียงลำดับคือ บริษัท บรุ๊คเคอร์ กรุ๊ป (BROOK) กำไรสุทธิ 417 ล้านบาท เติบโต 579% จากงวดเดียวกันปีก่อน และเป็นการฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญจากงวดไตรมาส 4/2555 เนื่องจากการรับรู้รายได้ค่าบริการที่ปรึกษาจาก 2 โครงการใหญ่ และมีกำไรพิเศษจากการขายเงินลงทุนในหลักทรัพย์ รวม 194 ล้านบาท

บริษัท เชาว์ สตีล อินดัสทรี้ (CHOW) มีกำไรสุทธิ 36.7 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 361% แม้ว่ารายได้จากการขายจะลดลง 32% จากปีก่อน แต่อัตรากำไรขั้นต้นได้ปรับตัวดีขึ้นจาก 3.8% เป็น 7% เนื่องจากราคาเหล็กได้ปรับเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2555 และบริษัท ไอร่า แฟคตอริ่ง (AF) กำไรสุทธิ 17 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 143% เพราะรายได้เพิ่ม 39.6% ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหาร (SG&A/sale) ลดลงจาก 49% เป็น 30%

บริษัท 2 เอส เมทัล มีกำไรสุทธิ 32 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 103% แม้รายได้ลดลง 6.2% แต่ถือเป็นการฟื้นตัวต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 นับจากไตรมาส 2/2555 ในขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นได้ปรับตัวดีขึ้นจาก 4.7% เป็น 7% เนื่องจากราคาเหล็กได้ปรับเพิ่มขึ้นมาตั้งแต่ปลายปี 2555 ขณะที่บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ (JUBILE) มีกำไรสุทธิ 53.8 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 30% จากงวดเดียวกันปีก่อน เนื่องจากยอดขายโตขึ้นจากการขยายสาขาเพิ่มรวมถึงการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม และมีการบริหารต้นทุนที่ดีขึ้นทำให้ Gross Margin ปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 40.1% เป็น 46.4%

ทั้งนี้ ประเมินแนวโน้มไตรมาสที่เหลือของปีนี้ คาดว่ากลุ่มที่จะมีกำไรขยายตัวแข็งแกร่งต่อเนื่อง ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์, วัสดุก่อสร้าง, ท่องเที่ยว, อสังหาริมทรัพย์, ขนส่ง ส่วนธุรกิจเกษตร คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากราคาเนื้อไก่และหมูเพิ่มขึ้น ขณะที่ต้นทุนวัตถุดิบอาหารสัตว์ คือ กากถั่วเหลืองลดลง ส่วนธุรกิจพลังงาน คาดว่าจะมีกำไรสุทธิเติบโตก้าวกระโดดในไตรมาส 2/2556 เพราะฐานช่วงเดียวกันของปีก่อนต่ำ จากการที่ผลขาดทุนในสต็อกจำนวนมาก และธุรกิจโซลาฟาร์มทำกำไรได้ดีขึ้นเป็นลำดับ