รัฐบาลถกแบงก์ชาติ-เอกชน แก้ค่าบาท บรรยากาศชื่นมื่น "กิตติรัตน์" เผยต้องการเห็นค่าเงินนิ่ง ดอกเบี้ยเป็นหนึ่งในหลายมาตรการใช้แก้เงินบาทแข็ง
การประชุมร่วมระหว่างรัฐบาล ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และภาคเอกชน เป็นไปอย่างชื่นมื่น แม้ว่าจะไม่มีมาตรการใดออกมาแก้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งค่า แต่เห็นว่าต้องร่วมกันแก้ปัญหา โดยเฉพาะค่าเงินบาทผันผวน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อภาคส่งออก
การประชุมวานนี้ (13 พ.ค.) เป็นการประชุมร่วม โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท. นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย รวมทั้ง คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มาเข้าร่วมประชุม 7 คน จากทั้งหมด 8 คน โดยขาดแต่นางทองอุไร ลิ้มปิติ รองผู้ว่าการ ธปท. ที่ติดภารกิจไปประชุมยังต่างประเทศ
การประชุมครั้งนี้เริ่มตั้งแต่ช่วงเช้า โดยใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมงเศษ
ทั้งนี้ก่อนการประชุม นายประสาร ได้โบกมือทักทายผู้สื่อข่าวด้วยใบหน้าแจ่มใส ท่ามกลางการคาดหวังก่อนการประชุมว่าจะมีมาตรการออกมาเพื่อแก้ปัญหา เนื่องจากในช่วงสัปดาห์ก่อนหน้านี้ มีความขัดแย้งค่อนข้างรุนแรงต่อนโยบายการดูแลค่าเงิน
นายกิตติรัตน์ กล่าวภายหลังการประชุม ว่าการประชุมเมื่อวานนี้ (13 พ.ค.) เป็นการพูดคุยเรื่องที่จะส่งผลต่อภาพรวมการดูแลเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งประกอบไปด้วย 4 ส่วนใหญ่ๆ ได้แก่ 1.การใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ 2.การลงทุนภาคเอกชนที่ต้องมีการสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เหมาะสม ให้มีการขยายตัวในการลงทุนตามปกติ 3.ทิศทางกำลังซื้อและการบริโภคของประชาชนในประเทศ 4.รวมทั้งบรรยากาศในการส่งออกและการท่องเที่ยว ทั้งนี้ในการหารือภาพรวมของเศรษฐกิจทุกฝ่าย มีความเห็นตรงกันว่าปี 2556 จะเป็นปีที่เศรษฐกิจของประเทศเติบโตได้เพิ่มขึ้นจากในปี 2555
ส่วนเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน นายกิตติรัตน์ กล่าวว่า ที่ประชุมฯ ได้มีการหารือกัน และเห็นร่วมกันว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่มีความผันผวน จะทำให้การส่งออกมีการขยายตัวได้ลำบาก ดังนั้นหน่วยงานต่างๆ ต้องทำงานร่วมกัน เพื่อให้เงินบาทไม่แข็งค่า หรืออ่อนค่าจนเกินไปเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งและคู่ค้า รวมทั้งไม่มีการผันผวนขึ้นลงมากเกินไปในระยะเวลาสั้นๆ ก็จะเป็นกลไกให้การส่งออกเป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ในปีนี้
"ที่ประชุมได้หยิบยกเป้าหมายการส่งออกขึ้นมาพูดคุยในที่ประชุมและยังเป็นเป้าหมายเดิม และเชื่อว่าไม่ไกลเกินเอื้อมที่จะสามารถทำได้ การทำงานเรื่องของการส่งออกต้องทำงานในด้านอื่นๆ ควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่การทำงานในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพียงอย่างเดียว เช่น เรื่องการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นการส่งออกชนิดหนึ่ง เพราะถือว่ามีรายได้เข้าประเทศในเรื่องของการบริการ ก็เป็นการที่ต้องทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่างๆ เช่น กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และภาคเอกชนเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับบริการที่ดี ส่วนเรื่องภาคการผลิตเพื่อการส่งออก ก็พูดจากันเรื่องการพัฒนาฝีมือแรงงาน ความเพียงพอของจำนวนแรงงานและบุคลากร" นายกิตติรัตน์ กล่าว
เน้นเศรษฐกิจโตแบบมีเสถียรภาพ
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่ก่อนหน้านี้ที่รัฐบาลต้องการให้ลดดอกเบี้ยเพื่อแก้ไขปัญหาเงินบาทแข็งค่า ตอนนี้มีความจำเป็นต้องใช้หรือไม่ นายกิตติรัตน์ กล่าวว่าเรื่องดอกเบี้ยเป็นเพียงหนึ่งในสิบ หรือร้อยเรื่องที่มีการพูดคุยเพื่อดูแลเศรษฐกิจเท่านั้น อัตราดอกเบี้ยเป็นเพียงแนวทางหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่พูดกัน
"แต่วันนี้เรื่องที่พูดกันเป็นหลักคือการเติบโตของเศรษฐกิจที่มีเสถียรภาพ การเติบโตของการส่งออกให้สอดคล้องตามเป้าหมาย ดังนั้นการที่อัตราดอกเบี้ยและอัตราแลกเปลี่ยนที่เหมาะสม ก็เป็นเรื่องที่หน่วยงานต่างๆ ต้องดำเนินการ"
ระบุทุกฝ่ายต้องทำงานร่วมกันใกล้ชิด
นายกิตติรัตน์ กล่าวถึง มาตรการการควบคุมเงินทุนไหลเข้าว่าภาคเอกชนที่เข้าร่วมประชุมได้ฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปพิจารณาตามความเหมาะสม ขณะที่ส่วนราชการไม่ได้ให้ความเห็นที่เป็นพิเศษ แต่ก็มีการสื่อสารไปว่าให้มีการพิจารณาการใช้มาตรการเหล่านั้น ด้วยความรอบคอบระมัดระวัง และขอให้มั่นใจว่าหน่วยงานของรัฐและเอกชนจะทำงานร่วมกันใกล้ชิด
"การประชุมร่วมกันวานนี้ เป็นบรรยากาศที่ดี และมีประโยชน์มากในการหารือร่วมกับภาครัฐและเอกชน และคาดจะหารือกันในลักษณะนี้ ซึ่งอาจจะให้หน่วยงานอื่นๆ รับเป็นเจ้าภาพในการเชิญ หรือ กกร.อาจจะรับเป็นเจ้าภาพในการเชิญเข้าประชุม แล้วหน่วยงานไหนมีหน้าที่ที่จะประชุมเรื่องใดก็จะได้นำข้อมูลที่ได้จากการหารือไปประกอบการพิจารณา นอกเหนือไปจากข้อมูลที่หน่วยงานมีอยู่ จะช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น" นายกิตติรัตน์ กล่าว
กนง.แจงไร้แรงกดดันลดดอกเบี้ย
นายประสาร กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้พูดคุยถึงเรื่องมาตรการในการดูแลค่าเงินบาทและอัตราดอกเบี้ยนโยบายแต่อย่างใด โดยประเด็นที่หารือกันส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความท้าทายทางเศรษฐกิจที่ประเทศไทยต้องเผชิญในระยะข้างหน้า ทั้งที่เป็นระยะสั้นและระยะยาว
นอกจากนี้ ในการประชุมก็ไม่ได้พูดแต่เฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับภาคการเงินเพียงอย่างเดียว แต่ยังพูดคุยถึงปัญหาอื่นๆ เช่น การขาดแคลนแรงงาน ความจำเป็นในการปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิต รวมทั้งความสามารถในการผลิตระยะยาว ซึ่งทุกฝ่ายเห็นสอดคล้องกันว่า สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายที่ต้องเผชิญในวันข้างหน้า ดังนั้น ทุกภาคส่วนจึงต้องช่วยกันทำงานอย่างเต็มที่ตามความรับผิดชอบของแต่ละหน่วยงาน
"วันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องมาตรการเลย และไม่ได้พูดถึงเรื่องดอกเบี้ยด้วย เป็นการพูดในภาพกว้างๆ ของความเป็นไปในเศรษฐกิจโลก และความท้าทายที่เศรษฐกิจไทยเผชิญอยู่ ซึ่งภาคเอกชนเห็นว่า หากเราสามารถดูแลเงินบาทไม่ให้ผันผวนมากเกินไปได้ ก็จะเป็นเรื่องดี เพราะเขาสามารถเสนอราคาสินค้าของเขาได้" นายประสาร กล่าว
ไม่มีการเรียกร้องประชุมนัดพิเศษ
ส่วนคำถามที่ว่าจำเป็นต้องมีการประชุม กนง. นัดพิเศษหรือไม่นั้น นายประสาร กล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้ ไม่ได้มีการเรียกร้องเช่นนั้น และไม่ได้มีใครมากดดันการทำงานของ กนง. ด้วย ซึ่งต้องบอกว่า นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งทำหน้าที่เป็นประธานในการประชุมครั้งนี้ ดำเนินการประชุมได้ดีมาก เป็นการประชุมเชิงสร้างสรรค์ ไม่ได้มีแรงกดดันอะไรเลย
"ปกติ กนง. นัดพิเศษสามารถเรียกประชุมได้อยู่แล้วถ้าจำเป็น อย่างคราวนี้หากจะให้มีการประชุมเพิ่มเติมจากคราวก่อน ก็จะเป็นการอัพเดทข้อมูลเศรษฐกิจไตรมาส 1 ของปีนี้ ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 20 พ.ค. นี้ ดังนั้น หลังจากวันที่ 20 พ.ค. ทางเจ้าหน้าที่ก็จะรวบรวมแล้วทำรายงานเสนอให้บอร์ดกนง. เพราะว่าปกติเลขานุการกนง. มีหน้าที่รวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุด แล้ววิเคราะห์เพื่อส่งให้ กนง. ได้ดูประกอบการตัดสินใจ ซึ่งจะมีการประชุมกันในวันที่ 29 พ.ค. ดังนั้นคิดว่าคงไม่จำเป็น" นายประสาร กล่าว
เตือนอย่าประมาทแม้สถานการณ์ดีขึ้น
สำหรับค่าเงินบาทที่เริ่มอ่อนค่าลงมานั้น นายประสารกล่าวว่าสาเหตุสำคัญมาจากการแข็งค่าขึ้นของเงินดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นอุทาหรณ์ที่เตือนว่าไม่ควรประมาท เพราะแม้สถานการณ์ตอนนี้อาจคลี่คลายลงไปบ้าง แต่ยังวางใจไม่ได้ เพราะยังมีความท้าทายในระยะกลางถึงยาวอยู่ไม่น้อย
ส่วนเรื่องมาตรการที่นำมาใช้ดูแลค่าเงินบาทนั้น ในขณะนี้ยังไม่อยากให้ความเห็นใดๆ เพราะเกรงว่าถ้าให้รายละเอียดเยอะ อาจถูกนำไปตีความต่างๆ นานาเกินความจำเป็นได้
'ณรงค์ชัย'ชี้มาตรการแรกธปท.ทำได้ทันที
นายณรงค์ชัย อัครเศรณี หนึ่งในคณะกรรมการ กนง. กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้ถือว่ารัฐบาลให้เกียรติ กนง. มาก เพราะไม่ได้มีการแทรกแซงการทำงาน รวมทั้งไม่มีการพูดคุยในเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายเลย ที่พูดคุยกันเป็นเพียงการแลกเปลี่ยนความเห็นธรรมดามากกว่า เช่น ไม่อยากให้อัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเร็ว ซึ่งแน่นอนว่าโดยส่วนตัวก็เห็นด้วย เพราะระยะสั้นหากอัตราแลกเปลี่ยนผันผวนเร็วก็ไม่ใช่เรื่องที่ดี
"ไม่ได้พูดถึงเรื่องดอกเบี้ยเลย ส่วนใหญ่คุยกันเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเราก็ต้องใช้มาตรการมาจัดการ มันเหมือนกับว่าปวดหัวก็ต้องกินยาพาราฯ ไม่ใช่ว่าปวดหัวแล้วไปกินยาแก้ท้องเสียมันไม่ได้" นายณรงค์ชัย กล่าว
สำหรับมาตรการทั้ง 4 ข้อที่ ธปท. เสนอมานั้น หากเป็นข้อแรก ธปท.สามารถดำเนินการได้เองทันที เพราะว่าเป็นมาตรการของทาง ธปท. ส่วนมาตรการในข้ออื่นๆ นั้นเป็นมาตรการที่ต้องทำร่วมกันระหว่าง ธปท.กับกระทรวงการคลัง ดังนั้นแล้วถ้าเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ก็ต้องใช้มาตรการที่เกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนในการแก้ปัญหา
ลูกค้ากรุงไทยป้องเสี่ยง 100%
นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย ในฐานะกรรมการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า การหารือครั้งนี้เป็นการรับฟังปัญหาจากภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบ จากปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท ซึ่งสมาคมธนาคารไทย ได้ชี้แจงถึงแนวทางที่สมาคมฯ ได้มีส่วนร่วมในการลดผลกระทบดังกล่าวลง โดยได้จัดแคมเปญที่เกี่ยวข้องกับการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (เฮดจิ้ง)
"ที่ผ่านมาเราได้เพิ่มวงเงินในการทำเฮดจิ้งให้กับลูกค้าไปพอสมควร และตอนนี้ยอดการทำเฮดจิ้งก็สูงขึ้นมาก เรียกว่าถ้าเป็นกลุ่มลูกค้าส่งออกของกรุงไทยแทบจะไม่มีใครไม่ทำเฮดจิ้งเลย ทำกัน 100% เพียงแต่ระยะเวลาในการทำอาจแตกต่างกันไปบ้าง บางรายทำ 1 เดือน บางรายก็ทำตั้งแต่ 3-6 เดือน หรือบางรายอาจทำเป็นปีเลย" นายวรภัค กล่าว
ชงรัฐผลักดันบาท เงินหลักภูมิภาค
แหล่งข่าวจากที่ประชุม เปิดเผยว่า ที่ประชุมได้เสนอให้รัฐบาลผลักดันเงินบาทเป็นเงินสกุลหลักของภูมิภาค โดยเฉพาะใช้ในการค้าชายแดนเพื่อให้เกิดความสะดวก ในการค้าขายแลกเปลี่ยน รวมทั้งสร้างความมีเสถียรภาพของเงินบาทมากขึ้นด้วย
อย่างไรก็ตาม ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ชี้แจงว่าเรื่องนี้มีความเป็นไปได้ยาก และหากจะทำจริงๆ อาจต้องให้นายกรัฐมนตรีเป็นผู้เจรจากับประเทศอื่นๆ แต่คาดว่าธนาคารกลางของประเทศอื่นๆ ทั้งในอาเซียนและประเทศเพื่อนบ้านก็คงยอมรับได้ยาก เพราะหากว่ายอมให้ใช้เงินบาทเป็นสกุลหลักในการซื้อขายชายแดนก็จะส่งผลให้เงินบาทไหลเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ซึ่งจะมีปัญหาทำให้เงินสกุลนั้นๆ แข็งค่ามากขึ้น คาดว่าประเทศที่จะยอมรับข้อเสนอนี้ของไทย อาจมีเพียงเวียดนามและกัมพูชาเท่านั้น เนื่องจากสกุลเงินของทั้งสองประเทศ มีความผันผวนกว่าเงินบาทมาก






