วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

จับตาคลอดมาตรการแก้บาทแข็ง

รัฐบาลถกแบงก์ชาติแก้ค่าบาทวันนี้ สศช.เผยสัญญาณเศรษฐกิจไตรมาสแรกชะลอ จับตามาตรการแก้บาทแข็ง "วราเทพ"เชื่อส่งผลดีสร้างความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ

รัฐบาลคาดหวังว่าการประชุมร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) คณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) และภาคเอกชน เพื่อแก้แลกเปลี่ยนความเห็นเรื่องค่าเงินบาทแข็งค่า จะมีมาตรการออกมาเพื่อแก้ปัญหา แม้ยังมีความเห็นไม่ตรงกันในเรื่องนโยบายอัตราดอกเบี้ยใช้แก้ปัญหาค่าเงินบาท

วันนี้ (13 พ.ค.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้เชิญหน่วยงานและผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารเศรษฐกิจของประเทศทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ ผู้ว่าการธปท. เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงพาณิชย์ ประธานสภาหอการค้าและหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (สอท.) ประธานสมาคมธนาคารไทย รวมทั้งคณะกรรมการกนง. เข้าร่วมประชุมร่วมกันเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลรวมหารือถึงผลกระทบของสถานการณ์เงินบาทแข็งค่าที่กระทบต่อเศรษฐกิจไทย ในเวลา 10.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล

การประชุมครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สอง หลังจากค่าเงินบาทแข็งค่าแตะระดับ 28.50 บาท/ดอลลาร์ โดยในครั้งนี้มีกนง.เข้าร่วมด้วย ซึ่งก่อนหน้านั้นนายกิตติรัตน์ ต้องการให้กนง.ลดดอกเบี้ยนโยบายจากระดับ 2.75% เหลือ 1.75% แต่ธปท.ได้เสนอแนวทางอื่นที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยเพื่อแก้ปัญหาค่าเงิน

หากธปท.ยังยืนยันท่าทีเดิม การประชุมวันนี้ ธปท.เตรียมเสนอ 4 มาตรการสกัดเงินทุนไหลเข้าเพื่อแก้ไขการแข็งค่าของเงินบาทที่เสนอกระทรวงการคลังไปก่อนหน้านี้ โดยจะเริ่มจากการกำหนดห้ามไม่ให้ต่างชาติซื้อพันธบัตรของธปท. กำหนดการถือครองพันธบัตรกระทรวงการคลังและรัฐวิสาหกิจ 3-6 เดือน การเก็บภาษีและค่าธรรมเนียมสำหรับต่างชาติที่มาลงทุนในตลาดตราสารหนี้เมื่อได้รับผลตอบแทน และนักลงทุนต่างประเทศนำเงินเข้ามาต้องทำประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนและต้องกันเงินจำนวนหนึ่งเพื่อตั้งสำรองไว้ที่ธปท. โดยเป็นเครื่องมือที่เตรียมไว้ทำตามลำดับขั้นความรุนแรงของปัญหา

แต่นายกิตติรัตน์ยังยืนยันแนวทางการลดดอกเบี้ยนโยบายลง เช่นเดียวกับภาคเอกชน

ทั้งนี้ ธปท.ยอมรับว่าดอกเบี้ยเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้เงินทุนไหลเข้าและส่งผลต่อค่าเงินบาท แต่การลดดอกเบี้ยจะต้องพิจารณาด้านอื่นด้วย โดยกนง.กำลังรอดูข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาส 1 ที่จะประกาศในวันที่ 20 พ.ค.นี้ เพื่อนำมาประกอบการตัดสินใจในการประชุม กนง. ในวันที่ 29 พ.ค.นี้

ธปท.ระบุว่าหากมีแนวโน้มว่าเศรษฐกิจชะลอตัวลง ก็อาจจะมีการผ่อนคลายอัตราดอกเบี้ยลงได้

สศช.ชี้สัญญาณศก.ชะลอจากค่าบาท

นายปรเมธี วิมลศิริ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวว่าสถานการณ์เศรษฐกิจที่เริ่มส่งสัญญาณอ่อนตัวลงในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้จากปัญหาเงินบาทแข็งค่า โดยเฉพาะในเรื่องของการส่งออกและการบริโภค ทำให้รัฐบาลต้องให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในด้านต่างๆมากขึ้นโดยเฉพาะการลงทุนภาคเอกชน

ในปีที่ผ่านมามีการขอสนับสนุนการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) มากเป็นประวัติการณ์ โดยมีการขอสนับสนุนการลงทุนถึงประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังของปีนี้จะมีการลงทุนตามแผนงานที่เอกชนวางไว้ซึ่งจะส่งผลให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย

นอกจากนั้นในส่วนของการเบิกจ่ายงบประมาณทั้งในส่วนของหน่วยงานภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจก็มีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในช่วงไตรมาสที่ 2 -3 ของปีนี้เช่นกัน รวมไปถึงการเบิกจ่ายงบประมาณบางส่วนตามโครงการบริหารจัดการน้ำในระยะยั่งยืนตามพ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ พ.ศ. 2555 วงเงิน 3.5 แสนล้านบาท ซึ่งมีกำหนดต้องทำสัญญากู้เงินให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้

ภายหลังการกู้เงินแล้วเสร็จรวมทั้งมีการคัดเลือกผู้ดำเนินโครงการได้ในเดือนมิ.ย.นี้จะมีบางโครงการเริ่มดำเนินงานได้ในปีนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินจากการลงทุนบางส่วนลงไปสู่ระบบเศรษฐกิจซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้อีกทางหนึ่ง

จับตามาตรการช่วยส่งออก

"การส่งออกก็ยังเป็นตัวสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจซึ่งก็ต้องจับตาดู และขึ้นอยู่กับมาตรการต่างๆที่จะออกมาด้วยว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ส่งออกมากแค่ไหน ทั้งนี้ในส่วนของเป้าหมายการขยายตัวจีดีพีที่สภาพัฒน์ตั้งไว้ 4.5 - 5.5% ก็ต้องดูว่าจะขับเคลื่อนไปอย่างไรซึ่งจะเห็นความชัดเจนหลังการแถลงในวันที่ 20 พ.ค.นี้"

นายปรเมธี กล่าวว่าปัจจัยเสี่ยงทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 2556 ยังเป็นปัจจัยการฟื้นตัวของเศรษฐกิจของสหรัฐฯและยุโรป รวมทั้งความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนที่จะกระทบต่อภาคการส่งออกอย่างต่อเนื่องด้วย

'วราเทพ'ชี้การหารือสร้างเชื่อมั่น

นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการหารือระหว่างรัฐบาล ธปท.และเอกชน จะส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นเศรษฐกิจ แม้ความคิดของคนทั่วไปผูกติดอยู่กับความเป็นอิสระของ ธปท.

"รัฐบาลพูดอะไรออกไปก็เหมือนเป็นการก้าวก่ายการทำงานของธปท. แต่ในความเป็นจริงแล้วความเป็นอิสระก็ต้องมีกรอบในการดำเนินการ โดยกฎหมายก็มีการกำหนดไว้ชัด เช่น การดูแลเสถียรภาพของการเงิน การกำหนดนโยบายทางการเงิน การกำหนดนโยบายเหล่านั้นก็ควรที่จะมีการหารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกับภาครัฐ"

ดังนั้นการที่จะมีภาพของการที่รัฐบาล คณะกรรมการ ธปท. หรือคณะกรรมการ กนง. รวมทั้งภาคเอกชนมานั่งหารือพูดคุยกันก็น่าจะเป็นภาพที่ดีและสร้างความเชื่อมั่นให้กับเศรษฐกิจได้ ส่วน กนง.จะมาครบหรือไม่ ก็ไม่อาจทราบได้

เชื่อหลังหารือมีมาตรการดูแล

อย่างไรก็ตาม กนง.มีหน้าที่ตั้งรับผิดชอบในการทำงานร่วมกับรัฐบาล และหากเศรษฐกิจเสียหายผู้ที่จะถูกตำหนิคนแรกก็คือรัฐบาล ซึ่งอยากเห็นการหารือในวันนี้จะสามารถเห็นแนวทางการแก้ปัญหาที่ชัดเจนเพื่อป้องกันความเสียหายทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น

"การที่กระทรวงการคลังมานั่งหารือกับคณะกรรมการแบงก์ชาติ เพื่อหาทิศทางในการทำงานร่วมกันถือว่าเป็นภาพที่ดี ซึ่งคนทั่วไปก็น่าจะมีความสบายใจว่ากระทรวงการคลังกับแบงก์ชาติจะทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ส่วนที่มองว่ารัฐบาลหรือกระทรวงการคลังจะไปครอบงำแบงก์ชาตินั้นก็เป็นไปไม่ได้ ซึ่งเรื่องการลดความกดดันนั้นเป็นผลต่อเนื่องที่อาจเกิดขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญก็คือหลังการประชุมนี้จะมีมาตรการอะไรออกมาเพื่อช่วยให้สถานการณ์เงินบาทแข็งค่าเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น"

นักวิชาการหนุน2มาตรการธปท.

ด้านนายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปัญญาภิวัฒน์ เห็นว่ามี 2 มาตรการที่ควรทำคือ การห้ามนักลงทุนต่างชาติซื้อพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย เนื่องจากปัญหาที่ธปท.ประสบอยู่ขณะนี้คือ เงินดอลลาร์ที่ล้นระบบ ทำให้ธปท.ต้องออกพันธบัตรเพื่อมาดูดซับสภาพคล่อง ดังนั้น เพื่อลดปัญหาการทำงาน ธปท.ให้เบาลงคือ ต้องหยุดเม็ดเงินลงทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในพันธบัตรธนาคารแห่งประเทศไทย

อีกแนวทางคือ ห้ามนักลงทุนซื้อพันธบัตรรัฐบาล และรัฐวิสาหกิจระยะสั้น 3-6 เดือน เพื่อป้องกันเงินร้อนที่เข้ามาเพื่อหวังเก็งกำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และหากถือครองต่ำกว่า 6 เดือน ควรจะมีการเก็บภาษีระดับ 2% เพื่อลดความเหลี่ยมล้ำของอัตราดอกเบี้ยไทยกับต่างประเทศ เชื่อว่า 2 แนวทางข้างต้นเป็นวิธีที่ง่าย และสามารถทำได้เลยทันที ไม่ต้องใช้ขั้นตอนในการออกนโยบายมากนัก

ส่วนมาตรการเก็บค่าธรรมเนียมการลงทุนในตราสาร และมาตรการต้องตั้งสำรองและทำประกันความเสี่ยงของเม็ดเงินที่นำเข้ามาลงทุน จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในการลงทุน อาจทำให้การลงทุนชะงักได้ ซึ่งไม่เพียงแต่หยุดเงินทุนระยะสั้น แต่อาจกระทบไปถึงเงินทุนระยะยาว

สำหรับมาตรการด้านดอกเบี้ย เชื่อว่า ไม่ใช่แนวทางการแก้ไขปัญหา เพราะอย่างเต็มที่ธนาคารแห่งประเทศไทยอาจลดได้เพียง 0.25% ถือว่าไม่มีผลต่อตลาดมากนัก

ด้านนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่านักลงทุนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องคาดหวังว่าการประชุมจะมีมาตรการที่ส่งสัญญาณชัดเจนว่าการแก้ไขปัญหาระหว่างธปท.และกระทรวงการคลังจะเป็นไปในทิศทางเดียวกันไม่มีปัญหาความขัดแย้ง รวมทั้งมาตรการจะช่วยส่งสัญญาณไม่ให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าเหมือนช่วงที่ผ่านมา

"วัลลภ"ชี้ต้องลดดอกเบี้ยนโยบาย1%

นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรม กล่าวว่าภาคเอกชนยังคงมาตรการเดิมที่เคยเสนอไปก่อนหน้านี้กับนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะให้ กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง 1% เพราะหากถ้าน้อยกว่านั้นหรือลดลง 0.25% ก็ไม่ช่วยอะไร

"ยังยืนยันข้อเสนอเดิมแต่แค่ต้องการให้ทั้งกระทรวงการคลังและ ธปท.ทำแบบผสมผสานกันและดำเนินการจริงๆ ไม่ต้องการให้เกี่ยงกันแบบที่เป็นอยู่ ซึ่งส่วนใดที่กระทรวงการคลังทำได้ก็ทำ และ ธปท.ดำเนินการได้ก็ดำเนินการเลย ส่วนภาคเอกชนยังยืนยันข้อเสนอเดิมซึ่งที่จะเข้าพบวันที่ 13 พฤษภาคม นี้ ต้องการบอกกับ กนง.เรื่องมาตรการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 1%"

ขณะที่อีก 4 ข้อเสนอของภาคเอกชน ประกอบด้วย 1. เสนอให้มีการบริหารจัดการอัตราและเปลี่ยนแบบภาวะวิกฤติ 2. เปลี่ยนนโยบาย Inflation Targeting หรือเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นนโยบายดูแลผสมผสาน Exchange Rate ด้วย เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจของประเทศ 3. ใช้นโยบายควบคุมทางการเงินว่าจะต้องห้ามนำเงินลงทุนออกไปจากประเทศไทยเป็นระยะเวลาอย่างต่ำ 3 เดือน และถ้าหากยังไม่สามารถบรรเทาความผันผวนของค่าเงินได้จึงค่อยๆปรับเพิ่มระยะเวลาให้มากขึ้นเป็น 6 เดือน และ 4.ปรับปรุงนโยบายการออกพันธบัตรของธปท.