"ฉลองภพ"มองความขัดแย้งคลัง-แบงก์ชาติ ยากเยียวยา! ตลาดขาดความเชื่อมั่นธปท.-การเมืองแทรก
นายฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ประเมินความขัดแย้งเรื่องดอกเบี้ย กลายเป็นประเด็น"การเมือง" ส่งผลให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ดำเนินนโยบายลำบากขึ้น เพราะเสี่ยงต่อผลกระทบความเชื่อมั่น แนะที่มาปัญหาคือข้อตกลงเป้าหมายการเงินระหว่างคลังและธปท.ไม่ชัด
นายฉลองภพกล่าวว่าความขัดแย้งระหว่างกระทรวงการคลังและธปท.ในการดูแลค่าเงินบาท ต้องย้อนกลับไปดูว่าข้อตกลงเกี่ยวกับเรื่องเป้าหมายนโยบายการเงินตกลงกันอย่างไร เพราะในกฎหมายระบุไว้ชัดก่อนปลายปีของทุกปีให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.)กับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังตกลงกันถึงเป้าหมายการดำเนินนโยบายการเงินในปีถัดไป จากนั้น กนง.และธปท.ก็มีหน้าที่ปฏิบัติ โดยที่รัฐมนตรีไม่ควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวเพราะต้องมีอิสระในตัวเอง
"ปัญหาทั้งหมดก็คือว่า ปีที่แล้วรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังก็ตกลงเอาเป้าหมายเดิม แต่เวลาอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานไม่มีความเสี่ยงที่จะออกนอกกรอบเลย แล้วเราจะดูอะไร อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1.5% ก็อยู่ในกรอบ ฝ่ายหนึ่งมองว่าเมื่ออยู่ในกรอบก็น่าจะมีเป้าหมายอื่น เช่น กระทรวงคลังก็มองเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยน ห่วงว่าอัตราแลกเปลี่ยนอาจแข็งเกินไปเมื่อเทียบกับคู่แข่ง ส่วนธปท.ก็ห่วงอาจมีภาวะฟองสบู่ในบางเซคเตอร์"
ถ้าปีที่แล้วตกลงกันให้ละเอียดกว่านี้ เช่น ในกรณีที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ในระดับที่น่าพึงพอใจ น่าจะต้องดูเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยนเพื่อไม่ให้แตกต่างจากคู่แข่งเรามากนัก อาจจะเขียนในข้อตกลงด้วยเพราะถือเป็นเป้าหมายนโยบายการเงิน ซึ่งในการดูแลเรื่องเงินเฟ้อพื้นฐานเป็นสิ่งที่ดีและจำเป็น เพราะช่วยรัฐบาลสามารถกู้เงินมาลงทุนในอัตราดอกเบี้ยต่ำ
นายฉลองภพกล่าวว่าจริงๆทุกปีเราก็รู้อยู่แล้วว่ามันมีโอกาสที่จะมีเงินทุนไหลเข้า ซึ่งกระทบกับอัตราแลกเปลี่ยน และเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยที่ตนเองอยู่กระทรวงการคลัง ฉะนั้น เรื่องเหล่านี้ต้องมานั่งคุยกันตั้งแต่ต้นว่าในกรณีถ้าเงินเฟ้อไม่เป็นปัญหาควรจะให้ความสำคัญในเรื่องอะไร
"ทุกวันนี้ที่มีปัญหาคือเน้นเครื่องมืออันเดียว เน้นเรื่องดอกเบี้ยมากเกินไป ซึ่งดอกเบี้ยมันทำได้เฉพาะบางอย่าง มันทำได้ไม่หมดทุกอย่าง จริงๆถ้าเผื่อว่าเงินเฟ้อไม่เป็นปัญหามาก การลดดอกเบี้ยอยู่ในวิสัยที่ทำได้ แต่ถ้ากลัวว่าลดดอกเบี้ยแล้วจะเกิดผลข้างเคียง อย่างภาวะฟองสบู่ในอสังหาริมทรัพย์ การใช้จ่ายภาคครัวเรือนที่สูง ก็ออกมาตรการมาควบคุมกำกับไปพร้อมกันในแต่ละสาขาได้"
นายฉลองภพระบุว่ากรอบนโยบายการเงินที่ค่อนข้างกว้าง เพื่อต้องการให้คนคาดหวังว่าในอนาคตเงินเฟ้อมันจะต่ำเพื่อให้ดอกเบี้ยระยะยาวมันไม่สูงจนเกินไป ซึ่งตรงนี้เป็นเป้าหมายทางด้านเศรษฐกิจมหภาค แต่มันก็มีปัญหาเกิดขึ้นได้ในระดับเศรษฐกิจจุลภาคหลายด้าน จึงต้องมีเครื่องมืออื่นเข้ามาดูแล
แต่ตอนนี้กฎหมายเรายังมีการแยกกันระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน และคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงิน ซึ่งคณะกรรมการนโยบายสถาบันการเงินเองก็ดูแลเครื่องมือบางอย่างที่มีผลต่อการเงินโดยรวมของประเทศ เช่น การดำรงสินทรัพย์สภาพคล่องของสถาบันการเงิน ที่บางประเทศใช้เป็นเครื่องมือหลัก แต่ไทยไม่ได้ใช้สิ่งนี้มาเสริมนโยบายการเงิน จริงๆแล้วต้องผสมผสานกัน เพราะกนง.ดูเครื่องมืออันเดียวมันไม่พอ แม้ที่ผ่านมาคณะกรรมการทั้งสองจะมีการประชุมร่วมกันแต่ก็เป็นเพียงการหารือกันกว้างๆเท่านั้น ไม่ได้มีมติอะไร เหมือนเป็นการบริหารงานแบบแยกส่วน การแก้ปัญหาจึงไม่ตรงจุด
นายฉลองภพแนะว่าแทนที่รัฐมนตรีคลังและธปท.จะขัดแย้งกันภายหลัง ควรตกลงกันในเป้าหมายนโยบายการเงินในปีนั้นให้ชัดเจน ว่าจะเน้นความสำคัญในเรื่องอะไร หากกรณีที่เงินเฟ้อไม่เป็นปัญหา และเมื่อตกลงกันแล้วก็เป็นหน้าที่ของธปท.ไปดำเนินการตามกรอบ แต่หากมีเหตุอันสมควรหรือจำเป็น ตามประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินเรื่องเป้าหมายของนโยบายการเงินประจำปี 2556 ในข้อสุดท้าย ได้เปิดทางแล้วว่ารัฐมนตรีคลังและกนง.อาจตกลงร่วมกันเพื่อแก้ไขเป้าหมายของนโยบายการเงิน และนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาส่วนจะลดหรือไม่ลดดอกเบี้ย
"ปัญหาปัจจุบันมันกลายเป็นเรื่องการเมืองก็พูดยาก พอเป็นกลายเป็นเรื่องการเมืองมันถึงไม่มีข้อสิ้นสุด ธนาคารแห่งประเทศไทยก็มองว่าถ้าเผื่อทำตามรัฐมนตรีคลัง แม้เค้อยากจะทำ แต่ถูกรัฐมนตรีคลังสั่งทุกวันๆ บอกให้ทำ ถ้าเค้าทำตลาดก็จะไม่เชื่อมั่นว่าธนาคารแห่งประเทศไทยมีน้ำยาอะไร กลายเป็นว่าการเมืองสั่งได้หมด เลยทำให้ยากขึ้น"
นายฉลองภพกล่าวอีกว่าถ้ารัฐบาลสามารถลงทุนในโครงการ 2 ล้านล้านได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเท่าที่ดู มีการนำเข้ามาก การเน้นพัฒนาด้านสาขารางที่ไทยไม่มีเทคโนโลยี จึงต้องนำเข้า จะส่งผลให้ขาดดุล ยิ่งรัฐมีแนวทางว่าจะกู้ในประเทศ กู้เงินบาทแต่ต้องไปหาเงินดอลลาร์และเงินเยนไปซื้อเครื่องจักร ก็ทำให้เงินบาทอ่อนค่าโดยปริยาย
"หากรัฐเร่งลงทุนให้เป็นไปตามเป้าหมาย แรงกดดันเรื่องค่าเงินบาทก็จะหมดไปเอง"









