รัฐบาลเตรียมดันร่างกฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้าน เข้าสภาสมัยวิสามัญ 29 พ.ค.นี้ พร้อมร่างกฎหมายงบประมาณปี 2557
นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท อาจล่าช้ากว่ากำหนดเดิม 2 เดือน เนื่องจากมีการขอแปรญัตติจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) กว่า 100 คน ซึ่งต้องใช้เวลาชี้แจงค่อนข้างมาก
ขณะนี้ ร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว อยู่ในขั้นตอนการทำงานของกรรมาธิการ ซึ่งในสัปดาห์นี้จะสามารถสรุปได้ว่าจะสามารถนำร่างเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาในช่วงที่มีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญเพื่อพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ซึ่งจะมีการเปิดสมัยประชุมในวันที่ 29 พ.ค.นี้ได้ทันหรือไม่
"การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ในชั้นกรรมาธิการอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาบัญชีแนบท้ายโครงการ ซึ่งมีจำนวนโครงการต่างๆ เป็นจำนวนมากรวมทั้งได้มีการเชิญหน่วยงานต่างๆ มาให้ข้อมูลประกอบการพิจารณา"
นายวราเทพ กล่าวว่าภายในวันพุธที่ 15 พ.ค.นี้ จะนำเสนอมติของที่ประชุมกรรมาธิการฯ ต่อนายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการในฐานะที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้ประสานงาน เพื่อนำเสนอต่อเลขาคณะรัฐมนตรีได้นำเสนอวันปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยวิสามัญต่อที่ประชุม ครม. รวมทั้งจะแจ้งให้ที่ประชุม ครม.ทราบด้วยว่าจะมีการบรรจุวาระการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. 2 ล้านล้านในการประชุมวิสามัญในครั้งนี้หรือไม่
หากบรรจุร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาของสภาไม่ทันในสมัยประชุมวิสามัญฯนี้ จะต้องไปรออีกครั้งตอนเปิดประชุมสมัยสามัญในช่วงเดือน ส.ค.ซึ่งจะทำให้การออกกฎหมายฉบับนี้ล่าช้าไปประมาณ 1- 2 เดือน จากกรอบระยะเวลาที่เดิมกำหนดไว้ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้จะบังคับใช้ตามกฎหมายได้ในเดือน ก.ย.ก็อาจล่าช้าออกไป
"นอกจากกรรมาธิการฝ่ายค้าน ยังมี ส.ส.อีกถึงกว่า 100 คนที่เสนอขอแปรญัติ พ.ร.บ.2 ล้านล้านเข้ามา หากใช้สิทธิในการชี้แจง ก็จะใช้สิทธิในการชี้แจงได้ซึ่งจะใช้เวลานาน แต่หากใช้สิทธิในการสงวนการแปรญัติเพื่อไปพูดในสภาฯวาระ 2 ก็จะประหยัดเวลาได้มากขึ้น"
นายวราเทพกล่าวด้วยว่าหากขั้นตอนการผลักดันร่างกฎหมายฉบับนี้มีความล่าช้าอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการผลักดันเศรษฐกิจของประเทศมากนักเนื่องจากในปี 2556 ยังใช้เงินลงทุนในโครงการต่างๆ ตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่มากนัก อย่างไรก็ตามจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนบ้างเนื่องจากอาจมองว่าขั้นตอนทางกฎหมายล่าช้า ติดขัดขั้นตอนต่างๆแต่รัฐบาลก็พร้อมชี้แจงเพราะกฎหมายฉบับนี้ไม่ได้มีปัญหาแต่การล่าช้าเกิดจากการที่ฝ่ายนิติบัญญัติต้องการทำงานในการผลักดันให้กฎหมายฉบับนี้มีความโปร่งใส
นายวราเทพกล่าวด้วยว่าสาระสำคัญของ พ.ร.บ.ฉบับนี้คือให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นการให้วงเงินในการกู้เงินไว้ ซึ่งการกู้เงินจะทำต่อเมื่อโครงการนั้นๆ มีความพร้อมซึ่งต้องมีการเสนอโครงการต่างๆ เข้าสู่การพิจารณาของหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องได้แก่หน่วยงานต้นสังกัด สศช. สำนักงบประมาณรวมทั้ง ครม.ตามขั้นตอนปกติ
ทั้งนี้ หากโครงการตามบัญชีแนบท้ายไม่มีความพร้อมที่จะก่อสร้างหรือดำเนินงานไม่ทันตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ อาจจะมีการกู้เงินไม่ถึงจำนวน 2 ล้านล้านบาทตามที่กำหนดไว้ก็ได้ โดยการกู้เงินเพื่อดำเนินการจะต้องดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายในวันที่ 31 ธ.ค. 2563
สำหรับกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตาม พ.ร.บ. 2 ล้านล้านบาท จะใช้ขั้นตอนตามปกติ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 และระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างอิเล็กทรอนิกส์ ยกเว้นว่าโครงการบางโครงการมีความจำเป็นต้องใช้ระเบียบวิธีจัดซื้อจัดจ้างแบบอื่น ก็ต้องได้รับการพิจารณายกเว้นจากคณะกรรมการว่าด้วยระเบียบการพัสดุ และหน่วยงานเจ้าของโครงการก็ต้องอธิบายให้ส่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องเข้าใจได้ว่าทำไมโครงการนั้นๆ จึงไม่ใช้ขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างตามปกติ
"แม้กฎหมายฉบับนี้จะไม่ได้เขียนว่าการกู้เงินในแต่ละครั้งต้องดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 แต่วิธีการจะต้องดำเนินการตามระเบียบดังกล่าว ยกเว้นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องยกเว้นก็จะอยู่ในการตัดสินใจของคณะกรรมการว่าด้วยระเบียบการพัสดุ ซึ่งก็จะมีการกำหนดระเบียบใหม่ที่เข้มงวด โปร่งใสเนื่องจากหากมีการยกเว้นระเบียบพัสดุโครงการนั้นๆ จะเป็นที่จับตามองเป็นพิเศษอยู่แล้ว"
สำหรับการผลักดัน พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 รัฐบาลมีความมั่นใจว่าจะเสนอผ่านการพิจารณาของรัฐสภาอย่างแน่นอน โดยงบประมาณในปี 2557 มีการทำงบประมาณตามยุทธศาสตร์ประเทศมากขึ้น รวมทั้งมีการเตรียมงบประมาณเพื่อการเตรียมความพร้อมประเทศเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยให้กระทรวง ทบวง กรมต่างๆ ลดการทำงานที่ซ้ำซ้อนเพื่อปรับการใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ โดยมีงบประมาณรวมทั้งสิ้น 2.2525 ล้านล้านบาท โดยมีการขาดดุลงบประมาณอยู่ที่ 2.5 แสนล้านบาท เพื่อรักษาการต่อเนื่องในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
คาดว่าการกำหนดงบประมาณในจำนวนดังกล่าวก็จะมีส่วนช่วยให้การขยายตัวของเศรษฐกิจอยู่ในระดับที่ 4.5 - 5.5% ได้อย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลยังคงมีเป้าหมายที่จะทำงบประมาณสมดุลภายในปีงบประมาณ 2560 โดยสอดคล้องกับการเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ






