วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ผู้ว่าฯธปท.ส่งสัญญาณลดดอกเบี้ยนโยบาย

"ประสาร"ชี้ผสานมาตรการดูแลเงินทุนไหลเข้าแก้บาทแข็ง ย้ำเงินเฟ้อไม่สูง เศรษฐกิจไม่ร้อนแรง กนง.หยิบอัตราดอกเบี้ยพิจารณาได้

นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)เปิดเผยวันนี้ (11 พ.ค.) ในงานมันนี่ เอ็กซ์โปร 2013 ที่เมืองทองธานี ถึงแถลงการณ์ของธปท.ที่ได้ออกมาเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เหตุที่ธปท.ต้องออกแถลงการณ์ดังกล่าว เพราะช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมมามีข่าวคราวเกี่ยวกับธปท.และเกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ เข้าใจว่ามีการให้ข้อมูลบ้างส่วน ซึ่งเราเกรงว่า จะสร้างความสับสนและเข้าใจผิดได้ เลยถือโอกาสชี้แจง โดยเฉพาะในประเด็นสำคัญที่ห่วงว่า สถานการณ์ปัจจุบันโดยเฉพาะอัตราแลกเปลี่ยนจะทำให้เกิดวิกฤตเศรษฐกิจประเทศหรือไม่ ซึ่งอาจสร้างความกังวลให้ประชาชนในวงกว้างได้ ฉะนั้น ขอชี้แจงว่า จากการติดตามข้อมูลไม่เป็นเช่นนั้น โดยการดำเนินนโยบายการเงินของธปท.จะไม่ทำให้เกิดความเสี่ยงที่จะพาเศรษฐกิจไปสู่วิกฤตอย่างที่กล่าวหากัน

ส่วนประเด็นเรื่องของดอกเบี้ยนั้น เขากล่าวว่า ระดับอัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันไม่เป็นอุปสรรคต่อการกู้เงินทำธุรกิจหรืออุปโภคบริโภคเลย โดยระดับของอัตราดอกเบี้ยปัจจุบันเมื่อเทียบประวัติอัตราดอกเบี้ยของเรา หรือเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านถือว่าอยู่ในอัตราต่ำ ฉะนั้นจึงไม่เป็นประเด็น ส่วนอัตราแลกเปลี่ยนนั้น ต้องยอมรับว่า สถานการณ์เศรษฐกิจการเงินโลกไม่ค่อยปกติ โดยเฉพาะเกิดปัญหาในยุโรป สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น แน่นอนทำให้เงินทุนไหลเข้า เพราะเศรษฐกิจไทยเทียบประเทศอื่นนั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี บางครั้งทำให้บาทแข็งและเร็วไปบ้าง เราก็ดูแลให้เหมาะสม เท่าที่ศึกษาประมาณการ คิดว่า การเปลี่ยนแปลงอัตราแลกเปลี่ยนในระดับที่เป็นอยู่ ไม่น่าจะทำให้เกิดวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ และเท่าที่ทราบก็มีการปรับตัวอยู่

"การที่บาทแข็งขึ้นบ้างในบางช่วงก็มีทั้งข้อดีเสีย แน่นอนกระทบเศรษฐกิจบางภาค เช่น ส่งออกที่อาศัยวัตถุดิบในประเทศ โดยเฉพาะภาคเกษตร แต่ภาคที่ได้ประโยชน์ เช่น ราคาน้ำมัน ราคาเชื้อเพลิงที่มีการนำเข้าก็ถูกลง ที่สำคัญความจริงเวลาเราเห็นบาทแข็งเทียบกับสกุลต่างประเทศ ก็จะเท่ากับว่า ระดับความมั่งคั่งของคนไทยโดยรวมในเวทีโลกนั้น สูงขึ้น เมื่อ 15 ปีก่อนบาทอ่อนที่ประมาณ 50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เราก็รู้สึกว่า ในเวทีโลกคนไทยยากจน แต่วันนี้ตรงกันข้าม"เขากล่าว

เขายืนยันด้วยว่า การที่ธปท.ออกแถลงการณ์ดังกล่าว ไม่ได้ทำให้ความขัดแย้งระหว่างธปท.กับกระทรวงการคลังเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะถ้าศึกษาถ้อยคำดีๆ จะเห็นได้ว่าไม่เป็นการกล่าวหาใคร ในทางกลับกัน ถือเป็นการสร้างความเข้าใจให้เพิ่มขึ้นมากกว่า และเป็นการทำหน้าที่หนึ่ง เพราะงานธปท.ที่สำคัญมาก คือต้องได้รับความน่าเชื่อถือประชาชน โดยจะต้องให้ข้อมูลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อาจไม่ใช่เฉพาะคราวนี้ ถ้าเรามีโอกาสจะสร้างเชื่อมั่นให้ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อเท็จจริงที่มีอยู่แล้ว

สำหรับการนัดหารือรอบพิเศษระหว่างคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) ธปท.กระทรวงการคลังและภาคเอกชนในวันจันทร์ที่ 13 พฤษภาคมนี้ เขากล่าวว่า เท่าที่ได้รับติดต่อจากรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ก็คือ เป็นการประชุมเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ซึ่งตามปกติกนง.และธปท.ก็หารือกันเป็นประจำ ในการรับทราบข้อมูลข้อคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพราะการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจการเงินจำเป็นต้องได้รับข้อมูลจากภาคเศรษฐกิจต่างๆ เมื่อรองนายกฯอยากแลกเปลี่ยนก็เป็นเรื่องที่ดี ข้อสำคัญ แต่ละส่วนมีอำนาจหน้าที่ขอบเขตของตนเอง และที่สำคัญมากคือต้องเข้าใจและเคารพขอบเขตหน้าที่ของแต่ละฝ่าย

"คงจะมีการอัพเดทข้อมูลใหม่ๆเพราะตลาดเงินเปลี่ยนแปลงเป็นระยะ ต่างฝ่ายคงมีข้อมูลที่ใหม่มากขึ้น ถามว่าจะเป็นการกดดันเรื่องลดดอกเบี้ยไหม ผมคิดว่า พูดตอนนี้เร็วไป แต่ถ้าแลกเปลี่ยนข้อมูลก็ไม่เป็นไร และหวังว่า จะไม่เกิดกรณีอย่างที่เป็นห่วงกัน อย่างไรก็ตาม กรรมการแต่ละท่านก็มีภาวะความเป็นผู้ใหญ่ และ ท่านก็มีความรู้อยู่แล้ว ก็ไม่ห่วงประเด็นนั้น"เขากล่าว

เมื่อถามว่า สถานการณ์อัตราแลกเปลี่ยนได้ทำให้ธปท.คลายความกังวลได้หรือไม่ เขากล่าวว่า ภาพที่เห็นในขณะนี้ คือ เป็นภาพชั่วคราว แต่เราก็ต้องคาดการณ์ในอนาคตด้วย ที่ผ่านมา เศรษฐกิจใหญ่ๆ เขายังแก้ปัญหาไม่ลุล่วงชัดเจน เช่น ยุโรป ส่วนสหรัฐอเมริกานั้น ดีขึ้น แต่ช้า และประสบปัญหาการคลังหนัก ด้านญี่ปุ่นเองก็พยายาม เพราะภาวะอย่างนี้วางใจไม่ได้ ตราบใดที่เศรษฐกิจใหญ่ยังมีปัญหาอยู่ โอกาสที่ตลาดเงินผันผวนจะมีมาก หน้าที่ของเรา คือ ติดตามอย่างใกล้ชิด ไม่ประมาท และเตรียมเครื่องมือไว้ใช้เมื่อจำเป็น ทั้งนี้แน่นอนว่า การที่สองสัปดาห์ที่ผ่านมา อัตราแลกเปลี่ยนคลี่คลาย คือ ไม่แข็งไป ก็ช่วยให้บรรยากาศคลี่คลายไปบ้าง

เขากล่าวว่า มีการคุยกันในเวทีการประชุมในเอดีบีว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจโลกไม่ปกติ กลายเป็นว่า เป็นเศรษฐกิจโลกที่มีการเติบโตที่ต่างกัน 3 อัตราใหญ่ๆ และแบ่งเป็นสามกลุ่ม คือ 1.โตสูงมากกว่า 5% ประเทศในเอเชียสังกัดกลุ่มนี้ รวมทั้งไทย และจีน 2.โตเป็นศูนย์หรือโตติดลบ คือ ยุโรป และ 3. ฟื้นตัวอ่อนๆ เช่น สหรัฐอเมริกา 1-2% เดิมในอดีตการเติบโตไม่ว่าจะช้าหรือเร็วหรือต่ำ เศรษฐกิจต้องปรับตัวเข้าหากัน แต่ขณะนี้ สถานการณ์เศรษฐกิจโลกดูเหมือนไม่ปรับตัวเข้าหากัน แต่แยกส่วน สร้างความปัญหาตึงเครียดไปทั่ว

ยกตัวอย่าง เช่น ประเทศไทยซึ่งสังกัดกลุ่มหนึ่ง คือ เป็นประเทศที่เติบโตดี แต่นอกประเทศประสบปัญหาเศรษฐกิจต่ำ ซึ่งเรื่องดอกเบี้ย กรอบการเงินเราก็วางบทบาทช่วยดูแลความสมดุลในประเทศคล้ายกับหลายประเทศ เมื่อเป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจที่ร้อนแรง ดอกเบี้ยก็ต้องดูแล หมายความว่า ต่ำมากไม่ได้ ขณะเดียวกัน นอกประเทศ เศรษฐกิจไม่ดี ดอกเบี้ยต่ำ ก็มีโอกาสเงินทุนไหลเข้ามาไทย

ทั้งนี้ ตามหลักวิชาการ เราใช้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นตัวปรับสมดุลระหว่างในและนอกประเทศ แต่ถ้าบาทแข็งเกินไป และเร็วไป บางช่วงกระทบธุรกิจบางส่วน แต่เวลานี้ ต้องอาศัยเครื่องมืออื่นประกอบ คือ การจำกัดการไหลเข้าเงินทุน ก็เตรียมการอยู่ โดยร่วมกับกระทรวงคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเรามีเครื่องมือหลัก คือ ดอกเบี้ย อัตราแลกเปลี่ยน และมาตรการจำกัดเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่วิธีที่ดี คือ ผสมผสานทั้งสามสัดส่วนและในเวลาที่เหมาะสม

"เรื่องดอกเบี้ยนั้น เราตั้งใจที่จะวางบทบทดูแลดุลยภาพในประเทศ แปลว่า ถ้าเราจะใช้ดอกเบี้ยมาผสมสานเพื่อดูแลเงินทุนไหลเช้า ก็ต้องคอยศึกษาว่าเศรษฐกิจในประเทศเอื้อไหม เงินเฟ้อเอื้อไหม ถ้าเงินเฟ้อไม่สูง เศรษฐกิจไม่ร้อนแรง จะเป็นสภาวะให้กนง.หยิบมาตรการทางด้านดอกเบี้ยมาประกอบได้ ถ้าตรงกันข้ามก็ต้องศึกษาเครื่องมืออื่น"นายประสาร กล่าว

เขากล่าวด้วยว่า ในการประชุมกนง.ช่วงปลายเดือนนี้ จะมีการพิจารณาในประเด็นดังกล่าว โดยเฉพาะเมื่อเราได้ภาพเศรษฐกิจช่วงวันที่ 20 พฤษภาคม ซึ่งเราจะเห็นเศรษฐกิจไตรมาสแรกที่แท้จริง และ เราจะประเมินเศรษฐกิจโลกได้ชัดเจน ถ้าไปในทางเศรษฐกิจไม่ร้อนแรง เศรษฐกิจปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ หรือค่อนไปในทางไม่เสี่ยงต่อเสถียรภาพมากนัก ก็จะเป็นจังหวะที่นโยบายดอกเบี้ยจะเข้ามาช่วยผ่อนภารกิจ ก็อาจนำมาใช้ประกอบได้ แต่ ณ วันนี้ ต้องดูข้อมูลก่อน

เมื่อถามว่า ความไม่ลงรอยในการใช้นโยบายการเงินเพื่อดูแลเศรษฐกิจระหว่างกระทรวงการคลังและธปท.ได้สร้างกดดันต่อตัวผู้ว่าธปท.หรือไม่ เขากล่าวว่า ไม่ได้คิดเช่นนั้น เพราะความจริงของธรรมชาติงานที่ทำอยู่ มีโอกาสพบความเห็นที่หลากหลาย และด้วยข้อเท็จจริงชุดเดียวกันบางทีเราก็วางน้ำหนักในการให้ความสำคัญของปัจจัยต่างๆไม่เหมือนกัน ทำให้ความเห็นเรื่องทิศทางหรือการใช้นโยบายแตกต่างกัน คิดว่า แต่ละฝ่ายทำหน้าที่ดีที่สุด ข้อสำคัญ ถ้าเรามีเวทีเอื้อให้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น และเคารพขอบเขตหน้าที่จะสร้างความเชื่อมั่นที่สุด

"ผมไม่เคยคิดท้อและถอย ความจริง คนเป็นผู้ว่าธปท.มาแล้วก็ไปตามธรรมชาติ ที่สำคัญ คือ สถาบันและความน่าเชื่อถือ ความจริงระดับคุณภาพการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะนโยายการเงินนั้น ถือว่าไทยได้รับความน่าเชื่อสูงมาก เป็นเหตุหนึ่งให้ในระยะหลังเครดิตประเทศจะปรับสูงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งเพื่อนบ้านนำไปศึกษา เช่น พม่า ก็ศึกษามาก และก็พยายามที่จะพัฒนาธปท.กลางของเขา จนกระทั่งมีการยกร่างกฏหมายเข้าสู่สภาฯ ผู้นำของพม่า เคยมีประโยคพูดว่า ในระยะ 10 ปี จะทำให้เศรษฐกิจของเขาเสมอประเทศเพื่อนบ้าน เป็นอุทาหรณ์ว่า เราต้องรักษามาตรฐาน อย่าไปทำอะไรที่ทำให้ขาดความเชื่อมัน เพราะแทนที่จะรุดหน้า เราอาจจะเรียงคิวอยู่ข้างหลัง"ผู้ว่าการธปท.กล่าวทิ้งท้าย