แบงก์ชาติแจง กมธ.กรณีกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ย้ำหากรัฐบาลอยากให้ดอกเบี้ยยาวอยู่ที่ 2% ต้องรักษาวินัยการเงิน สร้างความเชื่อมั่นนักลงทุน
วันนี้ (9 พ.ค.) คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ พ.ศ. ... หรือ การกู้เงินลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท ที่มี นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ได้เชิญ นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มาให้ความเห็นและมุมมองที่มีต่อโครงการดังกล่าว
ในที่ประชุมมีคำถามถึง นายประสาร มากมาย ส่วนใหญ่เป็นคำถามที่แสดงถึงความเป็นห่วงเรื่องอัตราดอกเบี้ยการกู้ยืมที่รัฐบาลประเมินไว้ที่ 5% ต่อปีว่ามีโอกาสปรับขึ้นหรือไม่ เพราะถ้าดอกเบี้ยในอนาคตขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 8-9% อาจทำให้วงเงินที่รัฐบาลต้องใช้ในการลงทุนรวมดอกเบี้ยมีแนวโน้มว่าจะสูงถึง 5 ล้านล้านบาทตลอดอายุโครงการกู้ 50 ปีได้ รวมทั้งมีคำถามที่แสดงถึงความเป็นห่วงต่อระดับหนี้สาธารณะของรัฐบาล ตลอดจนมุมมองต่อความคุ้มค่าของโครงการ และการพัฒนาทางเศรษฐกิจของประเทศ
นายประสาร กล่าวว่า ในส่วนของดอกเบี้ยจากภาระการระดมทุนที่รัฐบาลประเมินไว้ที่ 5% นั้น ธปท.คงไม่สามารถตอบได้ว่าอนาคตต้นทุนดอกเบี้ยส่วนนี้จะเป็นเท่าไร เพราะต้องขึ้นกับความเชื่อมั่นของนักลงทุน ซึ่งถ้าธปท.ดำเนินงานโดยไม่ขัดต่อหลักวินัยทางการเงิน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดเงินได้ อัตราดอกเบี้ยตรงนี้ก็คงไม่ปรับขึ้น
"ดอกเบี้ย 5% เข้าใจว่า รัฐบาลคงอ้างอิงจาก บอนด์รัฐบาลอายุ 48 ปี ซึ่งตอนนี้ดอกเบี้ยอยู่ที่ปีละ 4.27% ถือเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก สาเหตุที่นักลงทุนยอมลงทุนในอัตราดอกเบี้ยเท่านี้ ส่วนหนึ่งเพราะเขาเชื่อว่าเงินเฟ้อในอนาคตจะไม่เพิ่มขึ้นรุนแรงนัก แต่ตราบใดที่นักลงทุนไม่เชื่อมั่นว่า แบงก์ชาติจะคุมเงินเฟ้อได้อยู่ เขาก็คงไม่กล้าลงทุน ทำให้อัตราดอกเบี้ยต้องปรับเพิ่มขึ้นเพื่อจูงใจให้เขาเข้ามาลงทุน"นายประสารกล่าว
สำหรับข้อเสนอที่อยากให้ธปท.ลดดอกเบี้ยนโยบายลง เพื่อลดต้นทุนการกู้ยืมเงินระยะยาวลงนั้น นายประสาร กล่าวว่า ดอกเบี้ยนโยบายเป็นดอกเบี้ยระยะสั้น แม้จะถูกใช้เป็นการส่งสัญญาณกับตลาดเงิน แต่ในแง่ความสัมพันธ์กับดอกเบี้ยระยะยาวนั้น แม้จะมีความสัมพันธ์ในทิศทางเดียวกันบ้าง แต่ไม่จำเป็นว่าต้องไปในทางเดียวกันเสมอ
นายประสาร กล่าวด้วยว่า การลดดอกเบี้ยระยะสั้น ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวลดลงตาม ซึ่งที่ผ่านมามีกรณีตัวอย่างในหลายประเทศที่สะท้อนชัดเจนว่า แม้ดอกเบี้ยระยะสั้นจะปรับลดลง แต่ดอกเบี้ยระยะยาวกลับเพิ่มขึ้น เพราะนักลงทุนห่วงว่าจะเกิดเงินเฟ้อ จึงไม่กล้าลงทุนในพันธบัตรระยะยาวเนื่องจากเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าการลงทุน โดยหันไปลงทุนในตราสารประเภทอื่นแทน ทำให้ดอกเบี้ยระยะยาวต้องปรับขึ้นเพื่อดึงดูดให้คนกลับมาลงทุน






