อดีตบอร์ดกนง.บอก"กิตติรัตน์"เล่นแรง! ขู่ปลดผู้ว่าแบงก์ชาติ ไม่สนองนโยบายลดดอกเบี้ย ชี้หากลดดอกเบี้ยลงมากจะทำให้ปัญหาไปกันใหญ่
นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตกรรมการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ให้สัมภาษณ์ “กรุงเทพธุรกิจทีวี” ว่า รัฐบาลกำลังเข้ามาแทรกแซงคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ซึ่งตามข้อตกลงของกระทรวงการคลัง และธปท. อำนาจการตัดสินใจขึ้นหรือลงดอกเบี้ยเป็นอำนาจของ กนง.
"จริงๆแล้วในแต่ละปี กนง.ต้องมีข้อตกลงกับ 2 หนวยงาน ว่าการขึ้นหรือลง ดอกเบี้ย เป็นไปตามกรอบนโยบาย เขาก็จะไม่มีการแทรกแซงกัน"
ส่วนบทบาทการทำงานของกนง.กับกระทรวงการคลัง นายพรายพล ให้ความเห็นว่า จากการติดตามข่าวพบว่ายังมีข้อขัดแย้งกัน การออกมาให้ข่าวปลด ไม่ปลดผู้ว่าแบงก์ชาติ เนื่องจากไม่สนองนโยบายในการลดดอกเบี้ย เป็นการแสดงให้เห็นว่า 2 หน่วบงานไม่ประสานกัน
"2 หน่วยงาน การทำงานต้องเป็นทีมเดียวกัน ถ้าเป็นทีมฟุตบอลก็ต้องทำงานร่วมกัน ต้องตกลงกันให้ได้ ถ้าตกลงกุนไม่ได้ทีมฟุตบอลก็แพ้ และการออกมาวิจารณ์ผ่านหน้าหนังสือพิมพ์ ก็เหมือนกับโค๊ททีมฟุตบอลด่านักฟุตบอล ควรหาเวทีพูดกันในที่ไม่เปิดเผย เพราะนโยบายการเงิน มีผลต่อเศรษฐกิจมหภาค และส่งผลกระทบกับความเชื่อมั่น และทำให้ความเชื่อมั่นเสื่อมลงไป"
นายพรายพล กล่าวว่า ทั้ง 2 หน่วยงานควรหันหน้าเข้าหากัน ถกเถียงกันในห้องประชุมไม่ใช่นอกห้อง และต้องตกลงกันให้ได้ ไม่ใช่ปล่อยให้ความขัดแย้งดำเนินอยู่ ปัญหาสำคัญที่รัฐบาลคลังห่วงคือ ค่าเงินบาทแข็ง อยากให้ลดดอกเบี้ย แต่แบงก์ชาติบอกลดไม่เหมาะ น่าจะหามาตรการอื่น แต่ก็ต้องตกลงกันให้ได้ ว่าจะลดลงเท่าไหร่ หรือใช้นโยบายอะไรบ้าง
ส่วนการลดดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินไหลเข้า นายพรายพล กล่าวว่า โดยส่วนตัวเห็นว่า ไม่ควรจะลด เพราะ 1.ดอกเบี้ยของไทยต่ำเมื่อเทียบกับเงินเฟ้อ ดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% เงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ถ้าลดมากคนก็อาจะไม่อยากฝากเงิน 2.ถ้าลดมาก เศรษฐกิจอาจขยายตัวเร็วเกินไป ปัจจบันเศรษฐกิจก็ขยายตัวดีอยู่แล้ว โต 4-5-6% อย่ารีบเร็วมากนัก ลดดอกเบี้ยเยอะๆ อาจทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ และการเก็งกำไร ปัจจุบันปัญหาการว่างงานก็น้อย ถึงกับขาดแคลนแรงงานด้วยซ้ำไป
"การลดดอกเบี้ยมากๆ เร่งเครื่องมากๆ จะทำให้เกิดปัญหา และจะไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น เรื่องดอกเบี้ย อย่าไปแตะตอนนี้ ใช้มาตรการอื่นไปก่อน"
นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับการที่ธปท. เตรียมออก 4 มาตรการ เพื่อสกัดเงินไหลเข้า โดยนายพรายพล มองว่า เป็นการแก้ปัญหาตรงจุด เพราะเงินส่วนใหญ่ที่เข้ามาเก็งกำไร ส่วนใหญ่เข้ามาลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้น ดังนั้น ทุกฝ่ายควรพูดด้วยเหตุและผล
ส่วนการที่ข่าวออกมาอย่างต่อเนื่องว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังจะปลดผู้ว่าแบงก์ชาติ นายพรายพล กล่าวว่า ในกรอบกฎหมายแบงก์ชาติ ปี 2551 ถือว่ารุนแรงสุด เพราะยังไม่เห็นมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนไหนข่มขู่ผู้ว่าแบงก์ชาติ ครั้งนี้จึงถึงว่ารุนแรงสุด







