วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ขยายตลาดยางพาราญี่ปุ่นปูทางนายกฯเจรจา

กระทรวงเกษตรฯลุยขยายตลาดยางพาราในญี่ปุ่น เผย"ยิ่งลักษณ์"เยือนญี่ปุ่น 22-24 พ.ค.เตรียมเจรจาภาคเอกชน

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เดินหน้าเจรจาภาคเอกชนในต่างประเทศเพื่อขยายตลาดยางพารา โดยเชิญชวนภาคเอกชนในต่างประเทศให้ซื้อยางพาราและเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ยางพาราเพิ่มขึ้น

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รมช.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยถึงแนวทางการขยายตลาดยางพาราของไทย ที่ภาครัฐจะนำร่องในการขยายตลาดในต่างประเทศว่า ระหว่างวันที่ 22-24 พ.ค.2556 นี้ นายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ ชินวัตร จะเดินทางไปเยือนประเทศญี่ปุ่นอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นโอกาสในการเจรจาความร่วมมือ เพิ่มการส่งออกสินค้ายางพารามายังญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีมีกำหนดพบกับประธานบริษัท บริดจสโตน ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่ ที่นำเข้ายางพาราจากประเทศไทย รวมทั้งผู้บริหารของบริษัทที่ผลิตยางรถยนต์ระดับโลกของญี่ปุ่น ทั้งนี้ ตนจะใช้โอกาสนี้เชิญชวนให้ภาคเอกชนของญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในด้านอื่นๆ เพิ่มเติม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับอากาศยานที่มีความเกี่ยวข้องกับการใช้ยางพารา ซึ่งขณะนี้รัฐบาลญี่ปุ่น ได้ใช้เงินอัดฉีดเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจจำนวนมาก ทำให้มีการนำเข้าวัตถุดิบมาใช้ในการผลิตเพื่อส่งออก จึงเป็นโอกาสที่เราจะได้ขยายตลาดต่างๆ เพิ่มเติม

โดยก่อนหน้านี้ ตนได้เดินทางไปยังประเทศรัสเซีย วันที่ 24-26 เม.ย.และได้พบกับรัฐมนตรีอุตสาหกรรมและการค้าของรัสเซีย ซึ่งขณะนั้นมีนิทรรศการเรื่องยางพารา ที่กรุงมอสโคว ขณะนี้รัสเซียกำลังจะเป็นฐานการผลิตเพื่อป้อนให้ตลาดยุโรป ซึ่งเขามียางสังเคราะห์ราคาถูกเพราะมีน้ำมันมาก แต่การทำยางต้องใช้ยางธรรมชาติด้วย แต่เขาปลูกไม่ได้จึงนำเข้า ขณะนี้ผู้ส่งออกเข้ารัสเซียรายสำคัญคือเวียดนาม เรามองว่ารัสเซียเป็นตลาดใหม่ที่เรายังเข้าไม่ได้ ฉะนั้นการเจรจากับรัสเซียที่ดีสุดคือภาครัฐบาล เพื่อปูทางให้ภาคเอกชน ซึ่งการเจรจามีความคืบหน้า โดยประมาณมิ.ย.ทางรัสเซียจะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อดูงานโครงการยางพารา เพราะสนใจเข้ามาลงทุนในไทย โดยเฉพาะการแปรรูปผลิตภัณฑ์เบื้องต้นแล้วส่งออก หรือเป็นอุตสาหกรรมกลางน้ำเพื่อส่งไปปลายทาง

จากนั้นตนและคณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ คณะทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วยผู้บริหารจากหน่วยงานต่างๆ ทั้งกระทรวงเกษตรฯ องค์การสวนยาง องค์การสงเคราะห์การทำสวนยาง กระทรวงพาณิชย์ สำนักงบประมาณ บีโอไอ ธกส.ได้เดินทางไปยังประเทศญี่ปุ่น เพื่อเจรจาและศึกษาดูงานโครงการด้านยางพารา

โดยได้ดูงานตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าโตคอม(TOCOM) ซึ่งมีความสำคัญในการกำหนดราคายางพาราในตลาดโลกมาก แต่ปรากฏว่าปริมาณการซื้อขายจริงพบว่ามีปริมาณน้อยมาก จึงทำให้รู้ว่า การปั่นราคายางให้ขึ้นหรือลง ใช้เงินไม่มากก็สามารถทำได้ ฉะนั้นจึงเป็นแนวทางให้นำความรู้นี้ไปพัฒนา ซึ่งไทยควรมีการพัฒนาตลาดกลาง ยางพารา ทั้งที่หาดใหญ่ นครศรีธรรมราษฎร์ สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นตลาดของสถาบันวิจัยยาง กรมวิชาการเกษตร ที่เป็นตลาดซื้อขายกันจริง ไม่ใช่ตลาดซื้อขายล่วงหน้า

"เหตุที่ราคายางพาราขณะนี้ผันผวน เนื่องจากไปอิงกับตลาดหลักทรัพย์ ราคาทองคำ ราคาน้ำมันโลก ถ้าประเทศไทยสามารถพัฒนาตลาดที่มีการซื้อขายยางจริงได้ ก็เชื่อว่าจะทำให้ราคายางพารามีเสถียรภาพ เราเป็นประเทศผลิตและส่งออกอันดับ 1 ของโลกอยู่แล้ว จึงเป็นข้อมูลใหม่ ในการไปพัฒนาตลาดซื้อขายจริงในประเทศ"

นอกจากนี้ ตนและคณะยังได้ไปดูงานที่ บริษัท บริดจสโตน ในกรุงโตเกียว โดยได้เข้าพบรองประธานบริษัท และได้ขอบคุณที่ประธานบริษัทบริดจสโตน เดินทางไปร่วมงาน อาเซียน รับเบอร์เดย์ 2013 ที่ จ.ภูเก็ต เมื่อวันที่ 10-12 เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งทางบริดจสโตน ได้สนใจที่จะลงทุนเพิ่มในประเทศไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมยางล้อรถขนาดใหญ่ เช่น รถไถ แทรกเตอร์ รถตัก ในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ จ.ระยอง มูลค่า 1.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรามีวัตถุดิบและความน่าสนใจลงทุน

ทั้งนี้ ได้เชิญชวนให้บริดจสโตน เข้ามาลงทุนเพิ่มในอุตสาหกรรมยางล้อเครื่องบิน โดยให้ข้อมูลไปว่า เรามีศูนย์กลางที่จะเป็นศูนย์ซ่อมอากาศยานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่รัฐบาลได้ประกาศให้ จ.นครราชสีมา ซึ่งมีสนามบินพาณิชย์ขนาดใหญ่ เป็นศูนย์ในการซ่อมเครื่องบินแล้ว ทั้งนี้อุตสาหกรรมการบินในภูมิภาคเติบโตอย่างรวดเร็ว จำนวนเครื่องบินเพิ่มมากขึ้น ดูได้จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้น และความแออัดของสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ รวมทั้งสนามบินอื่นๆ ในภูมิภาค จึงจำเป็นต้องมีศูนย์ซ่อมเครื่องบินในภูมิภาค

เราจึงเชิญชวนเขาเข้ามาผลิตยางล้อเครื่องบิน ซึ่งใช้ยางธรรมชาติล้วนๆ เพราะยางเครื่องบิน 1 เส้นจะใช้ในการขึ้นลงเพียงแค่ 4 ครั้งก็ต้องเปลี่ยนใหม่เพื่อความปลอดภัย ขณะเดียวกันสถานการณ์ที่จีนกับญี่ปุ่นกำลังมีข้อพิพาททางทะเล ก็เป็นโอกาสดีที่ทำให้ญี่ปุ่นหันมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น

รมช.เกษตรฯ กล่าวต่อว่า ในวันที่ 29 พ.ค.ได้มีการประชุมทีมไทยแลนด์ ซึ่งประกอบด้วย ตน คณะผู้บริหารกระทรวงเกษตรฯ รองปลัดกระทรวง อธิบดีกรมวิชาการเกษตรอธิบดี-รองอธิบดี อธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์-รองอธิบดี อธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม ผู้บริหารองค์การสวนยาง ผู้บริหารองค์การสงเคราะห์การทำสวนยาง รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ ผู้ช่วย รมช.พาณิชย์ รองผอ.สำนักงบประมาณ ตัวแทนบีโอไอ ตัวแทนธกส. ร่วมกับอัครราชทูตที่ปรึกษา(ฝ่ายการเกษตร) สำนักงานที่ปรึกษาการเกษตรต่างประเทศ ประจำกรุงโตเกียว อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายอุตสาหกรรม) สำนักงานที่ปรึกษาด้านอุตสาหกรรม ประจำกรุงโตเกียว อัครราชทูต (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ กรุงโตเกียว

โดยในการประชุม ตนได้ให้การบ้านโดยเฉพาะอัครราชทูต ที่ประจำอยู่ในโตเกียว ให้ช่วยงานรัฐบาลดูเรื่องตลาดด้านการเกษตรใหม่ๆ โดยเฉพาะการประสานและเชิญชวนบริษัทผลิตยางรถยนต์ระดับโลกหลายบริษัทในญี่ปุ่น อาทิ บริดจสโตน โยโกฮาม่ารับเบอร์ โตไค ให้ซื้อยางพาราจากไทยเพิ่มขึ้นจากเดิมรวมทั้งเชิญชวนมาลงทุนในไทยเพิ่มขึ้น "ในการประชุมครั้งนี้ ผมได้บอกว่าเรื่องยางพาราที่ญี่ปุ่นจะนำเข้าจากประเทศไทยเพิ่มขึ้น หรือจะมาลงทุนเพิ่มขึ้น ผมขอรับเป็นเจ้าภาพหลักในนามรัฐบาล ในการประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องยางพาราทั้งหมด เพื่อให้งานต่างๆ เดินได้ และทำให้นักลงทุนญี่ปุ่นเกิดความมั่นใจว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนเต็มที่"

รมช.เกษตรฯ กล่าวอีกว่า นายฉันทานนท์ วรรณเขจร อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการเกษตร) ได้รายงานข้อมูลว่า ปัจจุบันไทยส่งออกยางพารา มูลค่า 5.5 หมื่นล้านเยน ขณะที่ทางญี่ปุ่นเอง มีสมาคมผู้นำเข้ายางพาราของญี่ปุ่น ในการนำเข้ายางพารา ซึ่งไทยยังไม่มีส่วนแบ่งในตลาดกลุ่มนี้ ทูตพาณิชย์ จึงรับที่จะไปเจรจาเพื่อเปิดตลาดตรงนี้เพิ่ม โดยจะได้ประสานและนำสมาคมผู้นำเข้ายางพาราของญี่ปุ่นไปเยือนประเทศไทย และเข้าพบกับตนเร็วๆ นี้