Momentum ขาขึ้นยังแข็งแกร่งเพียงพอที่จะ อ่อนตัวซื้อ เหนือ 1,560 จุด เป้า 1,660 จุด
SET View
- ประเด็นหลักวันนี้ เรายังมองว่าแนวโน้มขาขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐจะผลักดันทิศทางของตลาดหุ้นไทยในระยะสั้นได้ หลังจากที่ล่าสุด 80% ของบริษัทใน S&P500 ประกาศกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1 ออกมาเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 5.7% สูงกว่าที่ Consensus คาดที่ 1.1% และมีแนวโน้มว่ากำไรสุทธิในไตรมาสที่ 2, 3 และ 4 จะขยายตัวต่อเนื่อง 3%, 8% และ 13.5% ตามลำดับ ขณะที่ในส่วนตลาดหุ้นไทย เราประเมินกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 1 ของบริษัทภายใต้การดูแลของเรา (ไม่รวมกลุ่มธนาคาร) โดยเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้น 28.2% QoQ แต่ลดลง 3.52% YoY โดยกลุ่มหลักทรัพย์ที่คาดว่าจะประกาศผลการดำเนินงานออกมาโดดเด่นทั้ง QoQ และ YoY ได้แก่สื่อสาร, รับเหมาฯ, นิคมฯ และอิเล็กทรอนิกส์ ดังนั้นกรณี SET ยังคงปิดไม่ต่ำกว่า 1,560 (+/-5) จุด เรายังคงประเมินเป้าการพลิกกลับระยะ 1 เดือนไว้ที่ 1,660 (+/-10) จุด
- รายงานจาก Merrill Lynch (ML) ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (25 เม.ย.-1 พ.ค.2556) พบว่ามีกระแสเงินทุนไหลกลับเข้ามาในตลาดหุ้นโลกอีกครั้ง 2.2 พันล้านดอลลาร์ โดยที่ไหลเข้ามาทั้งตลาดหุ้น Emerging Market และ Developing Market ราว 572 ล้านดอลลาร์ และ 1.7 พันล้านดอลลาร์ ทั้งนี้แม้ว่าในสัปดาห์ที่ผ่านมากระแสเงินทุนยังไหลออกจากตลาดหุ้นเอเชีย 486 ล้านดอลลาร์ แต่เป็นการไหลออกที่ชะลอลงจาก 1.1 พันล้านดอลลาร์ในสัปดาห์ก่อนหน้า ซึ่งเรามองว่าทิศทางดังกล่าวของกระแสเงินทุนเป็นไปตามที่สถิติที่เมื่อผลสำรวจจาก ML พบว่า Global Fund Manager ให้น้ำหนักในการถือเงินสดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ใกล้เคียงระดับ 4.5% จะเห็นการไหลกลับของเงินทุนไปยังตลาดหุ้นโลก หรือ “Contrarian Buy Signal”
- กลยุทธ์การลงทุน ลงทุนระยะสั้น (1-2 สัปดาห์) แนะนำ “ทยอยซื้อสะสม” กรณีที่ SET ยังคงปิดไม่ต่ำกว่า 1,560 (+/-5) จุด ในหุ้น BBL, BAY, LIVE, SEAFCO, CK, LH, SIRI, BCP, KAMART, AMATA, MSC และ INET อย่างไรก็ดีในกรณีที่ SET ปิดต่ำกว่า 1,560 (+/-5) จุด จะเป็นจังหวะที่ควรขายในลักษณะ “Short Against” ลดความเสี่ยงออกมาก่อน






