วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สรุปภาวะตลาดเงินตลาดทุนรายสัปดาห์ วันที่ 29 เมษายน-3 พฤษภาคม 2556

เงินบาทอ่อนค่าตามแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ จากนักลงทุน ขณะที่ตลาดหุ้นไทยปรับลดลงโดยมีแรงขายทำกำไรหลังจากข้อมูลเศรษฐกิจในยูโรโซนและจีนออกมาอ่อนแอ

ตลาดเงินระยะสั้นและตลาดตราสารหนี้


อัตราดอกเบี้ยตลาดเงินระยะสั้น


อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นทรงตัวต่อเนื่อง โดยธนาคารพาณิชย์มีการปิดสำรองสภาพคล่องรายปักษ์ในวันอังคารและเข้าสู่ปักษ์ใหม่ในวันพฤหัสบดี ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยอินเตอร์แบงก์ประเภทกู้ยืมข้ามคืน (Overnight) มีระดับหนาแน่นที่ 2.65% ไม่เปลี่ยนแปลงจากสัปดาห์ก่อน ส่วนอัตราผลตอบแทนถัวเฉลี่ยที่ประมูลได้ของธุรกรรมซื้อคืนพันธบัตรแบบทวิภาคี (Bilateral Repo) ระยะเวลาไม่เกิน 1 เดือน อยู่ที่ 2.74925-2.75% เทียบกับ 2.75% จากสัปดาห์ก่อน


ในสัปดาห์ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 จะมีการตัดจ่ายเงินภาษีหัก ณ ที่จ่ายผ่านระบบธนาคารในช่วงต้นสัปดาห์ ขณะที่อาจมีสภาพคล่องไหลกลับเข้าสู่ระบบธนาคารพาณิชย์หลังวันหยุดยาว ทั้งนี้ อัตราดอกเบี้ยระยะสั้นในตลาดเงินน่าจะยังทรงตัวต่อเนื่องใกล้ระดับ 2.75%


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยและสหรัฐฯ


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทย ประเภทอายุ 5 ปี ปิดที่ระดับ 3.02% ในวันศุกร์ ลดลงเมื่อเทียบกับ 3.11% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลของไทยปรับลดลงต่อเนื่อง จากคาดการณ์ของตลาดถึงโอกาสที่ กนง.จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อชะลอการแข็งค่าของเงินบาท


อัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐฯ ประเภทอายุ 10 ปี ปิดที่ระดับ 1.63% ในวันพฤหัสบดี ลดลงขึ้นเมื่อเทียบกับ 1.66% ในสัปดาห์ก่อน อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ จากความคาดหวังถึงการคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของเฟด และการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของ ECB เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในยูโรโซน ก่อนที่ปรับลดลงในวันพฤหัสบดี จากความกังวลเกี่ยวกับข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเอกชนที่อาจจะบ่งชี้ถึงความอ่อนแอของตลาดแรงงาน


ตลาดอัตราแลกเปลี่ยน

ค่าเงินบาท (Onshore)


เงินบาทอ่อนค่าแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 7 สัปดาห์ ที่ระดับ 29.69 บาทต่อดอลลาร์ฯ ตามแรงซื้อคืนเงินดอลลาร์ฯ อย่างต่อเนื่องจากนักลงทุน ท่ามกลางความกังวลต่อท่าทีของทางการในการดูแลความเคลื่อนไหวของเงินบาท นอกจากนี้ สถานะขายสุทธิหุ้นและพันธบัตรไทยของนักลงทุนต่างชาติ ก็เป็นปัจจัยกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าด้วยเช่นกัน


ในวันศุกร์ (3 พ.ค.) เงินบาทอยู่ที่ระดับ 29.58 เทียบกับระดับ 29.25 บาทต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 เม.ย.)

สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ถัดไป (6-10 พ.ค.) เงินบาทอาจเคลื่อนไหวในกรอบ 29.30-29.90 บาทต่อดอลลาร์ฯ โดยคงต้องจับตาการตอบรับของตลาดการเงินต่อตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ตลอดจนสัญญาณ/ท่าทีของทางการในการดูแลค่าเงินบาท ขณะที่ ต้องติดตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ ได้แก่ งบประมาณของรัฐบาลกลางเดือนเม.ย. สต็อกสินค้าภาคค้าส่งเดือนมี.ค. และจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์


เงินยูโร และเงินเยนเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ฯ

เงินยูโรแข็งค่าขึ้น เงินยูโรแข็งค่าขึ้นในช่วงต้น-กลางสัปดาห์ หลังจากที่นายเอ็นริโก เล็ตตา นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของอิตาลี สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ฯ ยังถูกกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่อ่อนแอกว่าตัวเลขคาดการณ์ของตลาด และมติการประชุมของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ที่ยังคงย้ำการใช้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) อย่างต่อเนื่อง และระบุถึงความเสี่ยงต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ จากมาตรการรัดเข็มขัดของรัฐบาล แต่กระนั้น การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ก็กระตุ้นให้มีแรงขายเงินยูโรออกมาอย่างหนัก ก่อนจะฟื้นตัวเล็กน้อยก่อนการประกาศตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ ในช่วงท้ายสัปดาห์


เงินเยนผันผวนในทิศทางที่อ่อนค่าลง หลังจากที่ขยับแข็งค่าขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ตามกระแสการคาดการณ์ว่า เฟดจะยังคงดำเนินมาตรการ QE อย่างต่อเนื่องต่อไป อย่างไรก็ดี เงินเยนต้องลดช่วงบวกทั้งหมดลง หลังจากเงินดอลลาร์ฯ ได้รับแรงหนุนจากการปรับตัวลงแตะระดับต่ำสุดในรอบ 5 ปีของจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์


ในวันศุกร์ (3 พ.ค.) เงินยูโรอยู่ที่ 1.3124 เทียบกับระดับ 1.3064 ดอลลาร์ฯ ต่อยูโรในวันศุกร์ก่อนหน้า (26 เม.ย.) ส่วนเงินเยนอยู่ที่ 98.03 เทียบกับ 97.92 เยนต่อดอลลาร์ฯ ในวันศุกร์ก่อนหน้า


ตลาดทุน

ตลาดหุ้นไทย


ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับลดลง โดยมีแรงขายทำกำไร หลังข้อมูลเศรษฐกิจในยูโรโซนและจีนออกมาอ่อนแอ ทั้งนี้ ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ระดับ 1,578.95 จุด ลดลง 0.25% จากสัปดาห์ก่อน ด้านมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันลดลง 15.67% จากสัปดาห์ก่อน มาอยู่ที่ 50,635.06 ล้านบาท โดยนักลงทุนรายย่อย และบัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ ขณะที่ นักลงทุนสถาบันและนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ ส่วนตลาดหลักทรัพย์ MAI ปิดที่ 500.92 จุด เพิ่มขึ้น 1.21% จากสัปดาห์ก่อน


ตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้น โดยมีแรงซื้อเก็งกำไร ท่ามกลางการคาดการณ์ว่ามาตรการดูแลค่าเงินบาทของธนาคารแห่งประเทศไทย ( ธปท.) จะไม่ส่งผลกระทบต่อตลาดหุ้น ก่อนมีแรงขายทำกำไรในช่วงปลายสัปดาห์ หลังดัชนีไม่สามารถผ่านระดับ 1,600 รวมทั้งแรงกดดันจากข้อมูลเศรษฐกิจในยูโรโซนและจีนที่อ่อนแอ


สำหรับแนวโน้มสัปดาห์ระหว่างวันที่ 7-10 พ.ค. 2556 บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด และบริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด มองว่า ดัชนีอาจเผชิญกับความผันผวนและมีโอกาสปรับตัวลง โดยปัจจัยสำคัญที่น่าติดตาม คงได้แก่ การรายงานตัวเลขการส่งออกของจีน เครื่องชี้ภาคการผลิตในยูโรโซน รวมทั้งตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่สำคัญ อาทิ ยอดขอสินเชื่อที่อยู่อาศัย ทั้งนี้ บริษัทหลักทรัพย์กสิกรไทย จำกัด คาดว่า ดัชนีจะมีแนวรับที่ 1,567 และ 1,561 ขณะที่แนวต้านคาดว่า จะอยู่ที่ 1,602 และ 1,638 ตามลำดับ


ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ดัชนี DJIA ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสุงสุดใหม่ หลัง ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง โดยในวันพฤหัสบดี ดัชนี DJIA ปิดที่ 14,831.58 จุด เพิ่มขึ้น 0.81% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นในช่วงต้นสัปดาห์ ท่ามกลางข้อมูลตลาดที่อยู่อาศัยที่ออกมาดี และการที่อิตาลีสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จ ก่อนที่จะปรับลดลงในวันพุธ โดยได้รับแรงกดดันจากข้อมูลภาคการผลิตที่ชะลอตัวของจีน และการจ้างงานภาคเอกชน (ADP) ที่อ่อนแอกว่าคาด อย่างไรก็ตาม ในวันพฤหัสบดี ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นสู่ระดับสูงสุดใหม่อีกครั้ง โดยได้แรงหนุนจากการที่ ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง


ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ดัชนี Nikkei ปรับลดลง จากผลกำไรของบริษัท และข้อมูลเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอ โดยเมื่อวันพฤหัสบดี ดัชนี Nikkei ปิดที่ 13,694.04 จุด ลดลง 1.23% จากสัปดาห์ก่อน ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปรับลดลงต่อเนื่อง หลังจากปิดทำการในวันจันทร์ โดยได้รับแรงกดดันจากผลกำไรของบริษัทที่อ่อนแอกว่าคาด รวมทั้งข้อมูลเครื่องชี้ภาคการผลิตของจีนที่อ่อนแอ ทั้งนี้ ตลาดหุ้นญี่ปุ่นปิดทำการในวันศุกร์เนื่องในเทศกาล Golden week