วิเชฐ ตันติวานิช กุนซือ ไทยเบฟ เดินแผน "จตุรทิศ"

วิเชฐ ตันติวานิช กุนซือ ไทยเบฟ เดินแผน "จตุรทิศ"

ว่ากันว่าเขาคือหนึ่งในผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จดีลไทยเบฟ เทคโอเวอร์ F&N “วิเชฐ ตันติวานิช” ในวันนี้กับภารกิจวางกลยุทธ์รุกอาเซียนแบบจตุรทิศ

ใครก็ตามที่เข้ามานั่งเก้าอี้ผู้บริหารใต้ร่มเงาอาณาจักร"แสนล้าน"ทีซีซี กรุ๊ป ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี รู้กันว่าจะต้องเป็น"มือดี" ที่สรรค์มาแล้ว เพราะเจ้าสัวขึ้นชื่อว่า "รู้จักใช้คน" โดยเฉพาะการอาศัยสายสัมพันธ์ (Connection) และความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ (Expertise) ของคนผู้นั้นมาต่อยอดธุรกิจแบบลดลัดขั้นตอน ไม่ต่างจาการเกมธุรกิจ ที่มักจะซื้อและควบรวมกิจการ (Mergers & Acquisitions -M&A) เพื่อสยายอาณาจักรน้ำเมา น้ำดำ น้ำชา น้ำดื่ม เครื่องดื่มให้พลังงาน โลจิสติกส์ อสังหาริมทรัพย์ ประกัน ฯลฯ มีธุรกิจอะไรบ้างที่เจ้าสัวยังไม่ครอบครอง หลายคนตั้งคำถาม กับเป้าหมายการแผ่อาณานิคมทางการค้า ขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำอาเซียน "นักวางกลยุทธ์" ผู้มากสายสัมพันธ์ คือ สิ่งที่เจ้าสัวเจริญมองหา จนไปปะเหมาะคว้าตัวหนุ่มเมืองกาญจน์ที่ชื่อ "วิเชฐ ตันติวานิช" อดีตรองผู้จัดการสายงานระดมทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และประธานที่ปรึกษาตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ และอดีตซีอีโอบริษัท สยามฟิวเจอร์ดีเวลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) มานั่งเก้าอี้ “ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่” บริษัทไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) ได้สำเร็จ เมื่อ มิ.ย.2555 หรือเมื่อ 10 เดือนก่อน ด้วยความหวังจะให้ตั่วตี๋ "หนุ่ม -ฐาปน สิริวัฒนภักดี" ผู้กุมบังเหียนไทยเบฟ มีอีกหนึ่งกุนซือข้างกาย โดยเฉพาะในวันนี้ไทยเบฟ"คิดการใหญ่" กับแผนบุกอาเซียน ในยามที่กระแสประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(เออีซี) ดันหลังให้ต้องเดินหน้า แบบไม่ไปก็ต้องไป ว่ากันว่า"วิเชฐ" ผู้นี้คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ ดีลซื้อกิจการมูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ของเจ้าสัวเจริญ ที่นำไทยเบฟ และ ทีซีซี แอสเซ็ทส์ เข้าซื้อกิจการบริษัทเฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม และอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่ ในอาเซียน สู้กันอย่างเอาเป็นเอาตายกับเบียร์อันดับสามของโลกอย่างไฮเนเก้น จนกลายเป็นชัยชนะของทุนไทย ในที่สุด ด้วยเพราะสายสัมพันธ์ล้นเหลือ บวกประสบการณ์ในตลาดทุน ของวิเชฐ ซึ่งน่าจะไปกันได้กับดีลระดับนี้ ทำให้เกิดข่าวลือเช่นนั้น ถามคำถามนี้ กับวิเชฐ ในวันที่กรุงเทพธุรกิจ BizWeek มีโอกาสสัมภาษณ์พิเศษ ว่าตัวเขามีส่วนกับดีลนี้มากน้อยแค่ไหน “เจ้าตัวไม่ปฏิเสธ”แต่กล่าวติดตลกว่า “ดีลนี้ผมไม่ได้อยู่เบื้องหลังนะ อยู่เบื้องหน้านี่แหละ” และแจกแจงเพิ่มเติมว่า เขาเป็นเพียงฟันเฟืองหนึ่งในการขับเคลื่อนตอนท้ายๆ "เท่านั้น"เพราะแน่นอนว่าดีลระดับนี้น่าจะต้องมี “องค์คณะกุนซือ”ในการวางแผนรบอยู่แล้ว ทว่า หากขาดฟันเฟืองเล็กๆไปแม้แต่ตัวเดียว กลไกความสำเร็จก็มิอาจขับเคลื่อน “อย่าถามถึง เบื้องหลังดีล เรื่องมันยาว เพราะคุณเจริญเจรจากับเอฟแอนด์เอ็นมานานแล้ว ก่อนที่ผมจะเข้ามาทำงานด้วย” วิเชฐ รีบออกตัว ก่อนจะเลี่ยงไปเล่าถึงที่มาของเก้าอี้ผู้บริหารในไทยเบฟว่า เจ้าสัวเจริญส่งเทียบเชิญให้มานั่งเก้าอี้ตัวนี้ ผ่านมาทางฐาปน โดยวางภารกิจชัดให้เขาเป็นส่วนหนึ่งในการวางกลยุทธ์ให้ไทยเบฟ เติบใหญ่ในตลาดระดับภูมิภาค (Regional Player) ทว่า ก่อนจะได้รับเทียบเชิญ ตัวเขาได้มีโอกาสพบกับฐาปน เมื่อครั้งเข้าไปขายความคิดในการนำ “ไทยเบฟ”เป็นหนึ่งในกรณีศึกษา ถึงความสำเร็จของทุนไทย เพื่อนำมาใช้ในการอบรมหลักสูตรต่างๆของสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ (CEDI) ที่เขานั่งเป็นประธานกรรมการบริหาร (ตำแหน่งสุดท้ายก่อนเข้ามาร่วมงานกับไทยเบฟ) บังเอิญว่าไอเดียนี้ โดนใจ คุณฐาปน เข้าอย่างจัง !! "เพราะผมสนิทกับซีอีโอของบริษัทจดทะเบียน และผมรู้ว่า Story ใครน่าสนใจพอที่จะหยิบเป็นกรณีศึกษาของทุนไทย เพื่อสอนย้อนศรฝรั่ง ทำไมเราต้องเรียนกรณีศึกษาของฝรั่งอยู่เรื่อย ทำไมไม่เรียนรู้เรื่องของคนไทยด้วยกันให้เข้าใจถึงวิธีคิดแบบไทยๆจีนๆฝรั่งๆผสมกัน เรียกว่ามวยไร้รูปแบบ เพราะหากไม่เจ๋งจริงคงไม่มาถึงวันนี้ คุณฐาปนก็ชอบไอเดียนี้” แต่ฐาปนกลับมีข้อแม้ว่า จะให้ไทยเบฟ เป็นกรณีศึกษา ได้ก็ต่อเมื่อ..“ผมต้องมาทำงานกับเขาด้วย" พูดจบก็หัวเราะ ส่วนข้อตกลงในการบริหารที่ไทยเบฟ วิเชฐเล่าว่า ได้วางแผนกลยุทธ์ครอบคลุม "จตุรทิศ" ได้แก่ ทิศเบื้องบน มุ่งไปข้างหน้า ไทยเบฟจะต้องเติบโตและขยายตัวครอบคลุมทุกตลาด ทิศเบื้องขวา และทิศเบื้องซ้าย จะต้องเป็นปีกที่จะกระพือให้องค์กรโบยบิน นั่นคือการใส่ใจ และช่วยเหลือสังคม ชุมชนรอบด้าน ภายใต้พันธกิจ Thaibev Thai Talent สุดท้ายคือ ทิศเบื้องล่าง นั่นคือ การอนุรักษ์และชื่นชมศิลปะ ดนตรี วัฒนธรรม และกีฬาที่บ่งบอกถึงเอกลักษณ์และความเป็นไทย เช่น มวยไทย หมากรุก ตะกร้อ และดูเหมือนทิศเบื้องบน น่าจะสำคัญที่สุดในชั่วโมงนี้ !! "ที่คุยกันไว้คือผมจะเข้ามาดูแลในแง่คอร์เปอเรท คือองค์กรไทยเบฟเท่านั้น ส่วนเรื่องสินค้าไม่ใช่หน้าที่ผม ผมมีหน้าที่ผลักดันให้ไทยเบฟเติบโตอย่างยั่งยืนใน 4 ทิศ แน่นอนว่าทิศเบื้องบนจะต้องมีข้อตกลงเรื่องตัวเลขการเติบโต และแผนบุกอาเซียนอยู่แล้ว รวมทั้งการพูดกับนักลงทุน (Invester Relation:IR) ทุกอย่างจะเกี่ยวข้องกับการยกระดับไทยเบฟฯให้เป็นบริษัทมาตรฐานระดับโลก เป็นบริษัทเครื่องดื่มของคนไทยที่มีมาตรฐานระดับโลก โดยผนึกกำลังร่วมกับทุกฝ่ายในองค์กร" ยิ่งหลังการซื้อกิจการเอฟแอนด์เอ็น ทุกอย่างจะต้องเป็นไปตามครรลองหรือวิสัยทัศน์ของไทยเบฟ คือการมุ่งสู่ตลาดระดับภูมิภาค เสริมรายได้ให้พอร์ตธุรกิจที่ไม่ใช่แอลกอฮอล์ (นอนแอลกอฮอล์) เติบโตในสัดส่วน 30% ของยอดขายรวมของไทยเบฟ เขายังแย้มกลยุทธ์รุกตลาดภูมิภาคอาเซียนให้ฟังว่า มีอยู่สองแนวทางด้วยกัน คือ การผลักดันด้วยการทุ่มงบการตลาดและโฆษณาประชาสัมพันธ์เต็มที่ เรียกว่าต้องสู้กันในตลาด “จนเลือดตกยางออก” เขาใช้คำนี้ ส่อให้เห็นถึงความดุเดือดที่จะเกิดขึ้น หากเลือกแนวทางนี้ หรืออีกแนวทางหนึ่งคือ “การซื้อกิจการ” (Take Over) ซึ่งจะทำให้ไทยเบฟโตแบบ “ก้าวกระโดด” ที่สำคัญประหยัดทั้งเวลาและได้ทั้งส่วนแบ่งการตลาด ขณะเดียวกัน ไทยเบฟจะต้องเดินแผนสร้างพลังร่วม (Synergy) ไปกับธุรกิจของ ทีซีซีกรุ๊ปทั้งหมด อาทิ การใช้เครือข่ายบริษัทไทอัน-ไทคอร์ป ธุรกิจจัดจำหน่ายในเวียดนามเหนือและใต้ที่เจ้าสัวเจริญ ไปซื้อกิจการมาต่อยอดอาณาจักรโลจิสติกส์ ครอบคลุมทั้งประเทศเวียดนาม “เพราะสุดท้ายไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใด ก็ล้วนเป็นของคุณเจริญทั้งหมด” วิเชฐ ยังบอกด้วยว่า ถือเป็นความท้าทายไม่น้อยสำหรับตัวเขาที่มาอยู่ในองค์กรอย่างไทยเบฟ ซึ่งอยู่ในช่วงของการเปลี่ยนผ่านจากบริษัทไทย เป็นบริษัทในระดับภูมิภาค เรียกว่าจาก Local ไปสู่ Regional เปรียบเสมือนนักกีฬาที่สวมเสื้อติดธงชาติไทยบนหน้าอก หากแข่งขันในเวทีภูมิภาคแพ้ก็ไม่รู้ว่าจะมีใครเข้าใจหรือไม่ ในทางกลับกันหากบริษัทชนะก็ไม่รู้ว่าจะมีใครดีใจร่วมกับองค์กรบ้าง เขาเปรียบเปรย "การแข่งขันในตลาดโลกเป็นเรื่องท้าทาย คงไม่ใช่แค่ผมคนเดียวที่ทำให้เกิดความสำเร็จ แต่ต้องร่วมมือกับทุกฝ่ายทั้งองค์กร ผมอยู่ในส่วนของการบริหารกลยุทธ์ ซึ่งต้องประสานกับทุกฝ่ายขณะที่องค์กรมีอายุกว่า 30-40 ปี มีคนเก่าบวกคนใหม่ ก็ย่อมคิดไม่เหมือนกันเป็นธรรมดา” บางคนเข้าใจแต่ไม่ยอมรับ บางคนเข้าใจแต่ในดีกรีที่ไม่เข้มข้น บางคนเข้าใจแต่ไม่คึกคัก เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องท้าทาย เพราะองค์กรต้องไปกับคน และมีเป้าหมายเดียวกัน ทั้งหมดเป็นความยากเย็น แต่ไม่เหลือบ่ากว่าแรง เขาบอกเช่นนั้น เทียบกับการบริหารสถาบันการศึกษาเขาเปรียบว่า การให้ความรู้คือลมปาก ที่ต้องรวบรวมองค์ความรู้ ความถูกต้องของข้อมูลบวกกับวิธีคิด นำไปถ่ายทอดให้บรรดาผู้ประกอบการที่สวมบทนักศึกษา แต่สำหรับการทำธุรกิจคือ “ของจริง” บริหารงานมาหลายองค์กร ถามว่าองค์กรไหนที่ทำให้เขารู้สึกภูมิใจ"วิเชฐ" เล่าว่า พิจารณาจากเนื้องานแล้วทั้งสยามฟิวเจอร์ฯ และตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ถือว่าสอบผ่าน แม้อาจจะไม่สมบูรณ์แบบอย่างที่ใจคิด เพราะมีข้อจำกัดด้วยเงื่อน"เวลา" และ "ขอบเขตความรับผิดชอบ” ส่วนที่ CEDI ถือว่าเดินไปตามแผนที่วางไว้ อดีตรองผู้จัดการสายงานระดมทุนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่เขายึดถือมาตลอดในการบริหารงานนั่นคือการปรับตัวให้ได้ (Adaptive) เข้ากับทุกองค์กร ส่วนคมความคิดของนักบริหารที่ต้องมีคือ ผู้นำจะต้องมีภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) ซึ่งสำคัญมาก , ผู้นำต้องกล้าตัดสินใจในทุกเรื่อง และผู้นำต้องแก้ปัญหาเป็น เพราะในการทำงานย่อมรายล้อมด้วยอุปสรรคที่ต้องแก้ กุมบังเหียนองค์กรมามาก คงมีท้อกันบ้าง แต่เขาบอกว่า “ต้องเก็บอาการ” และความที่เป็นคนที่ไม่มีต้นทุน ไม่ได้นามสกุลใหญ่โต จึงไม่ยึดติดว่า"แพ้ไม่เป็น" และปัญหาไม่เคยทำให้เขา "ถอย" แต่แปลงให้เป็น “ความสนุก” มากกว่า ในชีวิตการทำงานของ"วิเชฐ" เขามีสายสัมพันธ์กับองค์กรยักษ์ใหญ่ยากจะนับจำนวน เจ้าตัวยืนยันว่าสายสัมพันธ์ที่มีอยู่มาก ไม่เคยถูกนำไปใช้เพื่อสร้าง “ความด่างพร้อย” ให้กับตนเอง และนั่นเป็นหัวใจสำคัญที่เขาจะต้องรักษาไว้ในฐานะนักบริหารมืออาชีพ ภารกิจขับเคลื่อน CEDI เป็นนักบริหารผู้มากด้วยสายสัมพันธ์ หมวกอีกใบของ "วิเชฐ ตันติวานิช" คือรับหน้าที่ขับเคลื่อน สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ(CEDI) ที่มี ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ดำริขึ้นราวปี 2552 เมื่อครั้งที่วิเชฐนั่งเก้าอี้ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ ขณะที่ดร.สมคิด เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งมีแนวคิดจะสร้าง "แหล่งระดมทุน" ให้กับธุรกิจขนาดเล็ก ปี 2553 วิเชฐถูก ดร.สมคิด เชิญไปเป็นคณะกรรมการบริหาร(บอร์ด) CEDI พอปี 2554 ดร.สมคิดก็ชวนไปเป็น ประธานกรรมการบริหารต่อจาก “กนก อภิรดี” กรรมการผู้จัดการใหญ่ การบินไทย ภารกิจของเขาคือการบ่มเพาะผู้ประกอบการตั้งแต่แรกเริ่ม ได้แก่ สอนการสร้างธุรกิจ การออกสินค้าใหม่ แตกบริษัทลูก การวางโครงสร้างธุรกิจที่ดี การขยายธุรกิจที่ต้องมองเห็นโอกาสก่อนคนอื่น หรือหากธุรกิจหดตัว เจอวิกฤติจะทำอย่างไรให้ธุรกิจลุกขึ้นมาก่อนคนอื่น รวมไปถึงการบริหารธุรกิจครอบครัว ที่จะต้องปิดช่องว่างทางความคิดให้กับคนรุ่นสอง เป็นต้น รวมไปถึงการถ่ายโอนธุรกิจจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งอาจหมายถึงการดึงคนนอก หรือมืออาชีพ มาสานต่อธุรกิจให้มั่งคั่ง (Wealth Management) และการรักษาธุรกิจให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน วิเชฐ เล่าว่า เป้าหมายตลอดระยะเวลา 5 ปีที่บริหารสถาบันฯแห่งนี้ คือต้องการให้เป็นแหล่งป้อนความรู้แก่นักธุรกิจไทย สร้างความแข็งแกร่งและความพร้อมในการรับโอกาสทางธุรกิจ พลิกวิกฤติเป็นโอกาส โดยในปี 2557 จะเปิดหลักสูตรปริญญาโท1 ปี สำหรับผู้ประกอบการโดยเฉพาะภายใต้ BUSEM (Bangkok University School of Entrepreneurship Management) ที่พยายามถอดแบบจาก Babson สหรัฐฯ สถาบันสอนผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียงระดับโลก