"วีรพงษ์"รับอึดอัด"รมว.คลัง-ผู้ว่าฯธปท."งัดข้อท่ามกลางภาวะบาทแข็ง หวั่นศก.ดิ่งเหว ซ้ำรอยต้มยำกุ้ง
นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)แถลงเปิดใจกรณีความขัดแย้งการแก้ปัญหาเงินบาทแข็งค่า ระหว่างนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าธปท.ว่า เท่าที่ตนรับตำแหน่งประธานบอร์ดมาร่วมปีกว่าเห็นว่าการทำงานของธปท.กับรมว.คลังมีปัญหามาตลอด ซึ่งความจริงนโยบายการเงินและการคลังต้องสอดคล้องเพื่อให้เกิดเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ แต่การปรึกษาหารือระหว่างสองหน่วยงานมีปัญหามาตลอด
นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า สิ่งที่หนักใจคือ รมว.คลังและผู้ว่าการธปท. ต่างคนก็ต่างพูดสวนกันไปสวนกันมา ธปท.ก็เคยออกมาอธิบายอยู่หลายครั้ง ซึ่งบางแนวทางตนเองก็ไม่เห็นด้วย ในคณะกรรมการคณะกรรมนโยบายการเงิน(กนง.)ที่บางคนก็ดูแล้วไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจมหภาคอย่างแท้จริง และการที่ออกมาพูด เพราะต้องการระบายความทุกข์ใจ เพราะเมื่อเกิดปัญหาขึ้น ก็จะเกิดความเสียหายกับผู้ส่งออก ต่างโยนความผิดความรับผิดชอบ ธปท.ก็โยนกนง. กระทรวงการคลังก็โยนว่าเป็นหน้าที่ธปท. ส่วนธปท.ก็พยายามบอกว่ามีมาตรการหลายอย่าง แต่ก็ไม่ได้ดำเนินการอะไร ผลเสียหายจึงตกกับประเทศชาติ ซึ่งตามกฎหมายรัฐมนตรีคลังสามารถสั่งการดูแลควบคุมในภาพรวม แต่ไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายธปท.ได้ คิดว่าถ้าสถานการณ์ยังเป็นไปแบบนี้ เห็นท่าว่าจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงต่อประเทศชาติ และประชาชนการทำงานของธปท.ส่งผลต่อผู้ส่งออกและระบบเศรษฐกิจ แต่ไม่มีผู้รับผิดชอบ ต่างก็โยนความรับผิดชอบให้กัน ผลเสียจึงเกิดต่อประเทศชาติ และเมื่อเกิดความเสียหาย ทั้งน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกฯและรมว.คลัง จะไม่สามารถรับผิดชอบต่อรัฐสภาได้
นายวีรพงษ์ กล่าวว่า รู้สึกหนักใจกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งความขัดแย้งทางความคิดระหว่าง รมว.คลังและผู้ว่าการ ธปท.รวมทั้งเงินบาทที่แข็งค่าผิดปกติ เพราะเป็นห่วงว่าจะเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ หากไม่ดำเนินการแก้ไขปัญหา เพราะขณะนี้พบว่าธปท.ขาดดุลในงบเพิ่มเป็นกว่า 8 แสนล้านบาทแล้ว จากสิ้นปี 2555 ที่อยู่ในระดับ 5.3 แสนล้านบาท ซึ่งหากไม่ดำเนินการใดๆ ก็อาจสูงไปถึง 1 ล้านล้านบาทภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ และกังวลว่าเศรษฐกิจไทยอาจจะย้อนกลับไปเหมือนสมัยวิกฤติต้มยำกุ้ง เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้เป็นผลจากอัตราดอกเบี้ยของประเทศมีความแตกต่างจากประเทศอื่น ๆ
"ผมคิดว่าถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ จะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงกับประเทศชาติและประชาชน เมื่อมองไปข้างหน้า ธปท.บอกว่ามีมาตรการหลายอย่างที่จะทำ แต่ผมก็ไม่ทราบว่ามีอะไรบ้างและจะใช้เมื่อไร และจะเกิดผลข้างเคียงและความเสียหายต่อประชาชนอย่างไร ผมในฐานะประธานบอร์ดธปท.รู้สึกอึดอัด และกังวลต่อเหตุการณ์ที่จะมาข้างหน้า เพราะเมื่อมองไปแล้วยังไม่เห็นมาตรการอะไรที่จะมารับรอง"นายวีรพงษ์ กล่าว
นายวีรพงษ์ กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมาในฐานะประธานคณะกรรมการ ธปท.ก็ได้มีการเตือนผู้ว่าการธปท.เกี่ยวกับปัญหาค่าเงินบาทมาโดยตลอดในการประชุมหลายครั้ง ซึ่งทางผู้ว่าการ ธปท.ก็ชี้แจงว่ามีมาตรการอื่นนอกเหนือจากมาตรการลดดอกเบี้ย แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการดำเนินมาตรการใดๆ และการที่รมว.คลัง ทำหนังสือมาตนเองก็ได้มีการเตือนไปยังผู้ว่าการ ธปท.ทุกครั้ง รวมถึงตั้งคณะกรรมการขึ้นมา ที่มีนายคณิศ แสงสุพรรณ ผู้อำนวยการมูลนิธิสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง(สวค.) ในฐานะกรรมการธปท.เข้าไปตรวจสอบการขาดดุลงบว่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
"ดูเหมือนผู้ว่าแบงก์ชาติไม่เดือดร้อนกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้ว่าเรื่องนี้เคยเตือนแบงก์ชาติมาตลอด 4 ปี ตั้งแต่เงินบาทอ่อนค่ากว่า 33 บาทต่อดอลลาร์ จึงกังวลว่าหากไม่ดำเนินการแก้ไข บ้านเมืองอาจจะเดินลงเหว หรือนำไปสู่เศรษฐกิจล้มละลายได้" นายวีรพงษ์ กล่าว
ผู้สื่อข่าวถาม ถึงอำนาจในการปลดผู้ว่า ธปท.นายวีรพงษ์ กล่าวว่า เมื่อตรวจสอบข้อกฎหมายทั้งหมดแล้ว คณะกรรมการ ธปท.ไม่มีอำนาจใดๆ ที่จะสามารถปลดผู้ว่าการได้ ซึ่งแนวทางขณะนี้ต้องฝากให้นายกรัฐมนตรีลงมาดูแลปัญหานี้ เพราะอำนาจของคณะรัฐมนตรี สามารถปลดผู้ว่าการ ธปท.ทำได้ แต่ก็ไม่อยากให้ถึงขั้นนั้น ส่วนการออกมาพูดจะเป็นการกดดันให้ผู้ว่าการลาออกหรือไม่นั้น นายวีรพงษ์ กล่าวว่า คงไม่สามารถทำได้









