background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

ลงทุนตราสารหนี้ในยามดอกเบี้ยขาขึ้น

ลงทุนตราสารหนี้ในยามดอกเบี้ยขาขึ้น

หลายท่านอาจสับสนว่าอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือลงกันแน่ หลัง 'คลัง' กับ 'ธปท.' ปะทะคารมกันดุเดือด รวมถึงเงินไหลเข้าที่ถาโถมทำให้บาทแข็ง

เห็นหัวข้อแล้วหลายท่านอาจสับสนว่าตกลงอัตราดอกเบี้ยจะขึ้นหรือจะลงกันแน่ เพราะหลังจากที่เห็นกระทรวงการคลังกับธนาคารแห่งประเทศไทยต่างประคารมกันอย่างดุเด็ดเผ็ดมันในหลายเวทีถึงทิศทางที่ดอกเบี้ยควรจะเป็น รวมถึงเงินไหลเข้าที่ถาโถมเข้ามาจนค่าเงินบาทแข็งขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับนักลงทุนทั่วไปการวางแผนการลงทุนให้กับพอร์ตการลงทุนให้กับตนเองในระยะยาวนั้น เราคงต้องพิจารณาแนวโน้มภาพใหญ่เป็นหลัก นอกเหนือจากการพิจารณาผลกระทบจากการดำเนินนโยบายในระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว โดยหากพิจารณาแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกนั้น ก็เป็นที่คาดหมายกันโดยทั่วไปว่าอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลในปัจจุบันนั้นอยู่ในระดับต่ำมาก จากการดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายทั่วโลก และอัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศพัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกามีโอกาสปรับสูงขึ้นได้ เพียงแต่ว่าจะเป็นเมื่อใด และเร็วเพียงใดเท่านั้น ซึ่งยังข้อเป็นข้อถกเถียงกันอยู่ เพราะเมื่อหลายปีก่อนก็มีการคาดการณ์กันอย่างกว้างขวางว่าอัตราดอกเบี้ยโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้น ทำให้มีผู้จัดการกองทุนตราสารหนี้จำนวนไม่น้อยที่พลาดโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีจากภาวะอัตราดอกเบี้ยต่ำในช่วงที่ผ่านมา

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงที่เงินเฟ้อกำลังเริ่มก่อตัวขึ้นในส่วนต่างๆ ของโลก อาจสรุปได้ดังนี้

1) ลงทุนในตราสารระยะสั้นเท่านั้น กลยุทธ์นี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีเป้าหมายการลงทุนในระยะสั้น นั่นคือไม่ได้มุ่งหวังให้มีเงินออมเพียงพอกับการใช้จ่ายในวัยเกษียณ หรือต้องการรับรายได้เป็นประจำในปัจจุบันจากเงินลงทุนดังกล่าว โดยกลยุทธ์ที่น่าสนใจคือการลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้แบบมีระยะเวลา โดยให้มีเงินครบอายุเป็นระยะๆ เช่น 3 เดือน 6 เดือน 12 เดือน เป็นต้น ทั้งนี้ เพื่อให้มีเงินสำหรับการใช้จ่าย ในขณะที่มีโอกาสได้รับผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุนในเงินฝากระยะสั้นมากๆ แต่เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ เงินที่ครบในแต่ละช่วงดังกล่าวก็มีโอกาสได้ลงทุนให้ได้รับอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้น หากอัตราดอกเบี้ยปรับเพิ่มขึ้น

2) เพิ่มสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนทั้งโดยตรง หรือผ่านกองทุนรวม โดยพร้อมรับความเสี่ยงด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น เพื่อโอกาสรับอัตราผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้น โดยหากเป็นกองทุนรวมในประเทศนั้น มักจะเน้นหนักการลงทุนไปในตราสารหนี้ระยะสั้น ดังนั้น หากท่านพร้อมรับความเสี่ยงจากความผันผวนด้านราคาของตราสารหนี้จากการปรับตัวขึ้นของอัตราดอกเบี้ยในระยะ 1 - 3 ปีได้ ก็อาจเลือกลงทุนในกองทุนรวมตราสารหนี้ต่างประเทศที่มีนโยบายเน้นการลงทุนในตราสารหนี้ภาคเอกชนที่มีอันดับความน่าเชื่อถือในระดับที่ลงทุนได้หรือต่ำกว่านั้น โดยการลงทุนในกองทุนรวมก็เพื่อลดความเสี่ยงด้านเครดิตผ่านการกระจายการลงทุนในระดับที่มากกว่าการลงทุนโดยตรงแต่เพียงอย่างเดียวนั่นเอง

3) ลงทุนในหุ้นปันผล หรือหลักทรัพย์ที่ให้เงินปันผลสม่ำเสมอตามแนวโน้มเงินเฟ้อ เช่น กองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ กองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน เป็นต้น โดยผู้ลงทุนต้องพร้อมรับความเสี่ยงเฉพาะของบริษัทผู้ออกตราสาร และความผันผวนที่เพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตามนักลงทุนพึงพิจารณาถึงความสามารถในการหารายได้ของบริษัทหรือโครงการอสังหาริมทรัพย์นั้นๆ รวมถึงศักยภาพในระยะยาวประกอบด้วย เนื่องจากความเสี่ยงในที่นี้จะเปรียบเหมือนผู้ลงทุนเป็นเจ้าของร่วม ซึ่งต่างจากการเป็นเจ้าหนี้ในกรณีลงทุนในตราสารหนี้โดยทั่วไป

4) รักษาสัดส่วนการลงทุนในตราสารหนี้หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง (3 - 5 ปี) ไว้ โดยพร้อมรับการขาดทุนจากราคาตลาดในระยะสั้นเมื่ออัตราดอกเบี้ยปรับตัวเพิ่มขึ้น เพราะในที่สุดแล้วเมื่อตราสารหนี้ที่กองทุนถืออยู่ก็ยังคงให้อัตราดอกเบี้ยเท่าเดิม และเมื่อตราสารดังกล่าวครบอายุ กองทุนก็จะได้รับเงินต้นคืน ซึ่งทั้งดอกเบี้ยและเงินต้นนั้นก็จะสามารถลงทุนต่อโดยได้รับอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นด้วย