วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอสเอ็มอีแบงก์เพิ่มทุน2พันล. เร่งสางหนี้เน่า

เอสเอ็มอีแบงก์ขอคลังเพิ่มทุนอีก 2 พันล้าน หลังแผนฟื้นฟูกิจการไตรมาสแรกเป็นไปตามเป้าทั้งแก้หนี้เสีย-ปล่อยสินเชื่อใหม่ บีไอเอสแตะ 8.5%

นายพิชัย ชุณหวชิร ประธานกรรมการบริหาร ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) เปิดเผยว่า ธนาคารเตรียมแผนขอเพิ่มทุนจากกระทรวงการคลังอีกประมาณ 2 พันล้านบาท เพื่อทำให้ระดับเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง หรือบีไอเอสเรโชเป็นไปตามมาตรฐานธนาคารแห่งประเทศไทยที่ 8.5% รองรับการดำเนินการปกติของธนาคาร

ทั้งนี้ ช่วงต้นเดือนเม.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้ใส่เงินเพิ่มทุนให้ธนาคารไปแล้ว 555 ล้านบาท ทำให้บีไอเอสเรโชของธนาคารอยู่ที่ประมาณ 5.1% จากสิ้นปี 55 ที่อยู่ในระดับ 3.28%

เขากล่าวว่า การขอเพิ่มทุนของธนาคารนั้น อยู่ภายใต้การดำเนินงานให้เป็นไปตามแผนฟื้นฟูกิจการที่เคยเสนอต่อกระทรวงการคลัง ซึ่งผลฟื้นฟูกิจการช่วงไตรมาสแรกของธนาคารนั้น ถือว่า เป็นไปตามเป้าหมาย ทำให้กระทรวงการคลังได้ใส่เงินเพิ่มทุนในจำนวน 555 ล้านบาท ส่วนช่วงที่เหลือของปีคาดว่า การดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูจะเป็นไปตามเป้าหมายเช่นกัน

การดำเนินงานตามแผนฟื้นฟูแบ่งเป็น 2 ส่วนหลักที่สำคัญ คือ 1.แก้ไขหนี้เสีย และ 2.ปล่อยสินเชื่อใหม่ โดยส่วนการแก้ไขปัญหาหนี้เสียนั้น ธนาคารสามารถแก้ไขหนี้เสียได้จำนวน 2.48 พันล้านบาท จากยอดหนี้เสีย ณ สิ้นปี 2555 ที่มีจำนวน 3.13 หมื่นล้านบาท หรือ 32.31% อย่างไรก็ตาม ระหว่างที่ดำเนินการแก้ไขหนี้เสีย ได้มีหนี้ปกติได้ไหลกลับมาเป็นหนี้เสียอีกจำนวน 2.3 พันล้านบาท ทำให้ผลแก้ไขหนี้เสียสุทธิอยู่ที่จำนวน 100 ล้านบาท

"เราคาดว่า ทั้งปีจะแก้ไขหนี้เสียให้ได้ตามเป้าที่ 1.07 หมื่นล้านบาท ซึ่งได้ประเมินรวมหนี้เสียที่อาจไหลย้อนกลับมาอีก 6-7 พันล้านบาทด้วยจะทำให้หนี้เสีย ณ สิ้นปีอยู่ที่ประมาณ 2.8 หมื่นล้านบาท หรือราว 28% ของสินเชื่อคงค้าง"

เขากล่าวด้วยว่า หนี้เสียที่ได้แก้ไขไปนั้น ส่วนใหญ่เป็นหนี้เสียที่เป็นลูกค้ารายใหญ่มีอยู่ 100 ราย การแก้ไขปัญหาหนี้เสียนับจากนี้ต่อไปจะเหลือลูกค้ารายย่อยเป็นส่วนใหญ่ วิธีการแก้ไขจะเน้นส่งหนังสือเตือน เพื่อแจ้งลูกหนี้ได้เข้ามาเจรจาปรับโครงสร้างหนี้ หากลูกหนี้ไม่เข้ามาเจรจา ธนาคารคงดำเนินการทางกฎหมายทันที ที่ผ่านมาธนาคารส่งหนังสือเตือนไปยังหนี้เสียรายย่อยบ้างแล้ว ส่วนใหญ่ก็พร้อมเข้ามาเจรจา โดยเฉพาะส่วนที่เป็นผู้ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารก็พร้อมที่จะประนีประนอม

ขณะที่ ธนาคารมียอดสินเชื่อใหม่ 6.8 พันล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อตามนโยบายรัฐ สินเชื่อเพื่อพัฒนาผลิตภาพการผลิต วงเงินสินเชื่อจะปล่อยไม่เกิน 5 ล้านบาทต่อราย และสินเชื่อแฟคเตอริ่ง ซึ่งเกือบทั้งหมดเป็นรายย่อยที่วงเงินต่ำกว่า 15 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม เนื่องจากมีลูกค้าจำนวนหนึ่งในชำระหนี้เงินกู้และปิดบัญชีกับธนาคาร ส่งผลให้ ณ สิ้นไตรมาสแรกของปี ธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างเท่ากับ 9.6 หมื่นล้านบาท

สินเชื่อปล่อยใหม่จากนี้จะเน้นรายย่อยกลุ่มธุรกิจบริการและเทรดดิ้ง ส่วนผลประกอบการสิ้นไตรมาสแรกปีนี้จะมีกำไรสุทธิ 1.7 พันล้านบาทเกิดจากบริหารจัดการดอกเบี้ยสินเชื่อของธนาคารให้สูงขึ้น และบริหารต้นทุนเงินที่ต่ำลง รวมถึงการแก้หนี้เสียให้เป็นสินเชื่อปกติส่งผลให้ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิก่อนหักค่าใช้จ่ายดำเนินการ และสำรองส่วนเพิ่ม 719 ล้านบาท

กระทรวงการคลังได้ผ่อนผันการกันสำรอง และการจัดน้ำหนักสินทรัพย์เสี่ยงของลูกหนี้กลุ่มสินเชื่อนโยบายรัฐของธนาคารใหม่ ทำให้เงินสำรองควรลดลง 1.35 พันล้านบาท แต่เนื่องจาก ธนาคารเห็นว่า อาจมีสินเชื่อที่ควรจัดชั้นตามเกณฑ์คุณภาพในปีที่ผ่านมาอาจตกชั้นเป็นหนี้เสียได้อีกจึงกันผลกำไรที่ควรจะเพิ่มขึ้นจากที่ได้รับผ่อนผันดังกล่าวเป็นสำรองส่วนเกินไว้ ทำให้สิ้นไตรมาสแรกของปี ธนาคารจึงมียอดกำไรสุทธิจากดำเนินงาน 350 ล้านบาท

ด้านนายนริศ ชัยสูตร อธิบดีกรมธนารักษ์ ในฐานะประธานธนาคารกล่าวถึงความคืบหน้าสรรหาผู้จัดการธนาคารว่า กระบวนการสรรหาอยู่ระหว่างดำเนินการ โดยบอร์ดสรรหาจำเป็นต้องคัดเลือกบุคคลที่มีความเหมาะสมมากที่สุด ในการเข้ามาบริหารจัดการธนาคารที่อยู่ระหว่างการฟื้นฟูกิจการ