วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

ทิก้าหนุนวาง'ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว'ยกระดับกระทรวง

ทิก้าหนุนวาง'ยุทธศาสตร์ท่องเที่ยว'ยกระดับกระทรวง

ในโอกาส สุเมธ สุทัศน์ ณ อยุธยา นายกสมาคมส่งเสริมการประชุมนานาชาติ (ไทย) หรือ ทิก้า ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนี้เป็นสมัยที่ 2

เปิดใจถึงสถานการณ์ธุรกิจจัดแสดงนิทรรศการ หรือ ไมซ์ ในไทยอย่างรอบด้าน เริ่มจากมิติแข่งขันในระดับนานาชาติ ที่เขากลับมองว่า ประเทศใน "เอเชียตะวันออกเฉียงใต้" ควรจะผนึกกำลังเป็น Competition Partner ให้ภูมิภาคนี้กลายเป็น "จุดหมาย" ที่โดดเด่น แทนที่จะเป็นคู่แข่งกันเพียงอย่างเดียว


เช่น เมื่อดึงอีเวนต์ใหญ่เข้ามาได้แล้ว อาจจัดสรรประโยชน์ด้วยการหมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพ เป็นต้น เนื่องจากประเมินว่า คู่แข่งขันนอกภูมิภาคต่างหาก คือคู่แข่งขันที่น่ากลัว ไม่ว่าจะเป็น บราซิล ที่มีสินค้าใกล้เคียงกับไทย ขณะที่ ตุรกี ประเทศในยุโรปตะวันออก และประเทศในแอฟริกาอีกหลายประเทศ ถือเป็นคู่แข่งที่ประมาทไม่ได้ เพราะมีความพร้อมทั้งด้านสินค้าที่สนองความต้องการกลุ่มไมซ์ และยังมีระยะทางใกล้กับลูกค้าจากยุโรปมากกว่าไทย

นอกจากนี้ หากกลับมาพิจารณาองค์ประกอบภายในของไทยเอง อาจจะต้องแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ภาคเอกชน ที่ปัจจุบันยังไม่สามารถสร้างความเป็นปึกแผ่น นำการพัฒนาธุรกิจให้รุดหน้าเร็ว เพราะติดปัญหาใหญ่คือ ในเรื่องความคิด ที่ยัง "ขาดเอกภาพ" และส่งผลให้ “ขาดน้ำหนัก” เมื่อต้องการเรียกร้องหรือแสดงความคิดเห็น และเสนอแนะแนวทางที่สำคัญต่อภาครัฐ

ยกตัวอย่าง กรณีข้อเสนอให้รัฐบาลพิจารณาการสนับสนุนสร้างแหล่งท่องเที่ยวฝีมือมนุษย์ ที่ยังอยู่ในรูปแบบต่างคนต่างเสนอ ทั้งๆ ที่ในภาพรวมก็มีความคิดเห็นสอดคล้องกันว่า ต้องการให้เกิดขึ้น และต้องการให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ชูจุดแข็งของทรัพยากรที่มีอยู่แล้วออกมาอย่างสร้างสรรค์ ไม่เป็นการทำลายคุณค่าของพื้นที่เดิม และต้องเป็นโครงการกระจายรายได้สู่พื้นที่ใหม่ๆ เช่น ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นต้น

หรือแม้กระทั่งกรณีที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กำลังเตรียมการผลักดันให้ถนนราชดำเนินเป็นสนามจัดการแข่งขันรถสูตรหนึ่ง หรือ ฟอร์มูล่าวัน อยู่นั้น ในหลักการถือเป็นแนวคิดที่ดีในการกระตุ้นการท่องเที่ยว แต่เมื่อมีประเด็นสำหรับโครงการใหญ่ในลักษณะนี้เกิดขึ้น ภาคเอกชนก็ควรมีส่วนร่วมในการผนึกความคิดเห็น สะท้อนไปยังรัฐบาล ให้พิจารณาผลกระทบให้รอบด้าน เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีการเปิดเผยว่า มีการศึกษาว่าแรงสั่นสะเทือนบนท้องถนน จะส่งผลต่อโครงสร้างสถาปัตยกรรมโบราณบริเวณดังกล่าวหรือไม่

อีกองค์ประกอบสำคัญอย่าง “ภาครัฐ” นั้น สุเมธ ย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องสร้างยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว ที่มาพร้อมกับแผนปฏิบัติงานอย่างจริงจัง นั่นคือ การยกระดับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ให้เป็นกระทรวงเกรด A เทียบเท่ากับกระทรวงหลักอื่นๆ เพราะช่วงที่ผ่านมาพิสูจน์แล้วว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวทำรายได้ให้กับประเทศไม่น้อย

“ปัญหาท่องเที่ยวที่ผ่านมา เพราะเรายังไม่มีการจัดระเบียบที่ชัดเจน จริงอยู่ปัญหาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว การคมนาคมที่มีปัญหา การอนุรักษ์ทรัพยากร ฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวเสื่อมโทรม อาจจะอ้างได้ว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากกระทรวงอื่นๆ แต่หากบทบาทของกระทรวงการท่องเที่ยวมีมากขึ้น จะทำให้หน่วยงานอื่นๆ ต้องรับฟังและปฏิบัติตามแนวทางบูรณาการที่กระทรวงการท่องเที่ยวในฐานะตัวกลางวางไว้ ทำให้การแก้ปัญหาต่างๆ มีประสิทธิภาพและรวดเร็ว ที่ผ่านมาการประกาศให้เป็นวาระแห่งชาติ มีการทำกันหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นผลสำเร็จ แม้กระทั่งการจัดทำยุทธศาสตร์เป้าหมายรายได้ 2 ล้านล้านบาทในปี 2558 ที่รัฐบาลตั้งไว้ และมีการจัดประชุมร่วมกัน แต่ละครั้งภาคเอกชนก็มีโอกาสอย่างเร่งรีบในการพูดเสนอเพียง 2 นาทีเท่านั้น”

สุเมธ กล่าวด้วยว่า "ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว" จะทำให้การพัฒนาของไทยมีทิศทาง “ยั่งยืน” มากขึ้น โดยเฉพาะการกำหนด "ระเบียบการลงทุน"พัฒนาโรงแรมในพื้นที่ต่างๆ ให้สอดคล้องกับสภาพธรรมชาติของพื้นที่ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่ย้อนกลับมาทำร้ายคนในพื้นที่ เช่น การบุกรุกสร้างรีสอร์ทบนเชิงภูเขาในภูเก็ต และสมุย เป็นจำนวนมาก ทำให้เกิดปัญหาดินถล่ม รวมถึงการปล่อยให้เกิดการสร้างโรงแรมอย่างต่อเนื่อง ยิ่งเป็นการเร่งให้ภาคธุรกิจต้องนำนักท่องเที่ยวเชิงปริมาณเข้ามา ส่งผลต่อเนื่องทำให้เกิดการใช้ทรัพยากรหมดเปลืองไปเร็วยิ่งขึ้น
ประเด็นปิดท้ายที่สำคัญ

นายกฯทิก้า กล่าวว่า อีกหนึ่งเรื่องที่ภาคเอกชนต้องการคือ "การเมืองไม่ควรเป็นปัจจัยฉุดการพัฒนา"ดังจะเห็นได้จากกรณีของการเสนอตัวเป็นเจ้าภาพจัดงานเวิลด์เอ็กซโป 2020 ได้กลายเป็นประเด็นที่ไทยต้องเปลี่ยนจุดยืนเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล และหากประเมินสถานภาพของไทยในการชิงชัยเป็นเจ้าภาพรายการนี้ เมื่อไม่มีการสนับสนุนจากรัฐบาลที่ชัดเจน จึงตกลงไปอยู่ลำดับรั้งท้าย แม้ว่าไทยจะไม่ได้ถอนตัวอย่างเป็นทางการ ซึ่งถือเป็น "โอกาสที่สูญเปล่า" สำหรับการทำงานที่ผ่านมา และทำลายความเชื่อมั่น และสูญเสียความน่าเชื่อถือในการเสนอตัวรายการใหญ่ ที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคต