ทุนไทยสบช่องวิกฤติโลกผงาดช้อปข้ามชาติเฉียดล้านล้านบาท ต่อยอดธุรกิจ ชี้ดีล "แม็คโคร" รับยุทธศาสตร์เจ้าสัวธนินท์ ต่อจิ๊กซอว์ "ครัวของโลก"
วิกฤติเศรษฐกิจโลกสะเทือนธุรกิจฟาก "ตะวันตก" อยู่ในห้วง "ขาลง" สวนทาง "ขาขึ้น" ของภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะประเทศไทย บริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่งแปรวิกฤติเป็น "โอกาส" ไล่ช้อปของถูก หรือเก็บเกี่ยว "สินทรัพย์ที่ดี" เข้ามาอยู่ในพอร์ตธุรกิจ ซึ่งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกว่า "บิ๊กดีล" มูลค่านับแสนล้านบาทของ "ทุนไทย" ทุ่มซื้อกิจการข้ามชาติ คิดเป็นเม็ดเงินรวมกว่า "1 ล้านล้านบาท" ทีเดียว
ปิดฉากดีลใหญ่มูลค่ากว่า 3 แสนล้านบาท ของเจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี แห่งกลุ่มไทยเบฟลงอย่างสวยงามเมื่อกลางเดือน ก.พ. 2556 หลังเดินเกมไล่ซื้อกิจการ บริษัท เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ (เอฟแอนด์เอ็น) ยักษ์ใหญ่ธุรกิจอาหาร เครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ และสิ่งพิมพ์ ที่มีเครือข่ายธุรกิจในกว่า 40 ประเทศทั่วโลกอย่างลุ้นระลึกตลอดช่วงปีที่ผ่านมา เป็นส่วนสำคัญในการประกาศศักดา "ธุรกิจไทย" สะกดสายตานักลงทุนทั่วโลก
ก่อนหน้านั้น ในธุรกิจพลังงาน บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. เข้าซื้อกิจการ บริษัท โคฟ เอ็นเนอร์ยี่ ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ประเทศอังกฤษ มูลค่ากว่า 6 หมื่นล้านบาท นับเป็นบิ๊กดีลของแวดวงขุดเจาะและสำรวจปิโตรเลียม ช่วงชิงกันอย่างดุเดือดระหว่างยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรม ปตท.สผ. และ บริษัท รอยัล ดัทช์ เชลล์ เพราะต่างเล็งเห็นประโยชน์จากสินทรัพย์มหาศาลของโคฟฯ นั่นเอง
รวมถึงกลุ่มเซ็นทรัล พลิกประวัติศาสตร์ค้าปลีกไทยออกนอกบ้าน "ซื้อกิจการ" ลา รีนาเชนเต้ ห้างสรรพสินค้าเก่าแก่และรายใหญ่แห่งอิตาลี ด้วยมูลค่ากว่า 1.1 หมื่นล้านบาท สวนทางทุนข้ามชาติที่ดาหน้าเข้ายึดพื้นที่ค้าปลีกในประเทศไทยมาอย่างยาวนาน ช่วงต้นปี เซ็นทรัล ยังได้ซื้อกิจการห้างอิลลุม รายใหญ่สุดของเดนมาร์กเสริมทัพ
ไม่น้อยหน้าเช่นกันเมื่อยักษ์ใหญ่เครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) ทุ่มเม็ดเงิน 2.8 แสนล้านบาท ซื้อหุ้น "ผิงอัน" บริษัทประกันใหญ่อันดับ 2 ของจีน ในสัดส่วน 15.6% จากธนาคารเอชเอสบีซี วงเงิน 9.4 พันล้านดอลลาร์ หรือประมาณ 2.87 แสนล้านบาท นับเป็นบริษัทประกันใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ด้วยฐานลูกค้ากว่า 74 ล้านราย มีตัวแทนขายกว่า 5 แสนคน ซึ่งข้อตกลงซื้อขายหุ้นในผิงอันครั้งนี้ เป็นการซื้อขายหุ้นรายใหญ่อันดับ 2 ของเอเชีย
ล่าสุดเครือซีพี ส่ง บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารร้านอิ่มสะดวก "เซเว่นอีเลฟเว่น" เข้าซื้อกิจการค้าส่ง "แม็คโคร" มูลค่ากว่า 1.88 แสนล้านบาท นับเป็นดีลที่มีมูลค่าสูงสุดในไทยเวลานี้
แม็คโครผงาดค้าส่งอาเซียน
นายฉัตรชัย ตวงรัตนพันธ์ ผู้อำนวยการสมาคมผู้ค้าปลีกไทย กล่าวว่า ภูมิภาคอาเซียนเป็นตลาดที่กำลังเติบโตสูง สอดรับไปกับโมเดลธุรกิจของ "แม็คโคร" เน้นจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค และอาหาร ประการสำคัญมี "คู่แข่ง" น้อยราย ในประเทศต่างๆ ที่เด่นชัดมีเพียงเมโทร ค้าส่งสัญชาติเยอรมัน มีการขยายธุรกิจในเวียดนามบ้างแล้ว
"แม็คโครในอ้อมกอดของซีพีซึ่งมีฐานธุรกิจอยู่ในเกือบทุกประเทศในอาเซียนจะเป็นแต้มต่อในการขยายเครือข่ายธุรกิจได้เป็นอย่างดี"
ขณะที่การเข้าซื้อกิจการแม็คโครของซีพีออลล์ครั้งนี้ เชื่อว่าไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการแข่งขันของธุรกิจค้าปลีกมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาทมากนัก เนื่องจากเป็นธุรกิจต่างเซกเม้นท์ฯ กล่าวคือ เซเว่นอีเลฟเว่น เป็นค้าปลีกในกลุ่มร้านสะดวกซื้อ ส่วนแม็คโครเป็นธุรกิจค้าส่ง ซึ่งทั้ง 2 กิจการต่างเป็นผู้นำในเซกเม้นท์ฯ อยู่แล้ว
หากแยกตามมูลค่าตลาดผ่านการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) มีสัดส่วน 1.4 ล้านล้านบาท และไม่ชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท ในมูลค่าตลาด 1.4 ล้านล้านบาทเป็นสัดส่วนของธุรกิจค้าปลีกสมัยใหม่ หรือ โมเดิร์นเทรด 8 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้ 40% เป็นสัดส่วนตลาดไฮเปอร์มาร์เก็ต ซูเปอร์เซ็นเตอร์ และค้าส่ง เป็นตลาดขนาดใหญ่สุดในระบบค้าปลีกไทย อีก 30% เป็นตลาดคอนวีเนียนสโตร์ ที่เหลือกระจายระหว่างธุรกิจห้างสรรพสินค้า 10% ซูเปอร์มาร์เก็ต 10% อื่นๆ 10%
ในช่วง 3-5 ปีหลังนี้ตลาดโมเดิร์นเทรดมีการเติบโตอย่างน้อย 8-10% ต่อเนื่องทุกปี หรือปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วน 55% ของตลาดผ่านการชำระภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือ 30% ของตลาดรวม 2.4 ล้านล้านบาท
ทั้งนี้ แนวโน้มการเติบโตในอุตสาหกรรมค้าปลีกของผู้ประกอบการรายใหญ่ ส่วนหนึ่งมาจากยุทธศาสตร์ "การซื้อกิจการ" ดังนั้นหลักคิดง่ายๆ ในการทำธุรกิจที่ไม่มีประสิทธิภาพมีโอกาสที่ถูกเทคโอเวอร์ อย่างไรก็ดีอีกด้านหนึ่งกิจการที่มีศักยภาพก็มีนักลงทุนให้ความสนใจซื้อกิจการเช่นเดียวกัน เพื่อต่อยอดธุรกิจซึ่งจะผลักดันให้มูลค่าดีลสูงขึ้นด้วย
ปิดทางคู่แข่งเปิดตลาด
นักวิเคราะห์ในวงการค้าปลีก กล่าวว่า การขยายตลาดของแม็คโคร โดยเฉพาะในไทยมีสาขาครอบคลุมพื้นที่กว่า 50 จังหวัดทั่วประเทศเรียกได้ว่าปิดทางคู่แข่งขันโดยตรง โอกาสที่รายใหม่จะเข้าเปิดตลาดเป็นไปได้ยาก นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดของกฎหมายผังเมืองส่วนหนึ่ง เช่นเดียวกับในต่างประเทศ ธุรกิจค้าส่ง นับเป็น "ตลาดใหม่" ที่ทุนข้ามชาติยังขยายตัวในภูมิภาคค่อนข้างน้อย มีเพียงเมโทร ที่มีสาขาในเวียดนาม และจีน
"ตลาดในไทยยังเติบโตได้อีกเป็นเท่าตัว โดยเฉพาะในชนบท หัวเมืองรองที่ยังไม่สามารถเข้าถึง ซึ่งแม็คโครมีไซส์ขนาดเล็กเหมาะกับการเปิดในจังหวัดขนาดเล็กที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาโมเดลธุรกิจ ฟู้ด เซอร์วิส เจาะตลาดร้านอาหาร โดยเฉพาะที่เริ่มขยายทดลองตลาดในเวียดนามแล้ว"
ต่อจิ๊กซอว์ซีพี 'ครัวของโลก'
หากพิจารณาการซื้อกิจการแม็คโครของซีพีออลล์ในครั้งนี้ สอดรับยุทธศาสตร์ "ซีพีกรุ๊ป" มากกว่าประโยชน์ที่ซีพีออลล์จะได้รับ เป็นกลยุทธ์ที่ต้องการเชื่อมต่อแนวความคิดของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ที่มีการขยายธุรกิจใน "แนวดิ่ง" (Vertical Integration) เป็นการขยายการเติบโตในธุรกิจเดิมด้วยกลยุทธ์ในการรวมตัวตามแนวดิ่ง ความหมายคือ การเป็นเจ้าของหรือการควบคุม ตั้งแต่สิ่งป้อนเข้า ไปยังกระบวนการ หรือช่องทางต่างๆ ไปยังสินค้าสำเร็จรูป จะเห็นว่าเครือซีพีมีธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่เมล็ดภัณฑ์ พืชไร่ ปศุสัตว์ อาหารสัตว์ โรงเชือด-โรงฆ่า แปรรูปอาหาร ขายปลีก และขายส่ง ซึ่งระหว่างทางยังมีธุรกิจอื่นๆ อีกมากมาย
โดยหลักการเป็นการทำธุรกิจครบวงจร เป็นการขยายแนวดิ่งตามสภาพเดิม แต่ขาด ธุรกิจ "ขายส่ง" ซึ่งขณะนี้ธุรกิจทุกอย่างประสบความสำเร็จ และแข็งแรงอย่างมาก ก็กลับมาทบทวนว่ายังขาดกระบวนการขายส่ง ที่จะเชื่อมโยงการต่อยอดและเป้าหมายของเครือซีพีที่ต้องการกระจายสินค้าถึงมือลูกค้าทุกกลุ่ม ซึ่งมีเซเว่นอีเลฟเว่นในการเข้าถึงผู้บริโภคทั่วไปอยู่แล้ว แม็คโครจะทำหน้าที่กระจายสินค้าถึงร้านค้า ร้านอาหาร ภัตตาคาร โรงแรม
"ดีลนี้ รองรับการขยายธุรกิจให้ครบวงจรของคุณธนินท์ นอกจากการใช้แม็คโครเป็นหัวหอกในการขยายเออีซี และจีน ซึ่งแต่ละประเทศก็มีธุรกิจซีพีกรุ๊ป ซึ่งมีโรงงานอาหารสัตว์ ปศุสัตว์ พันธุ์สัตว์ ทั้งไทย จีน อินโดนีเซีย ซึ่งเป็นตลาดใหญ่มาก นอกจากนี้ยังมีมาเลเซีย เวียดนาม กัมพูชา และลาว การที่ได้แม็คโครมาก็ได้ธุรกิจที่พิสูจน์แล้ว่าประสบความสำเร็จไปต่อยอดธุรกิจตามแนวดิ่งที่มีอยู่ได้สานเป้าหมายใหญ่ ครัวของโลกนั่นเเอง"
สานวิสัยทัศน์ "ธนินท์"
คำถามทั่วสารทิศถาโถมถึงเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่งเครือซีพี และ "ซีพีออลล์" กับภาระดีลซื้อกิจการศูนย์ค้าส่ง "แม็คโคร" มูลค่า 1.88 แสนล้านบาท แพงเกินไปหรือไม่ ทำไมเจ้าสัวซีพียอมซื้อแพง? รายการบิสสิเนส ทอล์ค กรุงเทพธุรกิจทีวี ได้พูดคุยกับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูหุ้น หนึ่งในผู้ถือหุ้นรายย่อย "ซีพีออลล์" ซึ่งมีโอกาสฟังการชี้แจงในเวทีประชุมผู้ถือหุ้นซีพีออลล์ และ ผศ.ดร.เอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย แสดงความเห็นต่อกรณีนี้ในฐานะนักวิชาการ
นายเอกชัย อภิศักดิ์กุล คณบดี คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดีลซื้อกิจการแม็คโครของซีพีออลล์ในครั้งนี้ เป็นกลยุทธ์ของ "ซีพี" ในการเชื่อมโยงธุรกิจต้นน้ำสู่ปลายน้ำ จากภาคเกษตร อาหารสัตว์ อาหารคน อาหารสำเร็จรูป สู่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับช่องทางจัดจำหน่าย จากเดิมมีเพียง "เซเว่นอีเลฟเว่น" ขณะที่แม็คโครเป็นธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่งที่จะมาเป็น "จิ๊กซอว์" ตัวสำคัญเสริมให้ช่องทางจัดจำหน่ายครอบคลุมมากขึ้น ตั้งแต่ลูกค้าทั่วไป จนถึงร้านค้าย่อย โรงแรม ภัตตาคาร ก่อเกิดประโยชน์กับซัพพลายเชนทั้งเครือของซีพี ดังนั้นจึงค่อนข้างคุ้มค่าสำหรับดีลนี้ ซึ่งเครือซีพีเป็นบริษัทข้ามชาติมานานแล้ว ในเวทีโลกเครือซีพีไม่ด้อยกว่าใครโดยเฉพาะธุรกิจเกษตร และอาหาร
สอดรับไปกับวิสัยทัศน์ของนายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือซีพี ต่อการผลักดันประเทศไทยซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารก้าวสู่ "ครัวของโลก" เป็นการเตรียมตัวเพื่อรองรับโอกาสทางธุรกิจจากปัญหาของโลกอนาคตที่มีแนวโน้มขาดแคลนใน 2 เรื่อง คือ พลังงาน น้ำและอาหาร ท่ามกลางธรรมชาติแปรปรวนมากขึ้นทำให้พืชพรรณธัญญาหารทั่วโลกได้รับความเสียหาย
"ราคาแพงไม่แพงขึ้นกับว่าใครซื้อ เหมือนเรามีที่ดินแปลงหนึ่งขวางอยู่หน้าบ้าน พอเราซื้อก็จะทำให้ที่ดินที่เราอยู่เปิดสู่ถนน ฉะนั้นซื้อเท่าไหร่ก็ไม่แพง" ผศ.ดร.เอกชัยกล่าวและว่า
โดยเฉพาะการนำพาธุรกิจแม็คโครต่อยอดเครือข่ายธุรกิจของกลุ่มซีพีในประเทศจีน หากดำเนินได้สำเร็จจะ "คุ้ม" มาก เป็นการเชื่อมต่อกิจการโลตัส ซูเปอร์เซ็นเตอร์ ที่ประสบความสำเร็จแล้วในจีน
อย่างไรก็ดี การขยายตลาดในประชาคมอาเซียน (เออีซี) ของแม็คโครอาจไปได้เพียงบางประเทศ บางประเทศยังไม่มีความพร้อมสำหรับโมเดลธุรกิจค้าส่งแบบแม็คโคร
อำนาจต่อรองซัพพลายเออร์-ลูกค้าสูง
ทางด้านการแข่งขันที่เป็นห่วงว่าจะเป็นการผูกขาดตลาดหรือไม่นั้น มองว่า กลุ่มธุรกิจค้าปลีกค้าส่งมีผู้ประกอบการรายใหญ่เพียง 3-4 ราย เมื่อ 2 รายผนวกเข้าด้วยกัน คือ เซเว่นอีเลฟเว่น และแม็คโคร ภายใต้เจ้าของเดียวกัน แน่นอนว่าการผูกขาดย่อมมากกว่าอดีต อำนาจการต่อรองของกลุ่มธุรกิจที่มีขนาดใหญ่ขึ้นไม่เพียงเพิ่มอำนาจต่อรองกับซัพพลายเออร์ แต่รวมไปถึงการต่อรองกับลูกค้าได้มากขึ้นเช่นกัน
"ใครเข้ามาก็ลำบากมากขึ้น เพราะคนที่เป็นเพลเยอร์อยู่เดิมมีเพาเวอร์ ในการบริหารจัดการซัพพลายเออร์ ก็พูดได้ว่าหากอยากขายเราอยู่ รายใหม่ที่เข้ามาก็ต้องคิดหนัก ยิ่งเป็นคู่แข่งทางตรง ก็อาจมีนโยบายไม่อยากขายของให้คู่แข่งก็ได้ เพราะเราขายทั้งขายปลีกขายส่ง คลุมหมด ดีลนี้สิ่งที่เป็นประโยชน์ไม่เฉพาะซีพีออลล์และแม็คโคร แต่เป็นประโยชน์กับธุรกิจซีพีทั้งเครือ ความสามารถทางการแข่งขันของทั้งเครือเพิ่มขึ้น เป็นจิ๊กซอว์และต่อยอดธุรกิจได้มาก"
สำหรับกฎหมายแข่งขันทางการค้าที่หลายฝ่ายจับตามองว่าเข้าข่ายผูกขาดตลาดหรือไม่นั้น มีเงื่อนไขว่า ผู้ประกอบการรายใดที่มีส่วนแบ่งการตลาดเกินกว่า 50% ถือว่าผูกขาดตลาด หรือ 3 รายขึ้นไปรวมกันเกิน 75% ถือว่าผูกขาดตลาด และ เข้าข่ายถูกจับตามองหาก แต่หากไม่กระทำผิดก็ไม่เป็นไร แต่ทำผิดก็มีบทลงโทษ ซึ่งกรณีของเซเว่นอีเลฟเว่นรวมกับแม็คโคร หรือหากนับ 4 รายใหญ่ เทสโก้ โลตัส บิ๊กซี เซเว่นอีเลฟเว่น และแม็คโคร ยังมีส่วนแบ่งการตลาดไม่ถึง 50% ของตลาดค้าปลีกรวมทุกรูปแบบมูลค่า 2.4 ล้านล้านบาท
หวั่นสะดุดภาระการเงิน
อย่างไรก็ตามการซื้อกิจการแม็คโครมองแล้วเหมือนจะได้ประโยชน์ แต่ต้องจับตามองถึงแผนธุรกิจใน 2-3 ปีข้างหน้าว่าเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ ด้วย "ภาระหนี้ก้อนใหญ่" เครือซีพีจะมีแผนบริหารความเสี่ยงในการรับภาระหนี้ดังกล่าวอย่างไรหากธุรกิจไม่สามาถขยายได้ตามเป้าหมาย ไม่ต่างจากกรณีของกลุ่มไทยเบฟ ของนายเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่มีเป้าหมายในการซื้อกิจการเพื่อต่อจิ๊กซอว์ธุรกิจที่ "ขาด" อยู่
"คุณเจริญขยายไลน์ไปในอาหารและเครื่องดื่ม รวมทั้งตลาดใหม่ๆ ซึ่งหากไปลงทุนเองกว่าจะเจาะตลาด ให้ลูกค้าสนใจและมาเป็นลูกค้าของเราต้องใช้เวลาและเงินสูง การซื้อกิจการจึงเป็นทางลัดที่ใช้กัน ทั้งเป็นองค์กรประกอบที่ทำให้ภาพซีพีออลล์และเครือซีพีมีความเข้มแข็ง เติมเต็มตลาด ซึ่ง ตัวเลือกตรงนี้ก็มีไม่มาก หากซีพีไม่ซื้อใครซื้อไปก็ได้ประโยชน์"
อย่างไรก็ตาม ดีลนี้ซื้อแพง หรือคุ้มค่าการลงทุนหรือไม่ขึ้นอยู่กับความตั้งใจที่แท้จริงของนักลงทุนคือ เครือซีพี หากต้องการใช้แม็คโครเจาะตลาดเออีซี ต้องติดตามว่าใช้เวลากี่ปี และเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ อย่างไร ซึ่งความเสี่ยงหรือต้นทุนการเงินนั้นมากกว่ากำไรของแม็คโคร แต่ศักยภาพของแม็คโครเองมีมาก ในเซกเตอร์ดังกล่าวนี้มีความสามารถในการทำกำไรเติบโต 20- 30% ต่อปี นั่นคือความเป็นไปได้ และกรณีเลวร้ายธุรกิจไม่ประสบความสำเร็จต้องมองด้วยว่า "ทางออก" จะเป็นอย่างไร โดยเฉพาะสำหรับนักลงทุนรายย่อย เมื่อความเสี่ยงทางการเงินมากขึ้น ภาระก็ย่อมมากขึ้นเป็นธรรมดา
ปรากฏการณ์หุ้นไทยบูม
นายนิเวศน์ เหมวชิรวรากร กูรูหุ้น และผู้ถือหุ้นรายย่อย "ซีพีออลล์" ซึ่งมีโอกาสเข้าประชุมผู้ถือหุ้นซีพีออลล์ด้วย กล่าวว่า ทั้งการซื้อกิจการแม็คโคร ดีลเอฟแอนด์เอ็น รวมทั้ง ปตท. ผิงอัน และอีกหลายดีลที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในตลาดหุ้นทั้งในไทยและต่างประเทศช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา สะท้อนปรากฎการณ์ให้เห็นว่า "ตลาดหุ้นไทยบูมจริง" มีพลังทางเศรษฐกิจ และมีเม็ดเงินในระบบจำนวนมาก นับจากวิกฤติการเงินครั้งใหญ่ปี 2540 รวมกว่า 16 ปี ที่่ตลาดไม่มีความเคลื่อนไหว
"ก่อนหน้านั้นก็มีความพยายามที่จะเทคโอเวอร์กันบ้างแต่ล้มเหลว ไม่ประสบความสำเร็จมากนัก แต่หลังวิกฤติต้มยำกุ้ง ก็สะสมเงิน สะสมพลัง บริษัทใหญ่ขึ้นและไม่ค่อยได้ลงทุน ไม่ค่อยได้ซื้อกิจการ กระทั่งวันนี้ หรือ 2-3 ปีที่ผ่านมา ไม่เฉพาะบริษัทใหญ่ แต่มีทั้งบริษัทเล็กๆ ที่ใช้วิธีซื้อกิจการให้โตด้วยเช่นกัน"
ทั้งนี้ ผู้บริหารซีพีออลล์ ระบุชัดเจนถึงดีลซื้อแม็คโครครั้งนี้ มีความรู้สึกว่าแพงวันนี้ถูกวันหน้า และไม่ใช่ใน 5-10 ปี แต่เพียง 2-3 ปี แม็คโครจะเติบโตอย่างก้าวกระโดด ปีละ 30% ฉะนั้น อีก 3 ปี "โตเท่าตัว" พีอี 50 จะเหลือเพียง 25 แน่นอนว่า กลายเป็นไม่แพง
หากพิจารณาศักยภาพของแม็คโคร จะเห็นว่าการเข้าซื้อครั้งนี้ ซีพีออลล์จะได้สิทธิเป็น "เจ้าของไลเซ่นส์" จะไปให้ใครก็ได้ เปิดที่ไหนก็ได้ ต่างประเทศได้หมด ยกเว้นอินเดีย เป็นทรัพย์สินที่มีค่าสูง นอกจากนี้ โดยกิจการแม็คโครอยู่ในตำแหน่งทางการตลาดที่ดีมากในการขยายเข้าไปในตลาดผู้บริโภคที่กำลังเติบโต โดยเฉพาะประเทศเพื่อนบ้านกัมพูชา พม่า ลาว เวียดนาม
"ความเจริญของประเทศเขายังไม่เจริญเท่าบ้านเรา เอาคอนวีเเนียนสโตร์ หรือห้างสรรพสินค้าไปเปิดกำลังซื้อก็ไม่พร้อม ต้องเริ่มต้นที่โชห่วย ฐานลูกค้าหลักของแม็คโครที่ไปแล้ว สามารถส่งสินค้ากระจายสินค้าให้โชห่วยในประเทศต่างๆ ได้ทันที ซึ่งขณะนี้เวียดนามเริ่มไปแล้ว ขณะที่ในไทยยังมีโอกาสโตได้อีกมาก ในชนบท เซเว่นอีเลฟเว่นก็ยังไปไม่ได้เพราะต้องการชุมชนขนาดใหญ่ แต่พฤตกรรมบริโภคต้องการร้านเล็กๆ ที่สามารถซื้อไปทำกินที่บ้าน เป็นโอกาสของแม็คโครขยายตลาดในชนบทของไทย เรียกว่าโอกาสมหาศาลทั้งในและนอกประเทศ"
รายย่อยเสี่ยงน้อยกว่ารายใหญ่
ดร.นิเวศน์ กล่าวต่อว่า ดีลนี้ ซีพีออลล์ใช้ศักยภาพที่ตัวเองมีและไม่ได้ใช้ คือ "การระดมเงิน" จากจำนวนเงินกู้กว่าแสนล้านบาท สามารถกู้ได้ทั้งหมด ซึ่งหากเป็นธุรกิจปกติกู้ไม่ได้ เนื่องจากทรัพย์สินส่วนของทุนไม่กี่หมื่นล้าน แต่กู้ได้ขนาดนี้เพราะกิจการมีเงินสดจำนวนมาก มีกระแสเงินสดเข้ามาทุกวัน ถือเป็นกิจการที่ดีมาก มียอดขายเกือบ 2 แสนล้านบาท รวมกับแม็คโครอีกกว่า 1 แสนล้านบาท รวมเป็น 3 แสนล้านบาท เทียบต้องกู้เพียง 1.6 แสนล้านบาท
"เค้าไม่เคยใช้ศักยภาพตรงนี้ ที่สามารถกู้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก คาดเดาอยู่ในอัตราา 3-4% เฉลี่ยปีละ 5,000 ล้าน ภายในปีนี้ปีหน้าก็ได้แล้ว หากถามถึงความเสี่ยงจริงๆ รายย่อยเสี่ยงน้อยกว่า เพราะเงินนิดเดียว ผู้บริหารบอกว่าเค้าเสี่ยงมากกว่าเพราะถือหุ้นมากกว่า ผมถือมา 5 ปีแล้ว ก็ซื้อเพิ่ม ตกลงมาก็ไปซื้อ วันแรกเกือบ 6% วันที่สองเกือบ 10%"
กูรูหุ้น ขยายความต่อว่า วันแรกที่ลดลงมีเหตุผล แม้จะดีอย่างไรทุกคนคิดหมดว่าอย่างไรก็ต้องเพิ่มทุน คนที่ถืออยู่ไม่มีปัญญาเอาเงินมาเติม แม้แต่กองทุนก็ต้องขายหุ้นทิ้ง พอวันอังคาร เอสพี แถลงว่าไม่มีการเพิ่มทุน ก็คิดว่าไม่ตก น่าจะขึ้นด้วยซ้ำ แต่กลับตกหนักอีก 10% เพราะมีสถาบันหลายแห่ง โดยเฉพาะ กองทุนใหญ่ต่างประเทศ เทขาย เพราะมองว่าจ่ายแพงเกินไปไม่คุ้ม เดิมคิดว่าซีพีออลล์เป็นบริษัทที่ดีเยี่ยมระดับโลก หนี้ไม่มีเลย มีทุน 2 หมื่นกว่าล้าน แต่เอาเงินมาใช้จ่ายในสิ่งที่ไม่คุ้มหรือเปล่า เกินตัวหรือเปล่า แต่เรามาดูเองว่าดีลนี้ ซีพีอออล์ไม่ได้ทำรัยอยู่เฉยๆ เงินก็ไม่ต้องควัก มีแบงก์ก็มาช่วย ควักก็จ่ายนิดเดียว และถึงต้องจ่ายดอกเบี้ยเพราะซีพีออลล์กู้ แต่ก็เอากำไรแม็คโครมาจ่าย ปีแรก 4,000 ล้านบาท ปีต่อไป 5,000 ล้านบาท เซเว่นอีเลฟเว่น มีกำไรหมื่นกว่าล้าน อาจไม่กระทบอะไรเลย เอาปันผลจากแม็คโครมาจ่ายดอกเบี้ยได้ ปีแรก อาจขาดนิดหน่อย ปีที่สองเสมอตัว หลังจากนั้นก็มีกำไร
ประสบการณ์บิ๊กซีซื้อคาร์ฟูร์คล้ายๆ กันว่าราคาแพงมาก เพราะประมูลกัน ตอนแรกจะเพิ่มทุนก็ไม่ได้เพิ่ม พอผ่านมา 3 ปีคุ้มค่ามาก กำไรแยอะมาก






