สมาคมตลาดตราสารหนี้แนะตีกรอบต่างชาติลงทุนบอนด์ระยะสั้นต้องถือไม่ต่ำกว่า6เดือน คาดสกัดเงินทุนไหลเข้าเก็งกำไรตราสารหนี้ได้ผล
นายนิวัฒน์ กาญจนภูมินทร์. กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่ากลับเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย (วิท โฮลดิ้ง แทก) จากดอกเบี้ยและกำไรจากการลงทุนในพันธบัตร ไม่เป็นมาตรการที่สามารถกสัดเงินทุนไหลเข้าได้ แม้การเก็บภาษี 15% จากผลกำไร แต่ผลตอบแทนจากการลงทุนยังจูงใจ ยกตัวอย่างเช่น ปัจจุบันอัตราดอกเบี้ยนโยบายอยู่ที่ 2.75% ถ้าเก็บภาษี 15% ผลตอบแทนยังคงอยู่ในระดับกว่า 2.34% หรือ ลดลงเพียง 0.41% ซึ่งยังไม่นับรวมกับกำไรที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยนที่อยู่ในระดับ 5-6%
ถ้าดูตามเนื้อหาแล้ว เป็นการเก็บภาษีในส่วนที่เกิดขึ้นจากผลกำไร ซึ่งมีผลน้อยมาก กับการตัดสินใจเข้ามาลงทุนในพันธบัตร และไม่แน่ใจว่าจะสามารถเก็บได้หรือไม่เพราะอาจติดกฎหมาย มาตรา70 แห่งประมวลรัษฎากร วรรค2 ซึ่งมีการทำข้อตกลงด้วยการยกเว้นการเก็บภาษีซ้ำซ้อน หรือ Double Taxation สำหรับประเทศคู่ค้า ที่มีการทำอนุสัญญากับไทย ซึ่งอนุสัญญาฉบับนี้ จึงทำให้ประเทศคู่ค้าของไทยสามารถเข้ามาลงทุนในพันธบัตรไทยได้โดยไม่ต้องเสียภาษี Withholding Tax
“กำไรที่เกิดขึ้นจากกำไรที่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น บวกกับกำไรที่เกิดขึ้นจากอัตราแลกเปลี่ยน คิดว่าคุ้มกว่า เมื่อเทียบกับเก็บดอกเบี้ย 15%”
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า ทางการต้องคิดให้รอบคอบกับเรื่องนี้ ว่า สามารถหักภาษีได้หรือไม่ และถ้ามีการหักภาษีแล้ว มีผลต่อเม็ดเงินลงทุนของนักลงทุนต่างชาติ ที่เข้ามาเก็งกำไรในตลาดตราสารหนี้ระยะสั้นได้มากน้อยเพียงใด ส่วนที่มีการเสนอแนวคิดให้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เพื่อสกัดการแข็งค่าของเงินบาท ไม่คิดว่าการลดดอกเบี้ยจะช่วยลดแรงกดดันเงินทุนไหลเข้า มาลงทุนตลาดตราสารหนี้
“วันนี้ ถ้าเราอยากให้หยุดเงินไหลเข้าเก็งกำไรตราสารหนี้ระยะสั้น ต้องกำหนดระยะเวลาการถือครอง ตราสารหนี้ระยะสั้น คือ ต้องมีระยะเวลาการถือครองไม่ต่ำกว่า 6 เดือน เชื่อว่าจะเห็นผลมากกว่าการลดดอกเบี้ย หรือการเก็บภาษีจากกำไรที่เกิดขึ้นจากการลงทุนในตราสารหนี้”
ทั้งนี้ การเก็บภาษี 15% ของกำไรที่เกิดขึ้นจากการลงทุนตราสารหนี้ ไม่แตกต่างจากการลดดอกเบี้ย เพราะเก็บภาษี 15% ผลตอบแทนจากการลงทุนยังอยู่ที่ประมาณ 2.34% พอๆกับลดดอกเบี้ยนโยบายลง
นายนิวัฒน์ กล่าวว่า การออกมาตรการควรคุมที่ตราสารหนี้ระยะสั้น เพราะไทยยังมีความจำเป็นต้องระดมทุนระยะยาวในการพัฒนาเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า รัฐบาลจะมีการลงทุนโครงการขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจค) ถ้าไม่มีการระดมทุนจากต่างชาติ จะทำให้ต้นทุนการระดมทุนสูง
ส่วนกรณีที่กระทรวงการคลังระบุว่าพันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อ(ILB)จะหันมาระดมทุนภายในประเทศ เพื่อลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็ง นายนิวัฒน์ กล่าวว่าเห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว และเชื่อว่าจะช่วยลดแรงกดดันค่าเงินบาทแข็งได้ในระดับหนึ่ง
ในช่วงที่ผ่านมา กระทรวงการคลังมีการออกพันธบัตรอ้างอิงเงินเฟ้อ 2 รุ่น รุ่นแรกอายุ 10 ปี วงเงินประมาณ 70,000 ล้านบาท ล่าสุด ออกรุ่น 15 ปี วงเงิน 40,000 ล้านบาท ซึ่งรุ่นนี้ได้รับความสนใจจากนักลงทุนต่างชาติเป็นจำนวนมาก มีการถือครองประมาณ 50%
ขณะที่ภาพรวมการลงทุนตลาดตราสารหนี้สัปดาห์นี้ นายนิวัฒน์ กล่าวว่า ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา หลังจากที่มีข่าวว่าทางการจะออกเกณฑ์ควบคุมการลงทุนตลาดตราสารหนี้ ทำให้ตลาดมีความผันผวนเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีแรงซื้อของนักลงทุนต่างชาติ






