แบงก์ชาติไม่เชื่อลดดอกเบี้ยสกัดเงินทุนไหลเข้าได้ เหตุแม้ยิลด์ บอนด์ ลดจากเงินที่ไหลเข้า แต่นักลงทุนยังคงเข้ามาซื้อต่อเนื่อง
นางอลิศรา มหาสันทนะ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตลาดการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เปิดเผยว่า ข้อเสนอที่ต้องการให้ ธปท. ลดดอกเบี้ยนโยบายลงเพื่อสกัดเงินทุนไหลเข้านั้น ธปท.คิดว่าคงไม่เป็นผลมากนัก เพราะถ้าดูเงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่เป็นการลงทุนในพันธบัตรระยะยาว ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในพันธบัตรดังกล่าวลดลงไปค่อนข้างมาก แต่เงินทุนเหล่านี้ยังคงไหลเข้ามาต่อเนื่อง
"จะเห็นว่ายิลด์ (ผลตอบแทนการลงทุน) ในตลาดบอนด์ลดลงมามาก แต่เงินยังคงไหลเข้า และดอกเบี้ยเรากับเพื่อนบ้านก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นเงินที่เข้ามาจึงไม่ใช่เรื่องดอกเบี้ยอย่างเดียว แต่น่าจะเป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานระยะยาวมากกว่า เพราะในแง่ผลตอบแทนเขาก็ต้องดูความเสี่ยงอื่นๆ ประกอบด้วย เช่น มีโอกาสที่เครดิตประเทศจะถูกลดหรือไม่ ลงทุนแล้วจะได้เงินคืนรึเปล่า พวกนี้น่าจะเป็นปัจจัยหลักมากกว่าจะป็นเรื่องยีลของพันธบัตร"นางอลิศรากล่าว
เธอกล่าวด้วยว่า ถ้าดูพฤติกรรมลงทุนของนักลงทุนต่างชาติตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา จะเห็นชัดเจนว่ามีการเข้าลงทุนทั้งในตลาดหุ้นและตลาดพันธบัตร เพียงแต่จะเป็นการเข้าในตลาดพันธบัตรที่มากกว่า ส่งผลให้ยอดการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติช่วงไตรมาสแรกของปีนี้มียอดรวมที่ 1.4 แสนล้านบาท และทำให้ยอดคงค้างการถือครองพันธบัตรของนักลงทุนต่างชาติทั้งหมดปรับเพิ่มมาอยู่ที่ 8.5 แสนล้านบาท คิดเป็น 12.6% ของมูลค่าคงค้างในตลาดพันธบัตรทั้งหมด
สำหรับพันธบัตรที่ถือครองในช่วงไตรมาสแรกนั้น เป็นพันธบัตรระยะยาว 60% ส่วนอีก 40% เป็นพันธบัตรระยะสั้น โดยมีอายุคงเหลือของพันธบัตรที่ถือครองเฉลี่ยอยู่ที่ 4.6 ปี
"เงินที่เข้าในตลาดบอนด์ระยะยาว เราไม่ได้บอกว่าไม่ห่วง แต่ด้วยพฤติกรรมลงทุนในบอนด์ระยะยาวจะมีความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของราคาพันธบัตรมากกว่า ดังนั้นถ้าเงินส่วนใหญ่เข้าในตลาดบอนด์ระยะสั้น ความน่าเป็นห่วงคงจะมีมากกว่านี้ อย่างไรก็ตามเรายังติดตามดูพฤติกรรมของนักลงทุนต่างชาติอย่างใกล้ชิด เพื่อดูว่ากลยุทธ์การลงทุนของเขาเปลี่ยนแปลงไปยังไงหรือไม่"นางอลิศรากล่าว
สำหรับปัจจัยที่จะมีผลต่อค่าเงินบาทที่อาจทำให้แข็งค่าขึ้นในระยะต่อไปนั้น เธอกล่าวว่า ยังเป็นเรื่องปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี รวมทั้งประเทศอุตสาหกรรมหลักยังดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลาย ตลอดจนการที่ธนาคารกลางญี่ปุ่น(บีโอเจ) ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้น ก็จะยิ่งทำให้เงินเหล่านี้ไหลเข้ามาลงทุนในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยมากขึ้นได้เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยที่อาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงมาได้เช่นกัน จากกรณีความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะเสถียรภาพเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศยุโรป ซึ่งการเมืองในอิตาลียังคงมีความไม่แน่นอนที่สูง และการที่เศรษฐกิจสหรัฐมีแนวโน้มเติบโตดี จึงมีความเสี่ยงที่จะยุติการดำเนินนโยบายการเงินในอนาคตได้ ซึ่งเรื่องนี้อาจมีผลต่อการปรับเปลี่ยนนโยบายการลงทุนได้เช่นกัน






