วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

นักวิชาการจี้ธปท.ลดดอกเบี้ยแก้บาทแข็ง

นักวิชาการเรียกร้องแบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบาย แก้"บาทแข็ง" ย้ำต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว ช่วยประคองเศรษฐกิจช่วงส่งออกชะลอตัว

นายภาณุพงศ์ นิธิประภา คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ตามที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักนั้น ขอเสนอให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายลง โดยไม่ต้องรอให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) หากจำเป็น โดยให้ปรับลดลงตามลำดับคือ ลดลงคราวละ 0.25% จากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 2.75%

ส่วนจะลดลงเท่าใดจึงจะเหมาะสมนั้น ยากที่จะคาดการณ์เพราะมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องมาก ปัจจุบัน ธปท. ยังคงตรึงดอกเบี้ยไว้เพราะเกรงว่าเมื่อลดดอกเบี้ยแล้วจะเกิดภาวะฟองสบู่ และปัญหาเงินเฟ้อ แต่ข้อเท็จจริง คือเงินเฟ้อพื้นฐานขณะนี้ยังต่ำกว่า 2% จึงเป็นการกลัวมากเกินไป ไม่ยอมปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลง

"หากเริ่มลดดอกเบี้ยวันนี้จะไม่เห็นผลทันที แต่จะเห็นผลในอีก 3 - 4 เดือนข้างหน้า ดังนั้นการดำเนินนโยบายการเงินจำเป็นต้องตัดสินใจอย่างรวดเร็ว และผลจากเศรษฐกิจชะลอตัวลง ภาคชนบทจะได้รับผลกระทบ หากมีการกระตุ้นด้วยดอกเบี้ยจะเป็นประโยชน์ และเมื่อระดับความเชื่อมั่นภาคเอกชนมีมากขึ้น มีการบริโภค มีการลงทุนเพิ่มขึ้นตามมา ก็จะช่วยเศรษฐกิจไทยในช่วงภาวะการส่งออกชะลอตัวลงได้"

สำหรับอัตราดอกเบี้ยในประเทศไทยต่างจากประเทศในภูมิภาค เพราะประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย มีแนวโน้มใกล้ดอกเบี้ยของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นตลาดอ้างอิงขนาดใหญ่ แต่ของไทยกับสิงคโปร์ต่างกันสูง ถือเป็นสิ่งผิดปกติ นับเป็นการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่แตกต่างไปจากประเทศในอาเซียนด้วยกัน การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้น เพราะเงินทุนไหลเข้า ตลาดหุ้นไทยติดอันดับให้ผลตอบแทนสูงสุด 5 อันดับแรกของโลก ที่สามารถทำกำไรสูงขึ้น นับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เงินบาทแข็งค่า

คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวอีกว่า ขณะนี้มีการเกรงกันว่า เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีกจากปัจจุบัน เมื่อมีการคาดการณ์ว่า เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นไปอีก เงินบาทก็ยิ่งแข็งค่าขึ้นตามไปด้วย ดังนั้น การลบภาพนี้ให้ได้จึงเป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งเป็นการยากลำบากที่จะทำเช่นกัน ส่วนปัญหาเงินบาทแข็งค่าก็ไม่อยากเห็นภาพการควบคุมเงินไหลเข้าที่มีบทเรียนที่เจ็บปวดมาแล้วก่อนหน้านี้ ส่วนฟองสบู่ภาคอสังหาริมทรัพย์ยังคงมีอยู่สูงเพราะมีการปล่อยสินเชื่ออยู่มากอยู่แล้ว