เชสเตอร์ รับกำลังศึกษาแผนการขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ โดยเฉพาะพม่า แจงในอีก 2 ปีจากนี้ได้เห็นร้านเชสเตอร์ในต่างประเทศ
นายสุวัฒน์ ทรงพัฒนะโยธิน รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เชสเตอร์ฟู้ด จำกัด ผู้บริหารร้าน “เชสเตอร์” ธุรกิจฟาสต์ฟูดในเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซี.พี.) ยอมรับว่า กำลังศึกษาแผนขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน เช่น พม่า ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของนักลงทุนทั่วโลก รวมถึงนักลงทุนไทย เนื่องจากมองว่าเป็นพม่าเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง โดยคาดว่าอาจจะต้องใช้เวลาประมาณ 2 ปีกว่าจะเข้าไปลงทุนได้ ซึ่งก็เป็นช่วงเดียวกับที่มีการเปิดประชาเศรษฐกิจอาเซียน หรือ เออีซี ในปลายปี 2558
“กำลังศึกษาตลาดพม่าอยู่ เพราะต้องแน่ใจก่อนว่าเวลาเข้าไปจริงๆ แล้วจะไม่เกิดปัญหา ซึ่งตลาดนี้น่าสนใจ เพราะกำลังซื้อสูง ประชากรก็พอๆกับไทย แต่เรายังไม่รู้พฤติกรรมผู้บริโภคในตลาดพม่าจึงต้องใช้เวลาศึกษา อีกทั้งเวลาเราไปลงทุนก็จะไปเป็นกลุ่มกับบริษัทแม่ คงต้องรอดูนโยบายของบริษัทแม่ไปพร้อมกันด้วย"
เขายังระบุถึงแนวโน้มการบริโภคอาหารฟาสต์ฟูดในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านว่า มีอัตราขยายตัวต่อเนื่องตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจในโซนเอเชีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มประเทศอาเซียนที่เป็นดาวรุ่งในฝั่งเอเชีย
สำหรับการทำตลาดในประเทศ ในปีนี้ตั้งเป้าขยายสาขาใหม่ใหม่เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 20 สาขา นอกจากนี้ยังมีแผนปรับปรุงร้านเชสเตอร์กริลในรูปโฉมใหม่อีก 20 สาขา พร้อมไปกับการรีแบรนด์จาก "เชสเตอร์กริล” เป็นร้าน "เชสเตอร์" โดยทั้งสองส่วนนี้จะใช้เงินลงทุนประมาณ 100-150 ล้านบาท ขณะเดียวกันในปีนี้ก็มีแผนที่จะเพิ่มเมนูอาหารใหม่ๆ อีก 5-6 เมนู เพื่อกระตุ้นยอดขาย
ทั้งนี้ ธุรกิจอาหารฟาสต์ฟูดในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยตัวเลข 2 หลัก โดยมีมูลค่าตลาดรวมอยู่ที่ 2 หมื่นล้านบาท ในปีที่ผ่านมาตลาดรวมเติบโตประมาณ 10-15% ขณะที่เชสเตอร์กริลเติบโตในแง่ของยอดขายมากกว่าตลาดอยู่ที่ระดับ 17-18% โดยมียอดขายประมาณ 1,600 ล้านบาท
ทั้งนี้เขาเห็นว่า ในปีนี้ตลาดน่าจะขยายตัวมากกว่าปีที่ผ่านมา เนื่องจากพฤติกรรมของผู้บริโภคยังคงนิยมอาหารฟาสต์ฟูด ประกอบกับ ไทยเป็นเป้าหมายของนักเดินทางและชาวต่างชาติที่เข้ามาทำในไทย (EXPAT) ทำให้ตลาดยังคงเติบโตได้อีกมาก จึงคาดว่าปีนี้เชสเตอร์จะมียอดขายเติบโตที่ 20% หรือมียอดขายรวมที่ประมาณ 1,900-2,000 ล้านบาท
“เรามั่นใจว่าร้านเดิมของเราที่มีการปรับปรุงในรูปโฉมใหม่จะสามารถดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาใช้บริการในร้านของเราได้มากขึ้น ด้วยรูปโฉมที่ดูทันสมัย โดนใจกลุ่มคนรุ่นใหม่ ตอนนี้ก็ทยอยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ ซึ่งการปรับปรุงใช้เงินไม่สูงมาก เฉลี่ยสาขาละ 2-3 ล้านบาท โดยตั้งแต่ช่วงต้นปีที่ผ่านมาเปิดสาขาใหม่ไปแล้ว 2 แห่ง ใช้เงินลงทุนเฉลี่ยสาขาละ 5-6 ล้านบาท แต่การเปิดสาขาจะเยอะมากในช่วงครึ่งปีหลัง”
ปัจจุบันเชสเตอร์กริล มีสาขาทั้งหมด 177 แห่งทั่วประเทศ และมีแผนรีแบรนด์จากชื่อ "เชสเตอร์กริล" เป็น "เชสเตอร์" ซึ่งคาดว่าจะสามารถทยอยปรับเปลี่ยนชื่อร้านได้ทั้งหมดในช่วง 2 ปี นับจากนี้







