นักวิชาการห่วงแผนเงินกู้ 2 ล้านล้านบาท ลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านการคลัง เหตุแผนหารายได้ของรัฐบาลไม่ชัด
แผนกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ แต่นักวิชาการยังกังวลในเรื่องความเสี่ยงด้านการคลัง แม้รัฐบาลวางแผนลดการขาดดุลงบประมาณและทำให้งบประมาณเข้าสู่จุดสมดุลในปี 2560 แต่ภาระทางการคลังที่เกิดขึ้นจากหลายนโยบาย ทำให้ความกังวลเรื่องหนี้สาธารณะยังเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ
ชี้รายได้โตไม่ทันรายจ่าย
นายสกนธ์ อรัญญูวัฒนา อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ประเมินอัตราการเติบโตทางด้านรายได้กับรายจ่ายระยะ 10 ปีที่ผ่านมา ซึ่งพบว่ารายได้อยู่ในระดับเฉลี่ย 9% ต่อปี ส่วนรายจ่ายโตเฉลี่ย 18% ต่อปี ขณะที่ส่วนต่างระหว่างรายได้กับรายจ่ายนั้น รัฐบาลได้นำมาจากการกู้ ทำให้เกิดภาระทางการคลังอย่างต่อเนื่อง
ภาระทางการคลังดังกล่าวถือว่าเป็นภาระที่อยู่ในงบประมาณ แต่การกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล ถือว่า เป็นภาระที่เกิดขึ้นนอกงบประมาณ ซึ่งหากมองในระยะสั้นๆ ความเสี่ยงทางด้านการคลังจะยังไม่มีมากนัก แต่การกู้เงินของรัฐบาลที่มีลักษณะผลักภาระไปข้างหน้า ทำให้ความเสี่ยงทางด้านการคลังทวีความรุนแรงมากขึ้น
"ถ้ามองในระยะสั้นแล้ว ความเสี่ยงด้านการคลังจากการกู้เงินดังกล่าวจะยังไม่มีมากนัก เพราะรัฐบาลใช้ลักษณะการกู้เงินที่ผลักภาระไปข้างหน้า แต่ระยะ 3-5 ปีต้องจับตา โดยเฉพาะรายได้จะเข้ามาทดแทนรายจ่ายได้ทันหรือไม่"
ไม่เห็นแผนหารายได้ภาครัฐ
นายสกลกล่าวว่ายังไม่เห็นว่า รัฐบาลมีแผนการหารายได้ที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านการคลังให้กับประเทศ โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ ขณะที่ การปรับโครงสร้างภาษีระยะที่ผ่านมาทั้งเงินได้นิติบุคคลและบุคคลธรรมดาก็ไม่ได้มองในมิติการเพิ่มรายได้ แต่มองในแง่การลดรายจ่ายและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเท่านั้น
"การขยายฐานรายได้จากการปรับโครงสร้างภาษีดังกล่าวที่รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังต้องการเห็นนั้น จะเกิดขึ้นเมื่อไร ก็ยังไม่ชัดเจน และ เป็นโจทก์ที่ยังหาคำตอบไม่ได้"
การที่รายได้ของรัฐบาลอยู่ในเกณฑ์ที่ดี เพราะที่ผ่านมา รัฐบาลใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะเดียวกัน เงินทุนไหลเข้าจากต่างประเทศ ได้ทำให้ภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมดีขึ้น และทำให้เกิดการบริโภคในประเทศ คำถาม คือ รัฐบาลจะดูแลให้เศรษฐกิจอยู่ในเกณฑ์ที่ดีและสามารถจัดเก็บรายได้ให้เพิ่มขึ้นในลักษณะนี้ได้อีกต่อไปหรือไม่ เพราะความเสี่ยงจากปัจจัยภายในและภายนอกก็เพิ่มขึ้น
หวั่นกู้เงินขุดหลุมฝังตัวเอง
นายพิสิฐ ลี้อาธรรม อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลังกล่าวเสริมว่า ปัจจุบันรายได้ต่อจีดีพีของประเทศอยู่ในระดับต่ำเพียง 20% เมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆที่มีรายได้เฉลี่ย 40-50% ขณะที่ เรามีหนี้สาธารณะที่กว่า 40% และ มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 50% ตามที่รัฐบาลระบุ ถือว่า เรามีระดับหนี้สาธารณะที่สูงมาก
ปัญหาที่จะตามมาหลังการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล คือ เงินงบประมาณจะถูกเบียดบังเพื่อไปชำระหนี้ก้อนนี้ โดยเมื่อเทียบดอกเบี้ยที่รัฐบาลประเมินในอัตราเฉลี่ย 5%ต่อปี จะพบว่า เราจะมีภาระดอกเบี้ยประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี เมื่อบวกกับเงินต้นที่รัฐบาลกำหนดจะชำระประมาณ 2% ต่อปี ก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 แสนล้านบาท หรือมียอดชำระหนี้รวม 1.4 หมื่นล้านบาทตลอดระยะเวลา 50 ปี
"ขณะนี้ รัฐบาลไม่ได้พูดถึงแผนการหารายได้เลย ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นจะกลายเป็นดินพอกหางหมู เมื่อถึงตาจนแล้ว ก็หนีไม่พ้นที่จะปรับขึ้นภาษี ยกตัวอย่างกรณีของประเทศไซปรัส แม้กระทั่งดอกเบี้ยเงินฝากยังต้องเก็บภาษี การที่รัฐบาลไม่มีแผนในการหารายได้ทีชัดเจน และ มีแผนใช่เงินจำนวนมาก จะเท่ากับว่า เป็นการขุดหลุมฝังตัวเอง เป็นความเสี่ยงด้านการคลังอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้"เขากล่าว
ปัจจัยเสี่ยงต่างประเทศสูง
ด้านนายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์กล่าวว่า ขณะนี้ ประเทศไทยต้องเพิ่มความเข้มแข็งใน 3 เสาหลัก คือ 1.นโยบายการเงิน และ 2.นโยบายการคลัง และ 3.นโยบายด้านต่างประเทศ เพราะปัญหาในต่างประเทศจะเป็นทั้งโอกาสและปัจจัยเสี่ยงที่สูงมากต่อระบบเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกรณีที่ประเทศมหาอำนาจในหลายประเทศต่างใช้นโยบายการเงินและการคลังอย่างเต็มที่ เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะนโยบายเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ทำให้เกิดการไหลเวียนของเงินทุนโลกจำนวนมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ในด้านนโยบายการเงินนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ต้องเตรียมพร้อมในแง่เงินทุนสำรอง ส่วนนโยบายการคลังนั้น รัฐบาลจะต้องระมัดระวังเรื่องการใช้จ่ายเงินและการหารายได้ โดยเฉพาะในประเด็นของการก่อหนี้นั้น รัฐบาลจะต้องรู้ว่า ผลที่ได้จะงอกเงยอย่างจริงจัง หรือ คุ้มค่าสำหรับการลงทุนหรือไม่ ด้านนโยบายต่างประเทศนั้น ขณะนี้ปัญหาความขัดแย้งในต่างประเทศได้เกิดมากขึ้น รัฐบาลจะต้องทันเกม ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องดำเนินนโยบายในลักษณะที่ไม่ทำให้เราหลุดเข้าไปอยู่ในความขัดแย้งที่เกิดขึ้น
"กรณีที่รัฐบาลจะลงทุนในโครงการขนาดใหญ่นั้น ผมเห็นว่า ไม่จำเป็นที่รัฐบาลต้องใช้ทรัพยากรการเงินของประเทศไปลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ เพราะขณะนี้ ทรัพยากรเงินมีอยู่มากในต่างประเทศ การที่เราจะเปิดทางให้ต่างประเทศเข้าลงทุน จะทำให้เราไม่ต้องแบกรับภาระหนี้ที่มากเกินไป แถมยังมีความโปร่งใสในการดำเนินโครงการมากขึ้นด้วย"
คลังชี้จีดีพีเพิ่มรายได้ขยับ
ด้านนายสมชัย สัจจพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)กล่าวว่า ผลของการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งของประเทศระยะเวลา 7-8 ปีด้วยวงเงิน 2 ล้านล้านบาท จะทำให้อัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยเพิ่มขึ้นประมาณ 1% ต่อปี จากศักยภาพทางเศรษฐกิจที่สามารถขยายตัวได้เฉลี่ย 4.5% ต่อปี ขณะเดียวกัน จะทำให้รัฐบาลมีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4 หมื่นล้านบาทต่อปี
"เศรษฐกิจจะดีขึ้นเมื่อเกิดการลงทุน ก็แน่นอนว่า ต้องมีการเติบโตของรายได้ภาษีมาเป็นรายได้ในการใช้จ่ายของประเทศชาติ จากการประมาณการของทาง สศค. คาดว่า เมื่อถึงจุดหนึ่ง รายได้ทางภาษีของเราจะเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 4 หมื่นล้านบาทต่อปี นี่คือผลที่กระทบแรกๆ และจะเริ่มเห็นก็ต่อเมื่อมีการลงทุน แต่ถ้าลงทุนมากและเร็ว ผลก็จะมากตามไปด้วย เป็นรายได้ที่ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเลย ก็จะนำมาชำระดอกเบี้ยและเงินต้นส่วนหนึ่ง"
ปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวและสร้างรายได้ให้แก่ประเทศนั้น ยังมีส่วนอื่นๆ อีก เช่น จากการปรับลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลลงเหลือ 23% ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถให้กับเอกชนไทยในการที่จะเอากำไรไปลงทุนต่อได้ รวมทั้ง ทำให้ขีดความสามารถเมื่อเทียบอัตราภาษีกับประเทศเพื่อนบ้านไม่ด้อยกว่าเขา ดังนั้น ไม่ใช่จะมีแต่คนไทยที่ลงทุนเท่านั้น แต่จะมีการลงทุนจากต่างประเทศด้วย
นอกจากนี้ หากคิดจากการบริโภคของไทย ก็ถือว่า ยังมีแนวโน้มของการเติบโตอยู่ ถึงแม้เราจะคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มเอาไว้ที่ 7% รายได้จากส่วนนี้ก็จะเพิ่มขึ้น จากการที่คนไทยบริโภคมากขึ้น รวมทั้ง การที่ต่างชาติเข้ามาบริโภคในเมืองไทยด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ยังไม่ต้องปรับโครงสร้างภาษีเลย รายได้ภาษีที่ได้ ส่วนหนึ่งก็นำไปใช้ในการพัฒนาประเทศและอีกส่วนก็นำไปชำระหนี้โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ







