วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

“อารักษ์ สุขสวัสดิ์” โชว์อนาคต ECF 3 ปี “สวย” บนเวที AEC

ฉายภาพธุรกิจ 3 ปีข้างหน้าหุ้นไอพีโอน้องใหม่ “อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค” ผงาดเวทีอาเซียน ควบโกยรายได้เฉลี่ย 20% ธงผืนใหญ่ของ “อารักษ์ สุขสวัสดิ์"

“อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค” (ECF) หุ้นไอพีโอน้องใหม่ “เสน่ห์ไม่เร้าใจ” เพราะแค่ออกมาโชว์ “ความเร่าร้อน” ท่ามกลางเสียงตบมือรัว ของแขกที่มาร่วมงานได้เพียงวันแรกของการซื้อขาย (26 มี.ค.56) หลังเปิดตลาด 3.10 บาท เพิ่มขึ้น 158% จากราคาไอพีโอ 1.20 บาทต่อหุ้น ก่อนจะขึ้นไปสัมผัส “จุดสูงสุด” 3.34 บาท ในช่วงระหว่างวัน ผ่านมา 7 วัน (26 มี.ค.-4เม.ย.) ราคาหุ้นย่อตัวนั่งนิ่งๆที่ “จุดต่ำสุด” 1.88 บาทต่อหุ้น

ฤา “ความสูง” ของ “อัตราหนี้สินต่อทุน” (D/E) ที่ 3.75 เท่า และหนี้สินรวม 777.67 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2555 จะเป็น “อุปสรรคใหญ่” ของหุ้น ECF

ได้รับคำตอบจาก "รักษ์" อารักษ์ สุขสวัสดิ์ กรรมการผู้จัดการ “อีสต์โคสท์เฟอร์นิเทค” เขายังนั่งเก้าอี้นายกสมาคมอุตสาหกรรมเครื่องเรือนไทยว่า หลังขายหุ้นไอพีโอ “หนี้สินต่อทุน” จะลดลงเหลือ 2.2 เท่า ถามว่าสูงมั้ย “ไม่นะ” อีกหน่อยเราขายมากได้กำไรมาก หนี้ก็พร้อมจะลดลงเรื่อยๆ

ตอนไปกู้เงินมาซื้อเครื่องจักร แบงก์ขอสินทรัพย์ค้ำประกันความเสี่ยง "ผมไม่ให้แถมต่อรองเขาอีก เอาหัวใจกับตัวไปแทนแล้วกัน”

ก่อนจะเล่าแผนธุรกิจ “กระตุ้น” ราคาหุ้น ECF “ชายวัย 42 ปี” ผู้มีใบหน้าอ่อนกว่าวัย นั่งจิบกาแฟชิลๆ ย้อนประวัติชีวิตวัยเด็กให้ “กรุงเทพธุรกิจ BizWeek” ฟังว่า พ่อยึดอาชีพรับเหมาก่อสร้าง ส่วนแม่ค้าขาย ส่งลูก 3 คน เรียนหนังสือ เขาเป็นลูกคนกลาง จากบรรดาพี่น้อง 3 คน พี่ชายกับน้องสาว อายุห่างกันคนละ 3 ปี

ช่วงอายุ 15 ปี ตอนนั้นน่าจะประมาณปี 2528 พ่อไปลงขันกับเพื่อนๆทำโรงงานชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ส่งออกไปประเทศญี่ปุ่น เรียกว่าเป็นบริษัทไทยอันดับต้นๆที่ติดต่อกับต่างชาติ ผ่านมาถึงปี 2537 ตอนนั้นเขาเรียนจบพอดี คนในบ้านก็คุยกันว่าถ้ายังยึดอาชีพเดิมอยู่สงสัยจะไม่รุ่ง พ่อจึงหันไปทำโรงงานเฟอร์นิเจอร์ ก่อนจะโยกมาทำโรงงานไม้ปาร์ติเคิลบอร์ดในปี 2542

ถามเรื่อง ECF "ผมรู้หมด" เพราะคลุกวงในมาแต่เด็ก!!

"ตอนอายุน้อยๆ ผมค่อนข้างเกเร พ่อส่งมาเรียนหนังสือที่กรุงเทพตั้งแต่เด็กๆ พร้อมกับพี่ชายเพราะไม่มีเวลาดูแล พอสอบเทียบม6.ได้ ก็ไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ (ABAC) เรียนไม่จบ ขยันได้แค่ 1-2 ปี ดันโดดเรียนไปขายประกัน ตอนนั้นพ่อของเพื่อนซี้ เขาเป็นหัวหน้าประกันชีวิต AIA เลยมาชวนให้ไปทำงาน (หัวเราะ)"

เชื่อมั้ย!!ตอนนั้นอายุ 17 ปี ขายประกันจนได้ไปเที่ยวเอเธนส์ เมืองหลวงประเทศกรีซ และสหรัฐอเมริกา แต่ไม่เอา ขอเป็นเงินแทน น่าจะได้มาเกือบล้านบาท ตัดสินใจนำเงินไปเปิดร้านเครื่องเสียงกับเพื่อนซี้คนเดิม แถวบางคอแหลม ร้านใหญ่เบ้อเร่อได้ลงหนังสือด้วย (ยิ้ม) เขาเล่า

"ทำไปทำมา “เจ๊ง” ครับพี่น้อง จะให้กำไรได้ไง ธุรกิจก็ทำไม่เป็น บัญชีก็ไม่รู้เรื่อง ตอนกลางวันทำงาน ตกกลางคืนไปเที่ยว ช่วงนั้นหลงระเริงในความสำเร็จของตัวเอง ชีวิตเปรี้ยวสุดๆ ขับรถไปกับเพื่อน กะหนีไปอีสาน เพราะเช็คที่เพื่อนตีไว้มันดัน เด้งหลายแสนบาท ด้วยความเป็นเด็กพอโดนเจ้าหนี้ขู่ทำให้ต้องหนีสถานเดียว พ่อกับแม่ ไม่รู้เรื่องเลย ขับรถไปสักระยะใกล้ถึงละ ยางดันแตกซะงั้น ต้องโทรไปตามลูกน้องที่ทำงานอยู่ในร้านเครื่องเสียงมาช่วยจ่ายเงินค่าปะยาง พอดีบ้านเขาอยู่แถวอีสาน"

อยู่บ้านลูกน้องแถวอีสานไม่นาน แม่เริ่มสงสัย “ลูกฉันหายไปไหน?” ท่านขับรถไปตามหาที่บ้านเพื่อนก็ไม่เจอ "พอผมรู้ข่าวเลยลองให้เพื่อนโทรไปชิมลาง แม่เลยฝากบอกมาว่า ให้กลับบ้าน เรื่องหนี้เดี๋ยวแม่เคลียร์ให้” น่าจะเกือบ 2-3 ล้านบาทได้มั้ง

“ลูกต้องทำอะไรสักอย่างในชีวิตแล้วนะ” แม่พูดให้ผมคิด

"ท่านไม่เคยบังคับ อยากเรียนอะไร อยากทำอะไรตามใจทุกอย่าง ผมตัดสินใจไปเรียนต่อปริญญาตรีที่ California Technical University อยู่โน่นไม่เกเรเลย (ไม่เชื่อละสิ) นอกจากจะเป็นเด็กดีแล้วยังได้แง่คิดในการใช้ชีวิตมากมาย โดยเฉพาะเรื่องระเบียบวินัย"

ที่สำคัญ “รักพ่อแม่มากขึ้นเป็นกอง”

ปัจจุบัน "ผม" เป็นเจ้าของใบปริญญาตรีอีก 2 ใบ คือ ปริญญาตรี เศรษฐศาสตร์ บัณฑิต สาขาเศรษฐศาสตร์การเงิน และปริญญาโท รัฐศาสตร์ มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยรามคำแหง เขาเล่า

"ตอนเรียนหนังสืออยู่เมืองนอก คิดไว้แล้วว่า ต้องกลับมาสานต่อธุรกิจ เพราะพ่อพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น ทำให้เสียเปรียบต่างชาติ ผมกลับมาเมืองไทย พ่อออกกฎระเบียบการทำงานว่า ห้ามใส่เสื้อแขนยาวและรองเท้าหนัง พ่อบอกเดี๋ยวจะเข้าโรงงานไม่ได้ และอยากให้ทำงานเป็นเร็วๆ ตอนนั้นโรงงานยังมีคนงานไม่เยอะประมาณ 100 คนเอง"

อารักษ์เล่าว่า แรกๆพ่อให้ทำงานทุกอย่าง ดูสายการผลิต รับออเดอร์ ดูจัดซื้อ เรียกว่าเป็นหัวหน้าโรงงาน ทำไปสักพัก รู้สึกต้องเร่งพัฒนาโรงงานให้ทันสมัยและมีขนาดใหญ่มากขึ้น เราควรหันมาส่งออก “ฝรั่งเศส” คือ ประเทศที่เราส่งของออกไปขายนอกบ้านครั้งแรก สมัยก่อนยังไม่มีใครรู้จักแบรนด์ของเรา

"ผมไปขอรายชื่อลูกค้าจากกรมส่งเสริมการส่งออกประมาณ 200 ราย จากนั้นก็ส่งแฟกซ์ไปแนะนำสินค้ากับเขา เชื่อมั้ยมีลูกค้าตอบกลับมา “เจ้าเดียว” นั่นคือ แอ๊ปเปิ้ลเฟอร์นิเจอร์ ทุกวันนี้ยังเป็นเพื่อนกันอยู่เลย ออเดอร์แรกเราส่งให้เขาเดือนละ 1-2 ตู้ ก่อนจะขยับเป็นเดือนละ 4 ตู้ เลื่อนเป็นสัปดาห์ละ 2 ตู้ และ 2 วัน 1 ตู้"

ขณะเดียวกัน เราขยายฐานลูกค้าไปเรื่อยๆ ทุกวันนี้ ECF มีมาร์เก็ตแชร์ในเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราที่ขายในโชว์รูมเป็นอันดับต้นๆของเมืองไทย

เขาเล่าว่า ปัจจุบัน ECF มียอดขายมาจาก 4 ผลิตภัณฑ์ คือ เฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ด 70.12% เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา 18.75% เฟอร์นิเจอร์ที่จำหน่ายผ่านโชว์รูม 4.87% กระดาษปิดผิว 4.64% ไม้ยางพาราแปรรูปอบแห้ง 0.19% (ตัวเลข ณ สิ้นปี 2555)

อยากเห็นแบรนด์ของเราแข่งขันได้บนเวที AEC เกี่ยวก้อยไปพร้อมๆกับผลประกอบการที่ขยายตัว 12-20% “อารักษ์” โชว์เป้าหมายธุรกิจ 3 ปีข้างหน้า (2557-2559)

หลังเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai เราพร้อมถลกขากางเกง “ตะลุยอาเซียน” อย่างจริงจัง ภายในปี 2557 เมื่อ 3 ปีก่อนเคย “ชิมลาง” เข้าไปขายของในประเทศฟิลิปปินส์ แต่ไม่บุกอย่างเต็มที เพราะไม่มีกำลังการผลิตเลือก กะว่าเดือนพ.ค.นี้ จะเดินทางไปคุยกับลูกค้าอีกรอบ เราอยากให้เขาเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า หากไม่มีอะไรผิดพลาดเดือนก.ค.นี้ คงได้เห็นเราทำงานร่วมกัน

ประเทศพม่า ECF ก็สนใจ กำลังเจรจากันอยู่ แต่ติดเงื่อนไขนิดหน่อย ซึ่งทำไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่กล้าให้คำตอบว่าจะได้ข้อสรุปเรื่องนี้ช่วงไหน คงต้องใช้เวลาอีกหลายเดือน สมมติไม่ติดขัดอะไร เราคงมีโอกาสได้ทดลองตลาด โดยการขายสินค้าสัก 1-2 ตู้ต่อเดือน ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

ประเทศเกาหลี ก็มีแผนจะเข้าไปขายสินค้าเหมือนกัน เมื่อก่อนเคยส่งเฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพาราไปขาย แต่ตอนนี้คนเกาหลีเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว กำลังคิดว่าจะส่งเฟอร์นิเจอร์ไม้ปาร์ติเคิลบอร์ดไปดีมั้ย ถ้าไม่มีอะไรพลาดเราคงได้ลูกค้าเกาหลีมากพอควร ตั้งใจจะจำหน่ายผ่านโมเดิรน์เทรด ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ กะว่าเดี๋ยวจะบินไปคุยกับเขาอีกครั้งภายในเดือนเม.ย.นี้

สำหรับลูกค้าเก่าๆอย่างประเทศมาเลเซีย ก็มีแผนจะขายสินค้าเพิ่มเติมให้เขา คาดว่าจะได้ออเดอร์มากขึ้นอีก 1 ตู้ ปกติเราขายวัตถุดิบให้เขาอยู่แล้ว ประเทศอินโดนีเซีย บริษัทก็ขายสินค้าให้เฉลี่ย 1-2 ตู้ โรงงานเฟอร์นิเจอร์ในประเทศมาเลเซียมีเยอะมาก เขาเติบโตมากกว่าเราเกือบ 2 เท่าตัว สมมติ เมืองไทยส่งออกเฟอร์นิเจอร์มูลค่า 35,000 ล้านบาท แต่ประเทศมาเลเซียส่งออกมากกว่าถึง 70,000-80,000 ล้านบาท

อยากเห็นสัดส่วนส่งออกในกลุ่มอาเซียนเท่าไร? เขาตอบว่า หากปีหน้าทำได้สัก 10% จะยอดเยี่ยมมาก และปี 2558 ได้เพิ่มเป็นๆ 15% ถามว่าส่งออกกำไรขั้นต้นสูงกว่าขายในประเทศหรอ คำตอบ คือ “ไม่ใช่” มาร์จิ้นส่งออกต่ำเพียง 5-7% เท่านั้น ในขณะที่มาร์จิ้นในประเทศมีตัวเลขสองหลัก แต่เราต้องการขยายฐานลูกค้าให้กว้างมากขึ้น

ปกติบริษัทมีสัดส่วนส่งออกประมาณ 60% เน้นขายไปในประเทศญี่ปุ่น ตะวันออกกลาง อเมริกา และยุโรป ที่เหลือเป็นยอดขายในเมืองไทย แต่ปีหน้าเราน่าจะมีสัดส่วนการขายในญี่ปุ่น 70% ตะวันออกกลาง 20% อีก 10% เป็นอาเซียนเหมือนที่บอกไปตอนแรก เมื่อหลายสัปดาห์ก่อนเพิ่งคุยกับลูกค้าญี่ปุ่นเขาบอกว่า ภายในปี 2556 มีออเดอร์จะให้เรา 170 ตู้ (ตาโต) อยากได้นะ แต่ทำไม่ไหวจริงๆ

ปี 2558 อยากเห็นตัวเลขส่งออกและในประเทศ 50:50!!

เขา เล่าต่อว่า หากกลับมามองการจัดจำหน่ายภายในประเทศ บอกตรงๆยังเพิ่มช่องทางได้อีกเพียบ ตอนนี้ยังเฉลยรายละเอียดไม่ได้ แอบบอกได้ว่า ช่องทางการจัดจำหน่ายจะใหญ่กว่าเดิม

ทุกวันนี้เราขายสินค้าผ่านโมเดิร์นเทรดประมาณ 80% และขายผ่านโชว์รูมของเราเองที่มีอยู่ 15 สาขา เราหวังจะขยายอีก 3-4 สาขา ภายใน 3 ปีข้างหน้า หากสามารถทำได้มากกว่านั้นก็จะไม่รอช้า แต่ละสาขาใช้งบลงทุนไม่สูง ส่วนใหญ่เช่าพื้นที่ในอินเด็กซ์ และโฮมโปร เขาไปไหนเราไปด้วย

นอกจากนั้น ยังขายสินค้าผ่านร้านค้ารายย่อย ตอนนี้เรามีประมาณ 30-40 ราย กระจายอยู่ในกทม.จังหวัดใกล้เคียง ตั้งใจจะเพิ่มเป็น 100 ราย ภายใน 3 ปี เน้นตามหัวเมืองใหญ่

“หนุ่มใหญ่เจ้าของกิจการ” พูดให้คิดตามว่า หากไม่มีอะไรสะดุด โดยเฉพาะ เรื่องการเมือง ถ้าไม่ตีกัน ทะเลาะกัน หรือมีนโยบายที่ออกมากระทบกระเทือนจิตใจของเรา (หัวเราะ) ภายใน 3 ปี เราน่าจะมีรายได้มากกว่า 1,600 ล้านบาท จริงๆตั้งใจจะทำให้สูงกว่านี้ (เท่าไรไม่ยอมบอก)

อัตรากำไรขั้นต้น 20-25% อัตรากำไรสุทธิ 5-7% ตัวเลขนี้ “ปลอดภัย” แต่ถ้ากำไรขั้นต้นลงไปยืน 15% “อันตราย”

ถ้าเป็นเรื่องการค้า เราจัดการได้ แต่เรื่องภาครัฐเราเหนื่อยจริงๆ ลูกค้าเก่าเขาเข้าใจธรรมชาติของเมืองไทย แต่ลูกค้าใหม่นี่สิ ต้องมานั่งอธิบายกันยืดยาว เขา ระบาย

เราได้เงินจากการขายไอพีโอประมาณ 144 ล้านบาท ตั้งใจจะนำไปใช้ดำเนินธุรกิจ และซื้อเครื่องจักร เพื่อเพิ่มไลน์การผลิตเฉลี่ย 15% ตอนนี้เดินเครื่อง 80% ไม่มีโอกาสเดินเครื่อง 100%

ผู้ประกอบการรายไหนบอกว่าเดินเครื่องได้ 100% เขา “โกหก” แล้วละ!! เพราะเครื่องจักรมีโอกาสเสียบ้าง หยุดซ่อมบ้าง...