วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

เอดีบีเตือนลงทุนรัฐล่าช้า เขย่าศก.ไทย

เอดีบีมองแนวโน้มเศรษฐกิจไทยในปี"56 ขยายตัว 4.9% เตือนปัจจัยเสี่ยงการลงทุนภาครัฐล่าช้า

วานนี้ (9 เม.ย.) นางลัษมณ อรรถาพิช เศรษฐกรสำนักงานผู้แทน ธนาคารพัฒนาเอเชีย (เอดีบี) แถลง "แนวโน้มปี 2556 ความท้าทายด้านพลังงานในเอเชีย" โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตได้ต่อเนื่อง มีรายละเอียด ดังนี้)

เอดีบี คาดการณ์เศรษฐกิจไทยในปีนี้ว่าจะขยายตัว 4.9% และขยับขึ้นเล็กน้อยเป็น 5% ในปีหน้า ถือเป็นการเติบโตค่อนข้างดี ในภาวะราคาน้ำมันกับสินค้าอื่นไม่ขึ้นหวือหวาเงินเฟ้อจึงไม่สูงนัก น่าจะอยู่ที่ 3.2 ปีนี้ และ 3.1% ปีหน้า

การคาดการณ์อัตราโตของจีดีพีดังกล่าว ถือเป็นระดับที่เห็นในช่วงก่อนเกิดวิกฤติทางการเงินโลก และคาดการณ์นี้อยู่บนสมมติฐานที่ว่า รัฐบาลดำเนินโครงการลงทุนด้านบริหารจัดการน้ำและการคมนาคมตามที่ประกาศไว้

"เหตุที่ปีนี้โตต่ำกว่าปีก่อนที่ขยายตัว 6% ต้องบอกว่าปีก่อนฐานการเติบโตสูงเลยทำให้ปีนี้โตได้ 4.9% แต่ระดับนี้ถือว่าเป็นเติบโตที่ดีของเศรษฐกิจไทย และที่คาดการณ์เช่นนี้เพราะอุปสงค์ในประเทศทั้งการบริโภคและการลงทุนยังไปได้ดีช่วง 1-2 ปีหน้า การลงทุนภาครัฐมีผลต่อการโตของเศรษฐกิจปีนี้และปีหน้า ถ้ารัฐลงทุนด้านบริหารจัดการน้ำและลงทุนการขนส่งช่วยเศรษฐกิจปีหน้าน่าจะดีกว่าปีนี้ ขณะที่เศรษฐกิจโลกปีหน้าก็ดีขึ้นกว่าปีนี้มาก" เศรษฐกรเอดีบี กล่าว

นอกจากนี้ นางลัษมณ มองว่า งบบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท จะส่งผลให้การลงทุนภาครัฐต่อจีดีพีกระเตื้องขึ้นพอสมควร แต่อาจยังไม่แตะระดับก่อนเกิดวิกฤติเอเชียปี 2540 ซึ่งการลงทุนอย่างนี้น่าจะทำนานแล้ว แต่เพิ่งมาทำช่วงนี้ ก็ได้แต่หวังว่าจะได้ดำเนินการเร็วและเบิกจ่ายได้เร็ว

ส่วนกรณีที่การลงทุนจะช่วยจีดีพีโตมากเพียงใดนั้น เอดีบีมองว่าการลงทุนช่วงแรกๆ ส่งผลไม่ถึง 1% ของจีดีพี แต่หากไปกระจุกตัวช่วงหลังของโครงการเบิกจ่ายได้มากก็จะดันจีดีพีได้ 1% หรือมากกว่า 1%

รัฐลงทุนช้าทำเศรษฐกิจไทยเสี่ยง

นางลัษมณ ยังกล่าวถึงความเสี่ยงที่มีต่อคาดการณ์จีดีพีไทยช่วง 2 ปีหน้าว่า อันดับแรกเป็นเรื่องการลงทุนของภาครัฐที่จะช่วยให้เศรษฐกิจเติบโตได้ และอาจกระทบต่อการคาดการณ์เศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่การไหลเข้าของเงินทุนอาจสร้างแรงกดดันมากขึ้นให้ค่าเงินบาทจนทำลายขีดความสามารถแข่งขันการส่งออก

ในช่วงสั้น 1-2 ปีข้างหน้านี้ ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจยังเป็นอุปสงค์ภายในประเทศ และอุปสงค์ในประเทศยังคงเป็นเรื่องของการลงทุนการบริโภค อะไรก็ตามที่มากระทบการลงทุนการบริโภคก็เป็นเรื่องพันกับการลงทุนภาครัฐ เวลารัฐลงทุนก็พันไปกับการลงทุนภาคเอกชนด้วย พันกันเป็นลูกโซ่ ถ้ามองแบบนี้ต้องบอกว่าการลงทุนภาครัฐสำคัญอย่าล่าช้า

"เราห่วงเรื่องความพร้อมของการดำเนินโครงการ การบริหารจัดการน้ำบางส่วนดำเนินการได้เลย แต่บางส่วนต้องพิจารณาเรื่องสิ่งแวดล้อม ความพร้อมเวนคืนที่ดิน การส่งมอบที่ดินทำให้การดำเนินโครงการไปได้ช้าหรือเร็ว เรื่องลงทุนโครงสร้างพื้นฐานก็เหมือนกัน บางส่วนทำได้เลย เช่น การบูรณะรางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่กรณีรถไฟความเร็วสูงอาจต้องใช้ที่ใหม่ต้องศึกษาสิ่งแวดล้อมและที่ดิน"

คาดส่งออกโต 10% ปีนี้

ขณะเดียวกัน 1-2 ปีหน้า นางลัษมณชี้ว่าจากคาดการณ์ส่งออกจะโต 10% ปีนี้นั้น หมายถึงการส่งออกจะค่อยๆ ดีขึ้น แต่ยังคิดว่าส่งออกไม่ใช่ตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจแท้จริงช่วง 2 ปีหน้านี้ หากมองแบบนี้ทำให้ความเสี่ยงเรื่องค่าเงินช่วง 2 ปีข้างหน้ากลายเป็นความเสี่ยงรองๆ ลงมา

"ทุนไหลเข้าไทยจนทำให้บาทแข็งค่า เพราะตัวเลขหลายอย่างในไทยดูดี แถมรัฐบาลจะลงทุน 2 ล้านล้านบาท จึงสร้างความมั่นใจต่อต่างชาติว่าจะเอาจริงกับการลงทุนภาครัฐ ภาพดีหมด จนใครๆ ก็อยากเอาเงินเข้ามาลงทุน บาทตอนนี้ยังไม่หลุด 29 ถ้าหลุด 29 แบงก์ชาติคงดูว่าเป็นอย่างไรแล้ว และต้องดูเรื่องอื่นประกอบด้วย แต่คิดว่าคงไม่ออกมาตรการรุนแรง"

สำหรับ ภาวะแวดล้อมเศรษฐกิจโลกตอนนี้ ยังไม่มีปัจจัยอะไรที่ทำให้บาทอ่อนลงฮวบฮาบ ส่วนผลกระทบที่มีต่อผู้ส่งออกอยากให้มองแบบเหรียญสองด้าน คือ ราคาสินค้าไทยแพงขึ้นก็จริง แต่ 2 ปีหน้านี้ ส่งออกก็ไม่ใช่พระเอกอยู่แล้ว เศรษฐกิจโลกก็ค่อยๆ ฟื้น ผลที่มีต่อเศรษฐกิจโดยรวมจึงน้อย แต่ที่เป็นผลดีต่อผู้ส่งออกคือสามารถนำเข้าเครื่องจักรมาลงทุนได้มากขึ้นหรือออกไปหาตลาดใหม่ลงทุนที่อื่นทำให้สายการผลิตของตัวเองเกิดความสมบูรณ์ ตรงนี้ถือเป็นโอกาส

สรุปความท้าทาย ศก.ไทย

นางลัษมณ ยังกล่าวถึงความท้าทายทางด้านนโยบายที่สำคัญของไทยในระยะกลาง ว่ามี 2 เรื่องหลักๆ คือ การลงทุนของภาครัฐที่น้อยเกินไป ไม่เพียงพอ การลงทุนของภาครัฐก่อนเกิดวิกฤติค่อนข้างสูง แต่พอหลังวิกฤติตกลงมาโดยตลอด ไม่เคยถึง 10% หรือ 11% ของ จีดีพี เลย จากข้อเท็จจริงนี้ เลยส่งผลไปถึงขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ ซึ่งเป็นความท้าทายด้านนโยบายอีกเรื่องหนึ่ง

จากรายงานของ เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม (ดับเบิลยูอีเอฟ) จัดอันดับความสามารถแข่งขันของไทยไว้ที่ 38 จากทั้งหมด 144 ประเทศทั่วโลก เมื่อดูรายละเอียด พบว่าได้โครงสร้างพื้นฐานได้อันดับ 46 หากมองลึกลงไป การพัฒนารถไฟ ท่าเรือ และการสื่อสารโทรคมนาคม ล้วนได้อันดับต่ำ และที่น่าเศร้าคือการศึกษาขั้นพื้นฐานได้อันดับ 89 และการใช้เทคโนโลยีได้อันดับ 84 จากทั้งหมด 144 ประเทศ การที่ได้อันดับต่ำๆ ทำให้รัฐต้องหันกลับมาดูและใส่ใจเรื่องการลงทุนภาครัฐ ซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็น

ทั้งนี้ ในเอกสารของรายงานเอดีบี เพิ่มเติมเรื่องความท้าทายด้านนโยบายอีกอย่างหนึ่งด้วยว่า เป็นเรื่องประสิทธิภาพในการบริหารจัดการภาครัฐ ความโปร่งใสในการตรวจสอบได้ และการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน ที่จำเป็นต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการเพิ่มขึ้นของการลงทุนขนาดใหญ่

แนะหารือด้านพลังงานลุ่มน้ำโขง

ส่วนเศรษฐกิจไทยในแง่การจัดการด้านพลังงาน ด้วยว่า ไทยเป็นผู้นำเข้าพลังงานและไทยมีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจค่อนข้างดี เพราะฉะนั้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ไทยต้องใช้พลังงานมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเป็นเช่นนั้นไทยต้องเริ่มคิดว่าจะนำเข้าพลังงานอยู่เรื่อยๆ ในราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกันอีกต่อไปหรือไม่

"ไทยต้องหันมาคิดว่าทำอย่างไร ถึงจะมีการผสมผสานการใช้พลังงานอื่นๆ และทำอย่างไรถึงจะคุยกันในระดับภูมิภาคลุ่มน้ำโขงหรือในเอเชียด้วยกันทั้งหมด เพราะบางประเทศมีพลังงานบางประเภทอยู่ และบางประเทศเป็นผู้นำเข้าพลังงาน ประเด็นจึงอยู่ที่ทำอย่างไรให้เอเชียหรือกลุ่มประเทศลุ่มน้ำโขงร่วมกันใช้ทรัพยากรพลังงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานในระดับภูมิภาคได้ในระยะยาว" นางลัษมณ กล่าวในช่วงท้าย