ครม.เห็นชอบจัดซื้อรถโดยสารเอ็นจีวี 3,183 คัน วงเงินกว่า 1.3 หมื่นล้านบาท เตรียมเปิดให้เอกชนร่วมประมูล เน้นผู้ประกอบการในประเทศ
การดำเนินการจัดหารถโดยสาร ขสมก. ยืดเยื้อมายาวนาน เริ่มต้นในเดือนก.ย. 2552 ซึ่งมติคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบให้จัดหารถปรับอากาศ 4,000 คัน ด้วยวิธีการเช่า เนื่องจากเห็นว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าวิธีการซื้อ อย่างไรก็ตาม มีการทบทวนโครงการ และแผนศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมหลายครั้ง เช่น การให้ ขสมก.จัดทำแผนลดต้นทุน แนวทางบริหารเงินทุนหมุนเวียน การซ่อมบำรุงรถเก่า การวิเคราะห์เปรียบเทียบวิธีการจัดหารถในรูปแบบต่างๆ ก่อนที่ที่ประชุม ครม.จะเห็นชอบให้ใช้วิธีการจัดซื้อในการประชุมวานนี้ (9 เม.ย.)
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ครม. เห็นชอบโครงการจัดซื้อรถโดยสารประจำทางที่ใช้ก๊าซธรรมชาติ หรือ เอ็นจีวี เป็นเชื้อเพลิง จำนวน 3,183 คัน วงเงิน 13,162 ล้านบาท ขององค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) เพื่อนำมาให้บริการทดแทนรถรุ่นเดิมที่ใช้น้ำมันดีเซลเป็นเชื้อเพลิง ซึ่งเชื่อว่าจะช่วยให้ลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในส่วนของเชื้อเพลิงได้ 2,616 ล้านบาทต่อปี
การดำเนินการจัดซื้อจะแบ่งเป็นรถโดยสารธรรมดา 1,659 คัน และรถปรับอากาศ 1,524 คัน โดยในที่ประชุม นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี มีความคิดเห็นว่าต้องการให้ใช้รถปรับอากาศเพิ่มขึ้น เพราะต้องการรณรงค์ให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว รวมถึงจัดทำตั๋วร่วมเพื่อให้รถโดยสาร ขสมก. เชื่อมต่อกับรถไฟฟ้าได้ ทำให้การเดินทางสะดวกมากขึ้น
"เชื่อว่าการลงทุน 1.3 หมื่นล้านบาท จะเป็นการลงทุนครั้งใหญ่ของประเทศ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยังคงใช้รถเมล์ในการโดยสารมากกว่าบีทีเอสหรืออื่นๆ ซึ่งท่านนายกฯ ได้กำชับว่าให้ดูเรื่องของแรงจูงใจ ถ้าเส้นไหนที่รถติดมากๆ ก็ให้เพิ่มแรงจูงใจให้คนเปลี่ยนมาใช้รถเมล์มากขึ้น ซึ่งก็ให้มีการพิจารณาใช้ระบบตั๋วร่วม เพื่อเชื่อมโยงต่อกันได้ในหลายๆ เส้นทาง ก็เป็นหน้าที่ของกระทรวงคมนาคมที่จะไปพิจารณากันอีกทีหนึ่ง"
สำหรับการจัดซื้อจะไม่ใช้สัญญาเดียว เพราะจะทำให้ไม่เกิดการแข่งขัน แต่จะใช้วิธีให้เอกชนซึ่งเป็นผู้ประกอบรถยนต์ในประเทศเข้าร่วมประมูลในเขตพื้นที่ให้บริการรถโดยสาร 8 เขตพื้นที่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อกระจายให้เอกชนมีส่วนร่วมหลายราย และเป็นการป้องกันปัญหาผู้รับเหมาหนีงาน โดยจะเน้นผู้ผลิตและประกอบรถในประเทศเป็นหลัก เพื่อส่งเสริมการจ้างงานและอุตสาหกรรมประกอบรถยนต์ภายในประเทศ รวมถึงเป็นการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจอีกทางหนึ่งด้วย
"มั่นใจว่าการจัดซื้อเอ็นจีวีครั้งนี้จะทำให้ ขสมก.ขาดทุนน้อยลง และจะช่วยดึงดูดประชาชนให้ใช้รถเมล์มากขึ้น เนื่องจาก รถเมล์ที่ใช้ปัจจุบันนั้นใช้ได้แค่ 75% ทำให้วิ่งได้ไม่ถึง 2,000 คัน อย่างไรก็ตามค่าโดยสารยังคงเท่าเดิม ยังไม่มีนโยบายปรับลด เนื่องจากรถเมล์ฟรียังคงให้บริการอยู่ ประกอบกับปัจจุบัน ขสมก.มีภาระค่าใช้จ่ายที่มากพอสมควร"
เดินหน้าใช้ระบบอีทิคเก็ต
อย่างไรก็ตาม เอกสารที่ลงนามโดย นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรมว.การคลัง ประธานกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรี คณะที่ 3 (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ระบุว่า หลังจากรับรถโดยสารครบ 3,183 คันจะเริ่มนำ อีทิคเก็ต เข้ามาใช้ แบ่งเป็นตั๋ว 3 ประเภท คือ รายเที่ยว รายวัน และ รายเดือน โดยรถธรรมดา ค่าโดยสารเที่ยวละ 6.50 บาท วันละ 14 บาท เดือนละ 400 บาท ส่วนรถปรับอากาศจัดเก็บเที่ยวละ 12 บาท วันละ 30 บาท เดือนละ 800 บาท โดยการนำระบบ อีทิคเก็ต มาใช้ในการจัดเก็บค่าโดยสาร จะทำให้ค่าใช้จ่ายของประชาชนลดลง
ส่วนแนวทางการปรับเพิ่มอัตราค่าโดยสาร ขสมก. กำหนดเงื่อนไขว่าหากราคาจำหน่ายก๊าซเอ็นจีวี ปรับขึ้น 2 บาทต่อกก. ขสมก. จะขอปรับเพิ่มอัตราโดยสาร 1 บาท
ปัจจุบัน จำนวนผู้ใช้บริการรถโดยสาร ขสมก. ปรับอากาศอยู่ที่ 5 แสนคนต่อวัน มีอัตราค่าโดยสาร 11-25 บาท รถโดยสารธรรมดามีให้บริการ 1,400 คัน แบ่งเป็นรถเมล์ฟรี 800 คัน มีผู้ใช้บริการ 7 แสนคนต่อวัน และรถที่เก็บค่าโดยสาร 6.50 บาท 600 คัน มีผู้ใช้บริการวันละประมาณ 5 แสนคน
ทั้งนี้ ในที่ประชุมครม.นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้สอบถามเรื่องของระบบตั๋ว ว่ามีความจำเป็นหรือไม่ที่ต้องใช้กับรถสายเดียวหรือไม่ หากมีสายอื่นที่มาเส้นทางเดียวกันสามารถใช้ตั๋วต่อได้หรือไม่ และจำเป็นต้องเพิ่มเงินหรือไม่ ซึ่งนายชัชชาติ ตอบจะต้องนำไปศึกษาและนำมาใช้ในอนาคต แต่เชื่อว่าจะไม่มีปัญหา ต้องใช้ร่วมกันได้หมด
ขสมก. ชี้ 18 เดือน เริ่มเดินรถรุ่นใหม่
ด้าน นายโอภาส เพชรมุณี ผู้อำนวยการ ขสมก. กล่าวว่า ขสมก. พร้อมจัดซื้อรถโดยสารเอ็นจีวีปรับอากาศชุดแรก 1,124 คัน เพื่อเปิดให้บริการภายใน 18 เดือน ส่วนงบประมาณจัดซื้อ 1.31 หมื่นล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังเป็นผู้หาแหล่งเงินกู้ให้ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 4% กำหนดชำระภายใน 10 ปี
"การใช้รถเอ็นจีวี จะทำให้ ขสมก.ประหยัดค่าใช้จ่ายได้มาก เพราะต้นทุนเอ็นจีวี อยู่ที่ 10.5 บาทต่อกก. ขณะที่น้ำมันดีเซลมีราคาลิตรละ 30 บาท และเพื่อให้เกิดความสะดวกในการเติมเชื้อเพลิงมากขึ้น จะเร่งเดินหน้าขยายปั๊มเอ็นจีวีเพิ่มอีก 5 แห่งในเขตกรุงเทพฯ-ปริมณฑล"
นายโอภาส กล่าวว่า สำหรับแผนการฟื้นฟู ขสมก. ทางกระทรวงการคลังจะนำเสนอให้ที่ประชุม ครม.อีกครั้ง โดยจะมีทั้งแผนการเกษียณอายุราชการก่อนกำหนด จำนวน 2,400 คน และการลดใช้รถเมล์เครื่องดีเซล เปลี่ยนมาเป็นเอ็นจีวี ซึ่งจะลดค่าใช้จ่ายได้ประมาณ 3 พันล้านบาท ทำให้ทั้ง 2 แนวทางจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ 2,600 ล้านบาทต่อปี
มั่นใจลดหนี้สะสมกว่าพันล้านบาทต่อปี
สำหรับภาระหนี้สะสม 5-6 หมื่นล้านบาท จะเสนอให้กระทรวงการคลังยกหนี้เงินกู้ในสัดส่วน 25% ของวงเงินกู้ ส่วนที่เหลือจะเป็นการเดินตามแผนฟื้นฟูเพื่อลดภาระหนี้ ขสมก. หลังจากนั้นคาดว่าสถานะของ ขสมก.จะเริ่มดีขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ การประหยัดค่าใช้จ่ายจากรถโดยสารชุดใหม่ จะทำให้ยอดหนี้และดอกเบี้ยสะสมลดลง เมื่อเทียบกับใช้รถดีเซลแบบเดิมเฉลี่ย 1,363 ล้านบาทต่อปี
สำหรับการจัดหารถโดยสาร ขสมก. ก่อนหน้านี้มีข้อเสนอหลายแนวทาง ก่อนที่จะสรุปเป็นการจัดซื้อ โดยทาง ขสมก.ได้วิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมาะสมคุ้มค่าของทางเลือกในการลงทุนทั้งระยะสั้น และระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นการเช่า การซื้อ หรือการให้เอกชนเข้ามาดำเนินการ (outsource) และเห็นว่าการจัดซื้อเป็นวิธีการที่คุ้มค่าและเกิดประโยชน์ต่อ ขสมก.สูงสุด เนื่องจากเป็นธุรกิจหลัก อีกทั้งการเดินรถโดยสารของ ขสมก.เป็นเครื่องมือในการดำเนินนโยบายสาธารณะของรัฐ เป็นสิ่งที่ ขสมก.จำเป็นต้องมีรถโดยสารที่เป็นทรัพย์สินในการให้บริการเป็นของตัวเอง








