ดัชนีเชื่อผู้บริโภคไทยสูงสุดรอบ 7 ปี อานิสงส์พ.ร.บ.กู้ 2 ล้านล้าน ยอดซื้อบ้านยังพุ่ง-รถยนต์ตกครั้งแรกรอบ 6 เดือน จับตาการเมืองป่วน
นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนมี.ค.56 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็นเดือนที่ 6 และสูงสุดในรอบ 85 เดือน หรือ 7 ปี โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยโดยรวมอยู่ที่ 75.0 เพิ่มจากเดือนที่แล้ว 74.3 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับโอกาสการหางานทำอยู่ที่ 76.4 เพิ่มจาก 75.5 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 102.9 เพิ่มจาก 102.9 ส่งให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอยู่ที่ 84.8 เพิ่มจาก 84 ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคปัจจุบันอยู่ที่ 66.6 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคอนาคตอยู่ที่ 90.8 เพิ่มจาก 90.1
ปัจจัยบวก ที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นฯ ปรับเพิ่มขึ้น มาจากราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวลดลง ตลาดหุ้นในเดือนมี.ค.ปรับตัวเพิ่มขึ้น 19.48 จุด ค่าเงินบาทแข็งค่า, ร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่ง 2 ล้านล้านบาทผ่านความเห็นชอบจากสภาฯ วาระแรก และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศเป็น 300 บาทต่อวัน รวมถึงการท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง
ส่วนปัจจัยลบ ได้แก่ ตัวเลขการส่งออกของไทยในก.พ.56 ลดลง 5.8% ขาดดุลการค้า 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ความกังวลจากความไม่แน่นอนในการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะยุโรป, ความกังวลต่อวิกฤติพลังงานไฟฟ้าในช่วงวันที่ 5-14 เม.ย., ภาวะเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว, ความไม่แน่นอนทางการเมืองในอนาคต รวมทั้งความกังวลปัญหาความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่เกินระดับ 100 เป็นเดือนที่สาม เนื่องจากเศรษฐกิจภายในประเทศปรับตัวขึ้นอย่างชัดเจน จนส่งผลให้การลงทุน การส่งออก และการท่องเที่ยวปรับดีขึ้น ประกอบกับมีปัจจัยหนุนจากการจำนำสินค้าเกษตร และการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ แต่มองแล้วภาคอุตสาหกรรมมีรายได้ขยายตัวโดดเด่นกว่า ภาคการเกษตร เพราะปีนี้ราคาพืชผลไม่ได้ปรับตัวสูงนัก
ดัชนีความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นส่งผลให้ความสนใจในการซื้อบ้านหลังใหม่ การท่องเที่ยวและการลงทุนทำธุรกิจเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นตามด้วย ยกเว้นการซื้อรถยนต์ที่ปรับลดลงครั้งแรกในรอบ 6 เดือน หลังจากสิ้นสุดนโยบายรถคันแรกทำให้ความต้องการซื้อรถกลับสู่ภาวะปกติ ส่วนผลสำรวจภาวการณ์ทางสังคมพบว่า ดัชนีวัดความสุขในการดำรงชีวิตปรับตัวดีขึ้นสูงสุดในรอบ 37 เดือน ภาวะค่าครองชีพก็ปรับสูงสุดในรอบ 83 เดือน ความเห็นต่อสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังปรับดีขึ้นแลสูงสุดในรอบ 11 เดือน แต่มุมมองต่อการเมืองอนาคตปรับตัวลดลง






