หุ่นยนต์ กับ ธุรกิจสร้างบ้าน นวัตกรรมทางเลือก ทางรอด

ภาวะขาดแคลนแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานในภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างส่อเค้าว่าจะไม่ใช่เรื่องเล็กๆ อีกต่อไป
จากภาวะขาดแคลนที่สะสมอยู่เป็นทุนเดิม และคาดการณ์กันว่าวิกฤตนี้จะทวีคูณทันทีที่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือ AEC เปิดฉากอย่างเป็นทางการ
ภาวะขาดแคลนแรงงานที่จะรุนแรงขึ้นได้รับการคาดการณ์จากฝ่ายการวิจัยทรัพยากรมนุษย์และพัฒนาสังคม สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) ว่า ปัญหาการขาดคนในภาคการผลิตของไทยจะรุนแรงกว่าประเทศอื่นในอาเซียนถึง 3 เท่า ซึ่งเป็นตัวเลขผลสำรวจของธนาคารโลก จากการจัดเก็บข้อมูลภาคธุรกิจในประเทศต่างๆ ทั่วโลก 130,000 แห่ง จาก 135 ประเทศ รวมถึงประเทศในอาเซียน 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย มาเลเซีย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ฟิลิปปินส์ และอินโดนีเซีย
หากนำข้อมูลของประเทศต่างๆ ในอาเซียนมาคำนวณค่าเฉลี่ย โดยไม่นับประเทศไทยรวม พบว่า โดยเฉลี่ยธุรกิจของประเทศในกลุ่มอาเซียนที่พบกับปัญหาขาดแคลนแรงงานคุณสมบัติเหมาะสม คิดเป็น 12.6% ของธุรกิจทั้งหมด สะท้อนให้เห็นถึงความรุนแรงของปัญหานี้ในประเทศไทยจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นในอาเซียนถึง 3 เท่า หากถ้าเทียบกับอินโดนีเซีย ปัญหาความรุนแรงนี้จะสูงถึง 8 เท่า
จากปัญหาด้านแรงงาน การนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อเสริมประสิทธิภาพงานก่อสร้างให้รุดหน้าภายใต้ระยะเวลาที่จำกัด ทั้งในตัวเครื่องจักร เครื่องมือ และวัสดุก่อสร้าง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการบ้านจัดสรร และผู้ประกอบการรับสร้างบ้านของไทยเร่งพัฒนาขีดความสามารถของตัวเองให้ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านแรงงานที่ส่อเค้าขาดแคลนมากขึ้นเรื่อยๆ
แต่เท่านั้นยังไม่พอเพราะวิวัฒนาการของเทคโนโลยีและการบริหารจัดการสมัยใหม่ยังมีอีกหนึ่งตัวช่วยเพิ่มเข้ามานั่นคือ Robot หรือ หุ่นยนต์
หุ่นยนต์ ได้เข้าไปเป็นผู้ช่วยคนสำคัญให้กับอุตสาหกรรมที่หลากหลาย อาทิ ด้านเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมการผลิต ในรูปของการนำรถไถนา รถเก็บเกี่ยว งานด้านการสำรวจเพื่อค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ ด้านการแพทย์ มีการนำเทคโนโลยีหุ่นยนต์เข้ามาใช้งานในส่วนของการเสริมสร้างสมรรถภาพของร่างกาย ช่วยในการเดินสำหรับผู้พิการ หรือใช้เสริมแรงให้กับผู้ที่ต้องทำงานใช้แรงมากๆ ในกรณีของพยาบาลหรือนักกายภาพบำบัดที่ต้องยกผู้ป่วยขึ้นลงจากเตียง เป็นต้น
ในวงการก่อสร้างของไทยปรับตัวไปแล้วกับการนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมทัพ แต่สำหรับหุ่นยนต์เพื่องานก่อสร้างแล้วถือว่ายังเป็นเรื่องใหม่ แนวคิดใหม่ ที่ต้องพิสูจน์ในแง่ของการนำมาใช้จริง
"วิกฤติแรงงานขาดแคลน เป็นปัญหาสำคัญที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร่งด่วน และต้องมีการจัดการอย่างเป็นระบบ” พัชรา ตัณฑยรรยง นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน มองปัญหาผู้ประกอบการด้านรับสร้างบ้านต้องเผชิญ และเร่งปรับตัวเพื่อหาทางออก
การอบรม พัฒนาความรู้ และขีดความสามารถของผู้ประกอบการรับสร้างบ้าน เป็นแนวทางที่ พัชรา ทำมาอย่างต่อเนื่อง แต่ภายใต้การแข่งขันที่รุนแรง และการขาดแคลนแรงงาน การนำหุ่นยนต์เข้ามาเสริมทัพการทำงานก็เป็นอีกทางเลือกที่วันนี้ออกสตาร์ทเป็นที่เรียบร้อย ภายใต้โมเดลความร่วมมือระหว่างภาคการศึกษา และ ภาคธุรกิจ ที่มีรูปแบบการแข่งขันหุ่นยนต์สร้างบ้าน “Home Builder Robot Contest 2013” ชิงแชมป์ประเทศไทยระดับอุดมศึกษาเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในประเทศไทย โดยการสนับสนุนจากผลิตภัณฑ์ตราช้าง เอสซีจี
ในส่วนรูปแบบการแข่งขัน ปัญญา เหล่าอนันต์ธนา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะที่ปรึกษาโครงการ ระบุว่า เป็นนิสิตนักศึกษาที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับอุดมศึกษา จัดกลุ่มเป็นทีมๆ ละ 6 คน ประกอบด้วยนักศึกษา 5 คน และอาจารย์ที่ปรึกษา โดยให้ส่งใบสมัครพร้อม Conceptual Drawing & Design ภายในวันที่ 15 พ.ค. 2556 ไปยังสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน จากนั้นจะทำการคัดเลือก 10 ทีมที่พร้อมจะลงมือทำงานสร้างหุ่นยนต์ภายใต้งบสนับสนุนทีมละ 30,000 บาท การตัดสินทีมผู้ชนะการประกวดเกิดขึ้นในงานรับสร้างบ้าน เอ็กซ์โปร์ 2013 ระหว่างวันที่ 22-25 สิงหาคม 2556 ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์
โดยรางวัลชนะเลิศเป็นทุนการศึกษามูลค่า 150,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับที่ 1 ทุนการศึกษามูลค่า 100,000 บาท รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท และรางวัลการแข่งขันประเภท Technical Challenge จะได้รับทุนการศึกษามูลค่า 50,000 บาท
“ข้อดีของการแข่งขันคือ การเร่งสปีดของการนำนวัตกรรมและหุ่นยนต์มาใช้กับงานก่อสร้าง เห็นว่าในงานประกวดครั้งนี้มุ่งกระตุ้นแนวคิด และต้นแบบ แต่หากมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องไปอีก 3 ปี เชื่อว่าการนำหุ่นยนต์มาใช้งานได้จริงในการก่อสร้างก็จะเกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะหุ่นยนต์จะเข้าไปทำงานในส่วนงานหนักที่ต้องใช้แรงเยอะ อาทิ ยกถุงทราย ขนาด 50 กิโลกรัมต่อถุง การเคลื่อนย้ายวัสดุที่เป็นของหนัก ซึ่งงานส่วนนี้มีเป็นเนื้องานถึง 80% ของการก่อสร้าง และใน 20 ปีของการอยู่วงการหุ่นยนต์มา ผมว่าครั้งนี้จะเริ่มเข้าสู่ยุคของการใช้งานจริงมากขึ้น"
ด้านมนูกิจ พานิชกุล หัวหน้าภาควิชาวิศวกรรมระบบอุตสาหการ สถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย หรือ เอไอที มองใน 2 ด้านทั้งข้อดีของการนำมาใช้ และในมิติของความคุ้มค่าในการลงทุน
สำหรับการนำหุ่นยนต์มาใช้ในภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในงานก่อสร้างที่จะเข้าสนับสนุนแรงงานคน จะเพิ่มขึ้นเป็นหลายเท่าตัว จากระบบการทำงานแบบเพาเวอร์ สูท เป็นชุดให้คนสวมใส่ และสั่งการโดยคน อาทิ จากเดิมยกของได้เพียงสิบกว่ากิโลกรัมจะเพิ่มเป็น 100 กิโลขึ้นไปหากมีหุ่นยนต์เข้ามาทำงานส่วนนี้
ในอีกด้านของการลงทุน วันนี้วัสดุที่จะนำมาใช้ผลิตหุ่นยนต์ยังมีต้นทุนสูงจากการนำเข้า แต่ในระยะยาวมองว่าถึงเวลาแล้วที่จะนำหุ่นยนต์มาใช้งานจริงในภาคธุรกิจ โดยในงานนี้เอไอที จะนำงานวิจัยมาพัฒนาเป็นหุ่นยนต์แบบมีคนสวม (Power Suit) ซึ่งเป็นหุ่นยนต์ต้นแบบที่ประยุกต์ใช้ในงานก่อสร้าง
....จากปัญหาด้านแรงงานนำมาซึ่งการพบกันระหว่าง "ดีมานด์" จากฝั่งผู้ประกอบการรับสร้างบ้านที่มองหาตัวช่วย และสิ่งทดแทนแรงงานที่ขาดแคลน กับ "ซัพพลาย" ในภาคการศึกษาที่คิดค้น และ พัฒนานวัตกรรมหุ่นยนต์มาอย่างต่อเนื่อง แต่ขาดการหยิบนำไปใช้ในเชิงธุรกิจ
หากความร่วมมือครั้งนี้ส่งผลออกมาเป็นรูปธรรม วัดผลได้จริงในเชิงประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ไม่เพียงตอบโจทย์ด้านแรงงาน แต่ยังเปิดทางสู่โอกาส และขีดความสามารถในการแข่งขันที่เหนือกว่าสำหรับการสู้ศึกเออีซีในอนาคตอันใกล้







