พาณิชย์เผยส่งออกเดือนก.พ.มูลค่า 1.79 หมื่นล้านดอลลาร์ ติดลบ 5.38% ชี้หลายปัจจัยเสี่ยงรุม กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรร่วง ศก.คู่ค้าหลักชะลอ
กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาแถลงตัวเลขการส่งออกของไทย ประจำเดือนก.พ.ปรากฏว่ามูลค่าการส่งออกลดลง โดยเกิดขึ้นจากหลายสาเหตุ ซึ่งผู้ส่งออกหลายรายออกมาให้ความเห็นในทิศทางหากค่าเงินบาทยังคงแข็งค่าเร็วกว่าคู่แข่ง อนาคตการส่งออกของไทยจะมีปัญหามากขึ้น ขณะที่ตลาดส่งออกหลักของไทยอย่างญี่ปุ่นชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจ
นางวัชรี วิมุกตายน ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า การส่งออกสินค้าไทยเดือนก.พ. 2556 มีมูลค่า 17,928 ล้านดอลลาร์ ลดลง 5.83% เทียบเดือนเดียวกันปีก่อน เมื่อเทียบในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 5.29 แสนล้านบาท ลดลง 11.32% ส่วนการนำเข้าเดือนก.พ. มีมูลค่า 19,485 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 5.27% เมื่อเทียบในรูปเงินบาท การนำเข้ามีมูลค่า 5.82 แสนล้านบาท ลดลง 0.78% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเดือนก.พ. 2556 คิดเป็นมูลค่า 1,557 ล้านดอลลาร์ หรือขาดดุล 5.33 หมื่นล้านบาท
ส่วนการส่งออกช่วง 2 เดือนแรกของปีนี้ (ม.ค.-ก.พ. 2556) มีมูลค่า 36,197 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 4.09% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เมื่อเทียบในรูปเงินบาทการส่งออกมีมูลค่า 1.08 ล้านล้านบาท ลดลง 0.13% ขณะที่การนำเข้า 2 เดือนมีมูลค่า 43,241 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 22.24% เทียบในรูปเงินบาทการนำเข้ามีมูลค่า 1.31 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 17.53% โดยขาดดุลการค้าช่วง 2 เดือน มูลค่า 7,044 ล้านดอลลาร์ หรือขาดดุล 2.29 แสนล้านบาท
สินค้าเกษตรและอุตฯเกษตรร่วง
ปัจจัยที่ทำให้การส่งออกขยายตัวลดลง ในเดือนก.พ.เป็นผลมาจากการส่งออกกลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตรขยายตัวลดลง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมกุ้งแช่แข็งที่ผลผลิตในประเทศลดลง และยังมีปัญหามาตรการสุขอนามัยของผู้นำเข้า ทำให้กุ้งส่งออกลดลง 22.2% รวมทั้งยางพาราส่งออกลดลง เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว
ข้าวส่งออกลดลงจากการทยอยส่งมอบข้าวตามสัญญาซื้อข้าวรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ที่ผู้ซื้อต้องจ่ายเงินก่อน ถึงส่งมอบข้าวออกไปให้ ส่วนผักผลไม้ น้ำตาล มาจากราคาสินค้าในตลาดโลกปรับลดลง จากผลผลิตสินค้าชนิดนั้นในตลาดโลกที่เพิ่มขึ้น
ชี้ค่าบาทยังไม่กระทบเดือนก.พ.
ส่วนปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่านั้น ยอมรับว่ามีผลกระทบต่อการส่งออกไทย เดือนก.พ. เล็กน้อย เพราะเป็นคำสั่งซื้อล่วงหน้า แต่ยังเชื่อว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะดูแลค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพ เนื่องจากการส่งออกมีสัดส่วนสำคัญต่อการขยายตัวของจีดีพี นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยเศรษฐกิจประเทศปลายทางชะลอตัวลง
"มีหลายปัจจัยที่ทำให้การส่งออกลดลง ทั้งเรื่องราคาสินค้าเกษตรของไทยสูงขึ้น ตลาดปลายทางชะลอตัว ส่วนเรื่องค่าเงินบาทมีผลน้อยมากเพราะการส่งออกเดือนก.พ. เป็นยอดคำสั่งซื้อตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมาที่บาทยังไม่แข็งค่า"
สำหรับแนวโน้มการส่งออกเดือนมี.ค. คาดว่าจะขยายตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดือนก.พ. เพราะเชื่อว่ารัฐบาลจะสามารถส่งมอบข้าวได้มากขึ้น ประกอบกับสินค้าเกษตรอื่นๆ จะมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นทั้ง ยางพารา มันสำปะหลัง ผักและไม้ จึงคาดว่าจะส่งออกได้เพิ่มขึ้น
ถกเอกชน9เม.ย.ประเมินรายสินค้า
อย่างไรก็ตาม กระทรวงฯ ยังคงยืนยันเป้าหมายการส่งออก 2556 ขยายตัว 8-9% มูลค่า 2.47-2.5 แสนล้านดอลลาร์ แต่จะมีการทบทวนเป้าหมายการส่งออกทั้งปีช่วงกลางปีนี้ และเร็วๆ นี้ จะมีการประชุมร่วมกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) สมาคมธนาคารไทย ในวันที่ 9 เม.ย. เพื่อประเมินสถานการณ์ส่งออกรายอุตสาหกรรมต่อไป
สำหรับการส่งออกสินค้าในเดือนก.พ. พบว่า กลุ่มสินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร ขยายตัวลดลง 13.5% สินค้าส่งออกลดลง เช่น ข้าว 29.9% กุ้งแช่แข็งและแปรรูป 22.2% ไก่สดแช่แข็ง และแปรรูป 6.5% น้ำตาล 43.3% เป็นต้น สินค้ากลุ่มอุตสาหกรรม ขยายตัวลดลง 2.6% สินค้าสำคัญส่งออกลดลง เช่น อัญมณีและเครื่องประดับ 65.3% โดยเฉพาะทองคำยังไม่ขึ้นรูปลดลง 88.0% ส่วนสินค้าที่ส่งออกเพิ่มขึ้น เช่น ยานยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เพิ่ม 6.0% เครื่องใช้ไฟฟ้า 5.1% เป็นต้น
ด้านตลาดส่งออกเดือนก.พ. พบว่า ตลาดหลัก ลดลง 0.9% ได้แก่ ญี่ปุ่น ลด 1.1% สหรัฐ ลด 0.9% สหภาพยุโรป (15 ประเทศเดิม) ลด 0.8% ตลาดศักยภาพสูงลด 6.8% เช่น อาเซียน ลด 7.2% ฮ่องกง 27.8% ยกเว้นจีน เพิ่ม 3.7% อินเดียเพิ่ม 8.0% ตลาดศักยภาพระดับรอง เพิ่ม 1.0% ได้แก่ ทวีปแอฟริกา 12.8% ทวีปออสเตรเลีย 10.9% รัสเซียและซีไอเอส 13% ส่วนตลาดที่ลดลง เช่น ตะวันออกกลาง 7.3%
ขณะที่การนำเข้าเดือนก.พ. พบว่า นำเข้าเชื้อเพลิงลดลง 17.3% สินค้าทุนนำเข้าลด 2.3% วัตถุดิบ/กึ่งสำเร็จรูป นำเข้าเพิ่ม 23.4% อุปโภคและบริโภคนำเข้าลด 5.4% ส่วนยานพาหนะอุปกรณ์และการขนส่งนำเข้าเพิ่ม 26.7%
ชี้ส่งออกลดแต่ส่วนแบ่งตลาดเพิ่ม
นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า แม้ตัวเลขส่งออกจะลดลง แต่ในภาพรวมส่วนแบ่งตลาดของไทยเพิ่มขึ้น ซึ่งกรมกำลังรวบรวมรายละเอียด ก่อนนำไปหารือในการประชุมทูตพาณิชย์เดือนพ.ค.นี้
ส่วนผลกระทบจากเงินบาทแข็งค่าขณะนี้ ถือว่ายังเร็วเกินไปที่จะสรุปผลที่มีต่อการส่งออก แต่ประเมินว่าจะเห็นความชัดเจนว่าผลกระทบจะเป็นอย่างไรและควรปรับแผนอย่างไร น่าจะเป็นช่วงผ่านครึ่งปีแรกไปแล้ว เพราะตามยุทธศาสตร์ส่งออกของกรมฯที่ใช้ในขณะนี้ เน้นการทำตลาดใหม่ เน้นกิจกรรมที่เข้าถึงตลาดได้มากขึ้นและเข้มข้นขึ้น ถือว่าเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมอยู่แล้ว แต่จะต้องทบทวนเป้าหมายการส่งออกหรือไม่ ต้องรอประเมินการส่ง
ออกครึ่งปีแรกก่อน
"อัญมณี"ห่วงบาทแข็งยาวธุรกิจเจ๊ง
นายสมชาย พรจินดารักษ์ นายกสมาคมผู้ค้าอัญมณีไทย กล่าวว่า สถานการณ์ส่งออกปีนี้แตกต่างจากปีที่ผ่านมา แม้แนวโน้มการส่งออกช่วงต้นปีจะมีอัตราขยายตัวต่ำเหมือนกัน โดยปี 2555 ไตรมาส 1-2 ส่งออกลดลง แต่กลับมาขยายตัวได้ดีในช่วงไตรมาส 3-4 แต่ปีนี้มีปัจจัยเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจังจากรัฐบาล ทำให้แนวโน้มการส่งออกจากนี้ ยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ และหากสถานการณ์เงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่อง จะกระทบต่อผลประกอบการของธุรกิจ ซึ่งจะทำให้ธุรกิจต้องปิดกิจการในที่สุด
"การส่งออกเดือนก.พ. ที่ติดลบ ยอมรับว่ามีหลายปัจจัย ทั้งตลาดจีนและอินเดียที่เริ่มเข้าสู่การชะลอตัว ไม่ได้เป็นตลาดที่มีอัตราขยายตัวสูงเหมือนแต่ก่อน แต่ก็เป็นสัญญาณที่จะซ้ำเติมหากเรื่องของเงินบาทยังแข็งค่าต่อเนื่องก็จะทำให้การส่งออกปีนี้ไม่สามารถคาดหวังอะไรได้” นายสมชาย กล่าว
สำหรับอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ที่ถูกมองว่าได้รับประโยชน์จากการแข็งค่าของเงินบาทนั้น ในความเป็นจริงอัญมณีพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบเพียง 5% ส่วนที่เหลือเป็นการพึ่งพาการส่งออก ซึ่งเงินบาทที่แข็งค่าที่ผ่านมาทำให้ผู้ซื้อหันไปเลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการประเทศอื่นที่มีค่าเงินดีกว่าแทนแล้ว
"กลุ่มแช่เยือกแข็ง"ชี้ค่าเงินฉุดกำลังซื้อ
นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมแช่เยือกแข็งไทย กล่าวว่า การส่งออกที่ลดลงกำลังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ค่าเงินโลกผันผวน ซึ่งไม่ใช่เรื่องเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จนทำให้สินค้าไทยโดยเฉพาะสินค้าเกษตรแพงขึ้น แต่ยังทำให้กำลังซื้อผู้บริโภคปลายทางลดลง
นอกจากนี้ สินค้าเกษตรเป็นกลุ่มที่ใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบทั้งหมด ทำให้เงินบาทแข็งค่าจึงกระทบต่อภาคการส่งออกโดยตรง ส่วนแนวโน้มทั้งปียอมรับว่ายังไม่สามารถคาดการณ์ได้เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ที่ต้องติดตาม เช่น เศรษฐกิจประเทศปลายทาง ภาวการณ์เคลื่อนไหวเงินทุนโลก เป็นต้น
ส.อ.ท. ชี้เดือนมี.ค.ลบต่อเนื่องเหตุบาทแข็ง
นายวัลลภ วิตนากร รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า การส่งออกในเดือนมี.ค. นี้ คงมีสภาพไม่ต่างจากเดือนก.พ. ที่ผ่านมา เพราะได้รับผลกระทบจากค่าจ้างขั้นต่ำและเงินบาทแข็งค่า ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การส่งออกในเดือนก.พ. ติดลบ เพราะผู้นำเข้ารับราคาสินค้าของผู้ส่งออกไทยไม่ได้ โดยที่ผ่านมามีการปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท และการแข็งค่าของเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันเกือบ 5% ทำให้ผู้ส่งออกลดราคาสินค้าให้กับผู้นำเข้าไม่ได้และทำให้ต้องรับคำสั่งซื้อลดลง รวมทั้งสินค้าเกษตรมีปัญหาถูกกีดกันทางการค้ามากขึ้น เช่น อินโดนีเซียห้ามนำเข้าผลไม้ไทย 13 ชนิด และกระทรวงพาณิชย์กำลังเจรจากับอินโดนีเซีย
นายวัลลภ กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ในช่วงการเจรจารับคำสั่งซื้อสำหรับส่งมอบไม่เกิน 6 เดือนข้างหน้า และถ้าในช่วงไตรมาส 2 มีปัญหาเงินบาทแข็งค่าจะทำให้การส่งออกไตรมาส 2 แย่กว่าไตรมาส 1
วอน กนง.ดูแลเงินไหลเข้าระยะสั้น
ผู้ส่งออกต้องการให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 4 เม.ย. นี้ มีมาตรการออกมาดูแลอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่ง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กนง.ไม่ต้องประกาศก็ได้ว่าจะจัดการเงินทุน ที่เข้ามาเก็งกำไรระยะสั้นอย่างไร แต่อย่าปล่อยสถานการณ์นี้ไว้ โดยถ้าในสัปดาห์หน้า กนง. ยังอ้างว่าเศรษฐกิจไทยอยู่ในเกณฑ์ดีและไม่สามารถสกัดเงินทุนไหลเข้าได้ ก็ต้องยอมรับอัตราแลกเปลี่ยนที่จะเกิดขึ้นและต้องยอมรับการส่งออกที่อาจชะลอตัว






