ไทย-เมียนมาร์ เตรียมเซ็นเอ็มโอยูฉบับใหม่ลงทุน Holding Company ถือหุ้นฝ่ายละ 50%โครงการท่าเรือน้ำลึกทวาย
สมาคมไทย-เมียนมาร์เพื่อมิตรภาพ และสถาบันบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลกรณ์มหาวิทยาลัย จัดงานสัมนาหัวข้อ “มองเมียนมาร์ในมุมใหม่ : Shaping Business Leaders for a New Myanmar” โดยมีผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ผู้แทนจากรัฐบาลเมียนมาร์ รวมทั้งสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมเมียนมาร์เข้าร่วมสัมนา
นายชาญวิทย์ อมตะมาทุชาต รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่าในช่วงเดือนพ.ค.ที่จะถึงนี้คณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทย - เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง (JHC) ที่มีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของไทย และนายญาณ ทุน (H.E. U Nyan Tun) รองประธานาธิบดีสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์เป็นประธาน จะประชุมร่วมกันที่เมืองเนปิดอว์ ประเทศเมียนมาร์ เพื่อสรุปความคืบหน้าในการทำงานร่วมกันเพื่อผลักดันโครงการฯทวายและรับทราบข้อกำหนดและกฎระเบียบที่คณะทำงานของทั้งสองประเทศได้ตกลงร่วมกัน รวมทั้งการก่อตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ(Special Purpose Vehicle) หรือ “SPV”ขึ้นเป็น Holding Company เพื่อบริหารงานและระดมทุนเพื่อเดินหน้าโครงการฯทวาย โดยเมื่อการประชุมเสร็จสิ้นลงไทยและเมียนมาร์จะลงนามในบันทึกความร่วมมือ (MOU) ฉบับใหม่ในการพัฒนาโครงการฯทวาย โดยผู้นำของทั้งสองประเทศจะเป็นผู้ลงนามใน MOU ฉบับนี้เพื่อเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน
นายชาญวิทย์ กล่าวต่อไปว่า ขณะนี้การก่อตั้ง Holding Company ยังไม่จำกัดจำนวนชาติที่จะเข้ามาเป็นผู้ลงทุนหลัก แต่ตนมีความมั่นใจว่าญี่ปุ่นจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เข้ามาลงทุนค่อนข้างแน่นอน เนื่องจากก่อนหน้านี้ในการประชุม ประธานคณะกรรมการร่วมไทย-เมียนมาร์เพื่อการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่โครงการที่เกี่ยวข้อง(JCC) ที่พัทยา ญี่ปุ่นได้ส่งผู้แทนเข้ามาร่วมสังเกตการณ์รวมทั้งในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเอกชนญี่ปุ่นได้เดินทางมาพบกับรัฐบาลไทยและเมียนมาร์และได้มีการสอบถามเกี่ยวกับความคืบหน้าของโครงการทวายเป็นระยะ รวมทั้งบางหน่วยงานของญี่ปุ่นก็ตั้งทีงที่ปรึกษาเพื่อศึกษาข้อมูลด้านต่างๆในทวายควบคู่ไปกับเมียนมาร์และไทย ซึ่งหากญี่ปุ่นเข้ามาร่วมเป็นผู้ลงทุนหลักในโครงการทวายถือว่าเป็นผลดีต่อโครงการ เพราะนอกจากญี่ปุ่นจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการพัฒนาพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม รวมทั้งมีความรู้ในเรื่องเทคโนโลยีที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ญี่ปุ่นยังมีแหล่งเงินกู้ขนาดใหญ่ที่มีดอกเบี้ยต่ำซึ่งอาจจะช่วยสนับสนุนโครงการได้ ที่สำคัญการมีญี่ปุ่นเข้ามาร่วมทุนใน Holding Company จะช่วยลดความเสี่ยงของโครงการเนื่องจากญี่ปุ่นต้องการที่จะขยายการลงทุนในภูมิภาคนี้อย่างจริงจัง รวมทั้งการขยายอุตสาหกรรมบางสาขาที่สร้างในประเทศไทยไม่ได้ เช่น อุตสาหกรรมต้นน้ำประเภทเหล็ก ปิโตรเคมี และโรงไฟฟ้าถ่านหินสะอาดที่ยังมีกระแสต่อต้านในไทยมาก
"การจัดตั้ง Holding Company ในระยะแรกจะเป็นการร่วมทุนระหว่างไทยกับเมียนมาร์ในสัดส่วน 50:50 ก่อน หลังจากนั้นเมื่อมีประเทศที่ 3 - 4 เข้ามาก็จะมีการตกลงกันในเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้นว่าจะอยู่ในสัดส่วนเท่าไหร่ ซึ่งกรณีญี่ปุ่นรัฐบาลไทยและเมียนมาร์จะออกหนังสือร่วมกันในการเชิญชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในทวายอย่างเป็นทางการ ซึ่งเมื่อมีหนังสือออกไปรัฐบาลญี่ปุ่นก็จะสามารถให้การสนับสนุนการลงทุนของเอกชนหรือรัฐวิสาหกิจญี่ปุ่นที่จะเข้ามาลงทุนในทวายได้อย่างเต็มที่"นายชาญวิทย์ กล่าว

