วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

PM

จิ๋วแต่แจ๋ว

เริ่มต้นวิเคราะห์หุ้น PM ที่ราคาเป้าหมาย 13.00 บาท เราเริ่มต้นวิเคราะห์หุ้น PM ด้วยคำแนะนำ OUTPERFORM ที่ราคาเป้าหมาย 13.00 บาทในปี 2556 เท่ากับ PER 17.5X และ PBV 5.3X โดยเราชอบ PM เพราะแม้จะเป็นบริษัทขนาดเล็กในตลาดที่มีการแข่งขันสูง แต่ PM มีศักยภาพการทำกำไรสูงกว่าคู่แข่งที่มีขนาดใหญ่กว่า ขณะที่ราคาหุ้นซื้อขายอยู่ที่ PER 12.1X ในปี 2556 ซึ่งน่าสนใจเมื่อพิจารณาจากกำไรต่อหุ้นที่คาดจะเติบโตเฉลี่ยสูงถึง 21% CAGR ในสามปีข้างหน้า ประกอบกับรายได้ส่วนใหญ่ของบริษัทหรือ 73% มาจากธุรกิจจัดจำหน่าย เราจึงมองว่า PM อาจซื้อขายที่ PER สูงขึ้นเนื่องจากลักษณะของธุรกิจหลักสามารถจัดอยู่ในกลุ่มพาณิชย์ที่มี PER สูงกว่ากลุ่มอาหารมาก นอกจากนี้บริษัทต้องตัดสินใจเรื่องหุ้นทุนซื้อคืน(TREASURY STOCK) ภายในปี 2557 ซึ่งจะกลายเป็นปัจจัยบวกที่ผลักดันราคาหุ้นต่อไป
บริษัทเล็กแต่มีศักยภาพการทำกำไรสูง : นอกจาก PM จะเป็นผู้นำในธุรกิจผลิตและจำหน่ายปลาเส้นแบรนด์ "ทาโร" ด้วยส่วนแบ่งตลาด 76% บริษัทยังเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคอีกหลายรายการ ซึ่งการที่ PM สามารถเข้าถึงช่องทางการจัดจำหน่ายทั้งร้านค้าปลีกแบบ MODERN TRADE และร้านค้าแบบดั้งเดิม รวมทั้งสามารถนำส่งสินค้าได้ตรงเวลาและให้ความใส่ใจมากกว่าผู้จัดจำหน่ายรายใหญ่ ทำให้บริษัทมีลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เราพบว่า PM เป็นผู้ประกอบการในธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคที่มีศักยภาพการทำกำไรสูงที่สุด โดยมีอัตรากำไรสุทธิสูงกว่าทั้ง BJC (สายธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภค) LOXLEY TRADING และ DKSH แม้จะมียอดขายน้อยที่สุด
การบริโภคที่เพิ่มขึ้นและจำนวนร้านค้าปลีกเปิดโอกาสสำหรับการเติบโต : เราเชื่อว่ารายได้จากธุรกิจหลักของ PM คือธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นของผู้บริโภค รวมถึงการขยายสาขาเชิงรุกของผู้ค้าปลีกทุกรูปแบบในประเทศ (HYPERMARKET, SUPERMARKET, ร้านสะดวกซื้อและห้างสรรพสินค้า) ซึ่งช่องทางการขายและร้านค้าปลีกที่เพิ่มขึ้นนี้น่าจะส่งผลให้ PM มีปริมาณการขายเติบโตไปพร้อมกัน
กำไรต่อหุ้นคาดเติบโต 18%, 29% และ 17% ในปี 2556-58 : หลังจาก PM รายงานอัตราการเติบโตของกำไรสูงถึง 42% YOY ในปี 2555 เราเชื่อว่าบริษัทจะยังมีกำไรสุทธิเติบโตอีก 18%, 29% และ 17% ในปี 2556-58 ตามลำดับ หรือเฉลี่ย 18% CAGR เพราะนอกจากยอดขายที่คาดจะเพิ่มขึ้น 13%, 13% และ 12% ในช่วงเวลาเดียวกัน จากทั้งยอดขายสินค้าของบริษัทเองและสินค้าที่บริษัทเป็นตัวแทนจำหน่ายให้กับคู่ค้า รวมถึงคู่ค้าใหม่ที่จะเพิ่มเข้ามา เราเชื่อว่า PM จะมีอัตรากำไรเพิ่มสูงขึ้นหรือจาก 10.5% ในปี 2555 เป็น 12.1% ในปี 2558 เช่นกันจากประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นและประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด นอกจากนี้หุ้นทุนซื้อคืนที่มีอยู่ (51.8 ล้านหุ้น ราคาต้นทุนเฉลี่ยหุ้นละ 2.5 บาท) จะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับกระแสเงินสดและงบดุล ไม่ว่า PM จะตัดสินใจตัดจ่ายหรือขายหุ้นกลับเข้าตลาด ขณะที่เราตั้งสมมติฐานว่าบริษัทจะตัดจ่ายหุ้นทั้งหมดภายในปี 2557
พร้อมรับโอกาสทางธุรกิจจากการจัดตั้ง AEC : PM กำลังศึกษาแนวโน้มการทำธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าของบริษัทเองในประเทศแถบภูมิภาคอาเซียน และขณะนี้อยู่ระหว่างการเจรจากับคู่ค้า ซึ่งคาดจะได้ข้อสรุปภายในปี 2556 นอกจากนี้ เรายังเชื่อว่า PM มีโอกาสกลายเป็นผู้จัดจำหน่ายสินค้าให้กับผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในภูมิภาคอาเซียนที่กำลังมองหาโอกาสเข้าสู่ตลาดไทยในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเมื่อพิจารณาจากงบดุลที่แข็งแกร่งด้วยอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน 0.52X และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุน 0.02X ในปี 2555 เราเชื่อว่า PM พร้อมรับโอกาสทางธุรกิจดังกล่าว

RISK
Risk : ราคาเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น จำนวนคู่ค้าที่ลดลงสุทธิ ต้นทุนวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวน
Price catalysts : การประกาศแผนการลงทุนใหม่