โบรกเกอร์คาดปีนี้กำไรกลุ่มแบงก์-สื่อสาร-วัสดุก่อสร้างเติบโตสูงสุด อานิสงส์การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของรัฐและโครงการ 3 จี
บล.เอเซียพลัส วิเคราะห์ว่า หลังประกาศผลประกอบการงวดปี 2555 นักวิเคราะห์ได้ปรับปรุงประมาณการกําไรปี2556 คาดว่าฐานกําไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) อยู่ที่ 9.02 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 8.51% ส่วนใหญ่เป็นการปรับขึ้นในกลุ่มพลังงาน ธนาคารพาณิชย์ และพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งตามประมาณการใหม่ฐานกําไรสุทธิจะเติบโตจากปี 2555 ในอัตรา 25.37% และอัตรากำไรต่อหุ้น (EPS)อยู่ที่ 106.35 บาท เติบโต24.97% จากปีก่อนหน้า
สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย กลุ่มธนาคารพาณิชย์ คาดว่ากําไรสุทธิปี2556 อยู่ที่ 2.12 แสนล้านบาท คิดเป็น EPS ที่ 52.32 บาท เพิ่มขึ้น 31% จากปีก่อนหน้า มาจากการเติบโตของสินเชื่อที่คาดว่าจะอยู่ที่ 12.2% ซึ่งเป็นผลมาจากแผนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และบริหารจัดการน้ำ ซึ่งงบลงทุนรวมสูงกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมยังเติบโตในระดับสูง
กลุ่มพลังงาน คาดว่าจะมีกําไรสุทธิอยู่ที่ 2.54 แสนล้านบาท คิดเป็น EPS 2,230.73 บาท เพิ่มขึ้น 16% จากปีก่อนหน้า แต่ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดรวม โดยการเติบโต จะถูกขับเคลื่อนจากการเริ่มใช้กำลังการผลิตส่วนเพิ่มของหลายบริษัท ทั้งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม หรือปตท.สผ. (PTTEP) ที่กําลังการผลิตเพิ่มขึ้นจาก 2.7 แสนบาร์เรล/วันเป็น 3 แสนบาร์เรล/วัน
ขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีของบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) และ บริษัท ไทยออยล์ ( TOP) ก็มีกําลังการผลิตส่วนเพิ่มมาช่วยสร้างรายได้เช่นกัน ในส่วนของประสิทธภาพการทำกําไร คาดว่าส่วนต่างราคาวัตถุดิบ กับผลิตภัณฑ์ (สเปรด) ของผลิตภัณฑ์ สายโอเลฟิน จะปรับขึ้นจากปีที่ผ่านมาประมาณ 50 ดอลลาร์สหรัฐ/ตัน และสายอะโรเมติกส์ปรับขึ้น 100 ดอลลาร์ฯ/ตัน บนสมมุติฐานราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 100 ดอลลาร์ฯ/ตัน
ส่วนกลุ่มไอซีที ปีนี้เป็นปีแรกที่ผู้ประกอบการในธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่เปิดให้บริการระบบ 3G ซึ่งมีส่วนช่วยขับเคลื่อนกำไรผ่านต้นทุนการดําเนินงานที่ลดลง เมื่อเทียบกับระบบเดิมที่ต้องจ่ายส่วยแบ่งรายได้ 25-30% และแนวโน้มอัตราค่าบริการต่อเลขหมาย ที่เพิ่มขึ้นตามอัตราการใช้บริการประเภท Non-Voice ที่เพิ่มขึ้น
ทั้งนี้บริการในระบบ 3G ภายใต้ใบอนุญาตใหม่น่าจะเกิดขึ้นในงวดไตรมาส 2 ปีนี้ จากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ทําให้คาดหมายว่าฐานกําไรสุทธิและ EPS ของกลุ่มไอซีที น่าจะเติบโตสูงถึง 47% และน่าจะมีสัดส่วนของกําไรอยู่ที่ 8.37% ของกําไรบจ.รวม หรือประมาณ 7.5 หมื่นล้านบาท
กลุ่มวัสดุก่อสร้าง คาดหมายว่าฐานกําไรสุทธิน่าจะเติบโต30% มาอยู่ที่ 4.26 หมื่นล้านบาทคิดเป็น 4.72% ของกําไรสุทธิรวมของบจ.ประเด็นที่เป็นแรงผลักดันการเติบโตมาจากเรื่องของปริมาณการงานก่อสร้างในระบบที่อยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก เห็นได้จากระดับงานในมือรอรับรู้รายได้ (แบ็คล็อก) ของผู้รับเหมาก่อสร้าง 10 รายที่อยู่ในบริษัทวิจัยที่สูงกว่า 3.6 แสนล้านบาทและยังโครงการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ ที่จะเกิดขึ้นอีกเป็นจํานวนมาก
"จากการประเมินสถานการณ์ดังกล่าวข้างต้น เห็นว่ากลุ่มที่น่าจะมีความโดดเด่นในเชิงของการสร้างการเติบโตของกําไรในปี2556 ได้แก่ 3 กลุ่มหลัก คือ ธนาคารพาณิชย์ กลุ่มไอซีที และวัสดุก่อสร้าง"






