นักวิชาการหวั่นเจอวิกฤติต้มย้ำกุ้งรอบสอง ชี้สถานการณ์เศรษฐกิจคล้ายปี 40 หลังพบสัญญาณฟองสบู่ตลาดหุ้น อสังหาฯ แนะรัฐดูแลใกล้ชิด
นายสมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดี สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ เปิดเผยในงานซี.พี.เสวนา"บาทแข็ง:ผลกระทบ-ทางออก" ว่า คาดเงินบาทน่าจะแข็งค่าแตะระดับ 25-26 บาทต่อดอลลาร์ภายใน 2 ปีข้างหน้า เพราะขณะนี้สถานการณ์ค่าเงินบาทคล้ายกับสถานการณ์ก่อนเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ที่ภาพรวมเศรษฐกิจไทยขยายกว่า 6% ประกอบกับนักลงทุนมองเห็นโอกาสจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เอซี) ที่ไทยจะเป็นประเทศที่เชื่อมโยงกับกลุ่มประเทศภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง ทำให้มีเงินทุนไหลเข้าต่อเนื่อง รวมทั้งผู้ส่งออกเทขายดอลลาร์ ทำให้เงินบาทแข็งค่าสูงสุดรอบ 28 เดือน ที่ 29.51 บาทต่อดอลลาร์ และมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่อง ซึ่งผู้ส่งออกกำลังเผชิญผลกระทบจากค่าแรง 300 บาท และเงินบาทแข็งค่าต้องปรับตัว เน้นการขายในประเทศมากขึ้น
สำหรับเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น มีตัวแปรสำคัญคือ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เข้าแทรกแซง แต่จะทำได้แค่ไหน เพราะขณะนี้ เริ่มเห็นสัญญาณฟองสบู่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ การบริโภคเพิ่มขึ้นรวดเร็ว ธปท.ต้องใช้วิกฤติต้มยำกุ้งเป็นบทเรียน เพราะขณะนี้บาทแข็ง แต่ ธปท.ไม่ปล่อยให้แข็ง ตรงข้ามกับเมื่อตอนต้มยำกุ้ง ที่บาทอ่อน แต่ ธปท.ไม่ยอมให้ อ่อนค่า ดังนั้นอย่าคาดหวังว่า ธปท.จะมีเงินจำนวนมากตรึงค่าบาทไว้
ส่วนการลดดอกเบี้ยหรือไม่นั้นไม่มีผลต่อเศรษฐกิจและค่าเงิน ดังนั้นต้องระวังวิกฤติให้ดี เพราะขณะนี้ หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นเป็น 80% ของ จีดีพี ถือว่าน่าห่วง และการบริหารประชานิยมของภาครัฐ หากบริหารไม่ดีเศรษฐกิจไทยแย่แน่ ดังนั้นเมื่อมีสัญญาณฟองสบู่ ควรระวัง หากเกิดและแตกเมื่อไหร่เศรษฐกิจไทยจะแก้ยาก
ทั้งนี้ ต่อจากนี้ ไปสิ่งที่เศรษฐกิจต้องระวังคือ การเคลื่อนย้ายเงินเยนไปยังสายการลงทุนของญี่ปุ่นเอง และเมื่อไทยคือสายการลงทุนอันดับ 1 ของญี่ปุ่น และเป็นเออีซี ประเทศไทยน่าจะเป็นเป้าหมายหลักที่เงินเยนจะเข้ามาลงทุน เพราะประเทศญี่ปุ่นมีปัญหาภายในอยู่มาก อาทิเช่น ปัญหาประชากรก้าวสู่วัยชรา จึงมีการขาดแคลนแรงงานในวัยทำงาน
ปัญหาขาดแคลนพลังงาน ต้นทุนการเงินก็ต้องเพิ่มขึ้น เมื่อไทยเป็นศูนย์กลางเออีซี เงินทุนก็ต้องไหลเข้าสู่ไทยเป็นอันดับต้นๆแน่นอน เพราะขณะนี้ญี่ปุ่นก็มีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างชัดเจน หลังจากเศรษฐกิจญี่ปุ่นซบเซามานาน






