ในระยะสั้นมีความไม่แน่นอนเกิดขึ้นจากการปรับลดงบใช้จ่ายของสหรัฐ
แต่ส่วนนี้ได้รับการชดเชยจากการที่เฟด ยังคงเดินหน้าซื้อสินทรัพย์ต่อเนื่อง ล่าสุด 4 สัปดาห์ ย้อนหลังสิ้นสุด 13 มี.ค.ที่ผ่านมา เฟดซื้อสินทรัพย์อีก 7.5 หมื่นล้านดอลลาร์ ทั้งนี้ IMF ประเมินว่าการลดงบใช้จ่ายสหรัฐจะทำให้เศรษฐกิจหดตัวลง 0.6% ถ้าเดิมตามที่นักวิเคราะห์ในตลาดโลกคาดการณ์ไว้ (Consensus) ว่า เศรษฐกิจสหรัฐจะเติบโต 1.8% ในปีนี้ ก็จะลดลงเหลือราว 1.3% ถ้าสหรัฐไม่มีการปรับเปลี่ยนงบหรือไม่มีมาตรการอื่นเข้ามาเพิ่มเติม
•คาดการณ์เศรษฐกิจยูโรโซนจะหดตัวต่ออีก 0.4% ในปีนี้ จากที่ประเมินว่า หดตัวไปแล้ว 0.5% ในปี 2555 เป็นสิ่งที่ตลาดคาดการณ์อยู่แล้ว สิ่งที่ดีขึ้นในยูโรโซน คือ ความผันผวนของตลาดการเงินที่น้อยลง เห็นได้จากผลตอบแทนพันธบัตรของสเปน อิตาลีที่ประมูลในเดือนม.ค.-ก.พ.ที่ผ่านมา ต่ำกว่าช่วงวิกฤตปี 2555 มาก
•คาดเศรษฐกิจญี่ปุ่นมีทิศทางดีขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรีอาเบะ แสดงเจตจำนงชัดเจนเรื่องการใช้นโยบายผ่อนคลาย เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งล่าสุดยังคงเดินหน้าโครงการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) มูลค่า 101 ล้านล้านเยนต่อไป
•ตลาดหุ้นเอเชียยังปรับตัวขึ้นต่อได้ในระยะกลาง-ยาว จากทั้ง Fund Flow ที่ไหลเข้ามาลงทุนและปัจจัยจิตวิทยาทางบวกจากการปรับขึ้นของตลาดหุ้นสหรัฐ การเติบโตที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจจีนก็เป็นอีกปัจจัยที่เกื้อหนุน ซึ่งสัญญาณบวกที่เกิดขึ้น คือ การส่งออกของจีนกระเตื้องขึ้น และภาคแรงงานสหรัฐฟื้นตัวดีขึ้น โดยล่าสุดอัตราการว่างงานเดือนก.พ. ลดลงเหลือ 7.7%
•แต่...ในระยะสั้นต้องระวังการปรับฐานของตลาด หลังจากทะยานขึ้นมาต่อเนื่องกว่า 1 ปี น่าจะเป็นการปรับฐานไม่รุนแรงและไม่ได้ทำให้ขาขึ้นของตลาดหุ้นจบลง เพราะตลาดยังไม่ได้สะท้อน (Price in) การเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐและจีนเข้าไปมากนัก แต่หากเศรษฐกิจทั้งสองประเทศมีการขยายตัวดีกว่าคาด ก็จะเป็นปัจจัยกระตุ้น (Catalyst) ในรอบต่อไป
•คาดว่า 2Q56 จะยังเป็นไตรมาสที่ดีสำหรับหลักทรัพย์ในกลุ่มที่อิงกับอุปสงค์ในประเทศ (Domestic Play) ส่วนกลุ่มที่เป็น Cyclical คาดว่าจะ Perform ดีขึ้นใน 2H56 หลังเห็นภาพการเติบโตที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน
•ให้น้ำหนัก Overweight ตลาดหุ้นจีน/ฮ่องกง, ไต้หวัน, ไทย และอินโดนีเซีย ให้น้ำหนัก Neutral ตลาดหุ้นสิงคโปร์และฟิลิปปินส์ ให้น้ำหนัก Underweight ตลาดหุ้นมาเลเซียและเกาหลี ทั้งนี้ประเมินว่าการเติบโตที่ดีขึ้นของเศรษฐกิจจีนจะหนุนตลาดหุ้นจีน/ฮ่องกง และไต้หวัน ซึ่งมีภาวะเศรษฐกิจสัมพันธ์กับจีนมากจะได้รับประโยชน์ไปด้วย ส่วนไทยการเติบโตของอุปสงค์และการลงทุนในประเทศที่แข็งแกร่ง ความเสี่ยงเรื่องการเมืองน้อยลงเมื่อเทียบกับ 2 ปีก่อน และ Valuation ต่ำกว่าตลาดหุ้นในกลุ่ม TIP ด้วยกัน โดยตลาดหุ้นไทยมี Forward P/E ปีนี้เท่ากับ 13 เท่า
ทั้งนี้กลุ่มอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในตลาดหุ้นไทย คือ ธนาคารพาณิชย์ อุปโภคบริโภค ท่องเที่ยว รับเหมาก่อสร้าง วัสดุก่อสร้าง และขนส่ง ส่วนกลุ่มพลังงาน ปิโตรเคมี และเดินเรือ ในระยะสั้นยังขาด Catalyst แต่เป็นกลุ่มที่น่าสนใจทยอยซื้อสะสม เพราะธุรกิจเหล่านี้จะกระเตื้องขึ้นตั้งแต่ 2H56 เป็นต้นไป ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก
ที่มา...DBS Group Research & อาภาภรณ์ แสวงพรรค







