ธปท.เตรียมผ่อนผันการกำกับลูกหนี้รายใหญ่ที่มีความสัมพันธ์เชิงกลุ่มธุรกิจ โดยยอมให้ปล่อยกู้เกินกว่า 25% ได้ แต่ต้องดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม
รายงานข่าวจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.จะพิจารณาผ่อนผันการกำกับลูกหนี้รายใหญ่ที่มีความสัมพันธ์ในลักษณะกลุ่มธุรกิจเกินกว่าที่อัตรากฎหมายกำหนดเป็นรายกรณีตามความจำเป็นและเป็นการชั่วคราว โดยพิจารณาว่ากลุ่มธุรกิจที่ขอผ่อนผันดังกล่าว ต้องเข้าข่ายเป็นธุรกิจที่มีศักยภาพหรือมีฐานะกิจการที่มั่นคง เพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งยังคงต้องพึ่งพาแหล่งเงินทุนจากสถาบันการเงินเพื่อรองรับการขยายตัวของกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ โดยยังคงแนวทางในการรักษาความมั่นคงและเสถียรภาพของระบบสถาบันการเงิน
สำหรับกฎเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่ตามมาตรา 50 แห่งพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ.2551 และประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ สนส.22/2555 เรื่อง หลักเกณฑ์การกำกับลูกหนี้รายใหญ่(Single Lending Limit) ลงวันที่ 17 ธ.ค.55 กำหนดให้สถาบันการเงินให้สินเชื่อลงทุนก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือแก่บุคคลหลายคนรวมกันในโครงการหนึ่งโครงการใด หรือเพื่อใช้ในวัตถุประสงค์อย่างเดียวกันเมื่อสิ้นวันหนึ่งๆ ไม่เกิน 25% ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของสถาบันการเงิน(Single Lending Limit:SLL)
รายงานข่าวระบุว่า ธปท.ได้ทำหนังสือเวียน เพื่อนำส่งแนวทางพิจารณาผ่อนผันนี้ไปยังธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งเมื่อปลายเดือนก.พ.ที่ผ่านมา โดยการผ่อนผันจะใช้หลักการดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่ม(Capital add-on) ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานสากลที่เริ่มให้ความสำคัญต่อความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของสินเชื่อ(Concentration risk) มากขึ้น
ทั้งนี้ธนาคารพาณิชย์จะต้องดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มเพื่อรองรับส่วนที่ให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อเกินกว่า 25% ของเงินกองทุนทั้งสิ้นของธนาคารพาณิชย์ ตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.56 และเพื่อให้ธนาคารพาณิชย์มีเวลาในการปรับตัวจึงกำหนดให้ เปิดเผยข้อมูลเงินกองทุนและอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนหลังหักเงินกองทุนส่วนเพิ่มดังกล่าวตั้งแต่สิ้นเดือนม.ค. ปี 2558 เป็นต้นไป
รายงานข่าวระบุด้วยว่า การผ่อนผันดังกล่าว หากธนาคารพาณิชย์เห็นว่าลูกหนี้หรือกลุ่มลูกหนี้รายใดมีธุรกิจที่หลากหลาย และการประกอบธุรกิจของกลุ่มลูกหนี้ไม่มีความสัมพันธ์กันโดยตรง ธนาคารพาณิชย์สามารถเสนอข้อมูลเพิ่มเติมเพื่อประกอบการพิจารณาผ่อนผันและเพื่อคำนวณเงินกองทุนส่วนเพิ่มได้
สำหรับเงื่อนไขการขอผ่อนผันนั้น วงเงินที่ขอผ่อนผันตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.56 เป็นต้นไป ทาง ธปท. กำหนดให้ คำนวณเงินกองทุนส่วนเพิ่มตามหลักเกณฑ์การกำกับดูแลเงินกองทุนโดยทางการ(Pillar2) โดยคำนวณจากวงเงินส่วนที่เกิน 25% ของเงินกองทุนทั้งสิ้น และธนาคารพาณิชย์ต้องนำเงินกองทุนส่วนเพิ่มที่คำนวณได้นี้ไปใช้ในการพิจารณากำหนดราคา ที่จะเสนอแก่กลุ่มลูกหนี้ดังกล่าวด้วย
นอกจากนี้ให้จัดทำการทดสอบภาวะวิกฤต(Stress test) สำหรับกลุ่มธุรกิจที่ธนาคารพาณิชย์ขอผ่อนผัน โดยมีการกำหนดสมมติฐานที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจเพื่อให้มั่นใจว่าการผ่อนผันดังกล่าวจะไม่กระทบต่อฐานะทางการเงินของธนาคารพาณิชย์นั้น โดยเก็บผลการทดสอบไว้ที่ธนาคารพาณิชย์เพื่อให้ ธปท. สามารถตรวจสอบได้ หรือจัดส่งเมื่อธปท.ร้องขอ
ทั้งนี้ยังกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลเงินกองทุนและอัตราส่วนการดำรงเงินกองทุนหลังหักเงินกองทุนส่วนเพิ่ม ในหมายเหตุประกอบงบการเงินตามรอบระยะเวลาในการจัดทำงบการเงินที่กำหนดในประกาศ ธปท. ว่าด้วยการจัดทำและการประกาศงบการเงินของธนาคารพาณิชย์ และบริษัทโฮลดิ้งที่เป็นบริษัทแม่ของกลุ่มธุรกิจทางการเงน และในรายการย่อแสดงสินทรัพย์และหนี้สินตามแบบ ธ.พ.1.1 และแบบธ.พ.1.2 โดยให้ธนาคารพาณิชย์เปิดเผยข้อมูลครั้งแรก ณ สิ้นเดือนม.ค.58
รายงานข่าวระบุว่า การผ่อนผันนี้ ยังควบคุมให้วงเงินรวมของลูกหนี้ทุกกลุ่มที่ธนาคารพาณิชย์ได้รับการผ่อนผันเกิน 25% ของเงินกองทุนทั้งสิ้น ต้องไม่เกิน 20% ของยอดสินเชื่อรวมทั้งหมด ของธนาคารพาณิชย์นั้น ทั้งนี้เงื่อนไขนี้ไม่บังคับใช้กับสาขาของธนาคารพาณิชย์ต่างประเทศ
ทั้งนี้ การให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่นิติบุคคลใด ให้นับรวมการให้สินเชื่อ ลงทุน ก่อภาระผูกพัน หรือทำธุรกรรมที่มีลักษณะคล้ายการให้สินเชื่อแก่บริษัทแม่ บริษัทลูก และบริษัทร่วม เป็นของนิติบุคคลนั้นด้วย และในกรณีที่ลูกหนี้ถือหุ้นในบริษัทใดตั้งแต่ 20% ขึ้นไปถึง 50% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัทนั้น ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริษัทนั้นเป็นผู้ที่เกี่ยวข้องบกับลูกหนี้
อย่างไรก็ตาม หากธนาคารพาณิชย์สามารถพิสูจน์ได้ว่าลูกหนี้ไม่มีอำนาจควบคุมกิจการแบบเบ็ดเสร็จในบริษัทนั้นๆ ธนาคารพาณิชย์อาจไม่จัดบริษัทดังกล่าวอยู่ในกลุ่มของลูกหนี้รายนั้นก็ได้
น.ส.สิริธิดา พนมวัน ณ อยุธยา ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายตรวจสอบ2 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวว่า เกณฑ์การปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มธุรกิจที่มีสัดส่วนเกินกว่า 25% ของเงินกองทุนนั้น เชื่อว่าจะทำให้ธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น เพราะแม้ธปท.จะยอมผ่อนปรนให้ แต่ก็ให้ธนาคารพาณิชย์ต้องกันเงินสำรองเพิ่มขึ้นด้วย
สำหรับธนาคารพาณิชย์ที่มีสัดส่วนการปล่อยสินเชื่อแก่กลุ่มธุรกิจรายใหญ่เกินกว่า 25% นั้น ยอมรับว่ามีเพิ่มขึ้น ส่วนใหญ่เป็นธนาคารพาณิชย์ขนาดกลางถึงใหญ่ มีประมาณ 4-5 แห่ง สาเหตุเป็นเพราะเศรษฐกิจไทยขยายตัวค่อนข้างมาก ทำให้ภาคธุรกิจเติบโตได้อย่างดี ส่งผลต่อความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าธปท.จะยอมผ่อนปรนให้กับทุกเคสที่มาขอผ่อนผัน เพราะธปท.จะดูถึงความแข็งแกร่งของเงินกองทุนเป็นสำคัญ





