"สุรนันทน์"เผยนายกฯชวนสวีเดนให้มีส่วนร่วมในโครงการและแผนการลงทุน โดยไทยจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคสู่ CLMV ผ่านโครงการทวาย
นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี พบหารือนายเฟรดริก ไรน์เฟลด์ท (Fredrik Reinfeldt) นายกรัฐมนตรีสวีเดน และร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวัน (4 มี.ค.) ก่อนร่วมเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายในการต่อต้านอาชญากรรมที่จัดตั้งในลักษณะองค์กร การลักลอบค้ายาเสพติด วัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาทและสารตั้งตั้น การค้ามนุษย์ การก่อการร้าย และอาชญากรรมร้ายแรงอื่นๆ (Law Enforcement Cooperation Agreement) และแผนปฏิบัติการร่วมไทย-สวีเดน ฉบับที่ 2 (Joint Plan Action)
ทั้งนี้นายเฟรดริก ไรน์เฟลด์ท (Fredrik Reinfeldt)เคยดำรงตำแหน่งสำคัญ คือ ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (the European Council)ในปี 2552 และก้าวสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสวีเดนสมัยแรกในปี 2549 และสมัยที่ 2 ในปี 2553 และเนื่องจากจบการศึกษาทางด้านบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ จึงให้ความสำคัญกับระบบเสรีนิยม ส่งเสริมโอกาสในการแข่งขันและสร้างงาน รวมถึงการจัดสวัสดิการสังคมที่ตอบสนองความต้องการที่แท้จริง ซึ่งจะนำไปสู่สังคมที่มั่นคง เสรี และเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เสขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งร่วมการหารือ เปิดเผยผลการหารือ ดังนี้ สำหรับการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีสวีเดน มีประเด็นครอบคลุมการเพิ่มพูนความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสวีเดนในทุกระดับ การขยายความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านการส่งเสริมการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว รวมทั้ง การแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ดังนี้
ก่อนการหารือ นายกรัฐมนตรีไทยกล่าวขอบคุณนายกรัฐมนตรีสวีเดนสำหรับการต้อนรับอย่างอบอุ่นและ ประทับใจในการเยือนครั้งนี้ ในการนี้ นายกรัฐมนตรีทั้งสองต่างชื่นชมต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและสวีเดนที่เป็นไปอย่างราบรื่น มีความใกล้ชิดในทุกระดับและทุกมิติ ทั้งในระดับราชวงศ์ รัฐบาล และประชาชน โดยปัจจุบัน มีคนไทยอยู่ในสวีเดนประมาณ 30,000 คน และเป็นส่วนหนึ่งของสังคมสวีเดนได้อย่างกลมกลืน พร้อมมีบทบาทในภาคเศรษฐกิจสวีเดน ในโอกาสนี้ ทั้งสองต่างยินดีที่ได้มีการลงนามในแผนปฏิบัติการร่วมไทย-สวีเดน ฉบับที่ 2 (Joint Plan Action) โดยนายกรัฐมนตรีเห็นว่าการลงนามในแผนปฏิบัติการฯจะเป็นกรอบในการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองให้ใกล้ชิดมากขึ้น ทางฝ่ายไทยเสนอเป็นเจ้าภาพจัดประชุมครั้งแรกในปีนี้ โดยประสงค์จะร่วมมือในด้านที่สวีเดนมีความเชี่ยวชาญ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงานและสิ่งแวดล้อม
นายกรัฐมนตรีของไทย ยังใช้โอกาสนี้ในการสร้างความเชื่อมั่นต่อสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยยืนยันถึงเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจ ที่มีการเติบโตอย่างเข้มแข็งอย่างต่อเนื่อง และการกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศ รวมทั้งการลงทุนของภาคเอกชนที่เข้มแข็ง นอกจากนี้ รัฐบาลได้ดำเนินการจัดทำแผนยุทธสาสตร์ประเทศไทย เพื่อยกระดับขีดความสมารถในการแข่งขัน และส่งเสริมการเติบโตที่ทั่วถึงและยั่งยืน ควบคูไปกับการแก้ปัญหาทุจริตของภาครัฐ โดยมีแผนการลงทุน 66,000 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อพัฒฯเครือข่ายโลจิสติกส์ และคมนาคม เชื่อมต่อภูมิภาค ซึ่งสวีเดนสามารถมีส่วนร่วมในโครงการและแผนการลงทุนเหล่านี้ ซึ่งไทยจะเป็นประตูสู่ภูมิภาคที่สำคัญ และเป็นประตูสู่ประเทศเพื่อนบ้านในกลุ่ม CLMV ผ่านโครงการทวายและเขตเศรษฐกิจพิเศษตามแนวชายแดน
ในส่วนความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจ โดยที่สวีเดนมีการเติบโตทางเศรษฐกิจที่น่าพอใจท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจ และยังมีบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพและประสิทธผล ซึ่งไทยประสงค์จะเรียนรู้จากสวีเดน เพื่อเป็นต้นแบบในการพัฒนาการให้บริการสาธารณสุขของไทย และไทยมีบริการทางการแพทย์และคุณภาพที่เป็นเลิศ สามารถเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือ Medical Tourism ของชาวสวีเดน นอกเหนือจากการท่องเทียวที่ชาวสวีเดนมีความนิยมเดินทางท่องเที่ยวประเทศไทยมากถึงปีละประมาณ 350,000 คนอย่างตอ่เนื่องทุกๆปี ซึ่งแสดงถึงความเชื่อมั่นที่สวีเดนมีต่อประเทศไทย ซึ่งไทยยินดีส่งเสริมทั้งการจัดโปรแกรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในรูปแบบต่างๆ เช่น Medical Tourism และการดูแลรักษาความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวด้วย
สำหรับการส่งเสริมการค้าและการลงทุน นายกรัฐมนตรีทั้งสองยืนยันสนับสนุนส่งเสริมให้ภาคเอกชนทั้งสองประเทศได้มีการขยายการลงทุนในไทยและสวีเดน ที่ต่างฝ่ายมีศักยภาพที่เอื้ออำนวยกัน
ความร่วมมือการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ไทยและสวีเดน เห็นพ้องที่จะขยายการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและพลังงาน เช่น การบริหารจัดการการเติมน้ำลงสู่ชั้นบาดาลเพื่อใช้ในการผลิตน้ำประปา การบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทน ซึ่งจะช่วยตอบสนองต่อแผนพัฒนาพลังงานทดแทน(Alternative Energy Development Plan-AEDP) ของไทย ที่ตั้งเป้าให้มีการใช้พลังงานทดแทนรอยละ 25 ของการใช้พลังงานทั้งหมดในปี 2021 รวมถึง ความร่วมมือด้านการวิจัยที่จะขยายความร่วมมือระหว่างสถาบันวิจัยของไทยและสวีเดน เช่น สกว.และSwedish International Development Agency-SIDA เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์สำหรับเครือข่ายการวิจัยระหว่างประเทศสำหรับภูมิภาคนี้
ทั้งนี้ เพื่อให้ความร่วมมือต่างๆทั้งการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว เกิดผลตามที่ตั้งไว้ ไทยได้เสนอให้สวีเดนพิจารณา การขอรับการยกเว้นการตรวจลงตราเชงเก้นสำหรับหนังสือเดินทางธรรมดาของไทย ซึ่งสวีเดนห็นพ้องรับที่จะพิจารณาในประเด็นดังกล่าว นอกจากนี้ในประเด็นของภูมิภาค นายกรัฐมนตรีได้ใช้โอกาสนี้กล่าวถึงพัฒนาการของอาเซียนที่จะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี 2015 นี้ รวมทั้ง พัฒนาการของเมียนมาร์ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญของการพัฒนาภูมิภาค โดยไทยส่งเสริมการพัฒนาความร่วมมือกับเมียนมาร์ทั้งการสร้างเสริมศักยภาพ การพัฒนาสาธารณูปโภค การเชื่อมโยง และพัฒนาชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ซึ่งจะส่งผลต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในเมียนมาร์และภูมิภาคโดยรวม








