ปรับขึ้นเล็กน้อย โดยเรามองว่าตลาดหุ้นไทยยังคงมีแรงหนุนการการซื้อของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา
นักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยต่ออีก 3,200 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนส่วนใหญ่ในต่างประเทศไม่ได้ให้ความสำคัญกับการปรับลดงบประมาณของสหรัฐวงเงิน 8.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งเริ่มขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจสหรัฐยังมีโมเมนตัมในการฟื้นตัว
แนวรับ/แนวต้าน: 1535/1555
กลยุทธ์ : เก็งกำไรหุ้นที่มีข่าวดีสนับสนุน
สัดส่วนการลงทุน: เงินสด 40%: พอร์ตหุ้น 60%
นักลงทุนระยะสั้น: เก็งกำไร UMI , AI , KBANK
นักลงทุนระยะยาว: ทยอยซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร พลังงาน และหุ้นที่ให้ปันผลสูง และหุ้นที่แนะนำให้ซื้อและถือยาว คือ DEMCO , TTW , ILINK , WHA
จับข่าวมาเก็งกำไร
BTS ศึกษาแผนลงทุนคอมเพล็กซ์ยักษ์แถวหมอชิตเดิม 2-3 หมื่นล้านบาท หลังธนารักษ์เตรียมเปิดประมูลที่ดิน 63 ไร่ใหม่ พัฒนาเป็นคอนโด สำนักงาน และโรงแรม รวมทั้งศูนย์การค้าครบวงจร ดันราคาที่ดินพุ่ง (ซื้อConsensus 8.80 บาท)
ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุน
ปัจจัยภายในประเทศ
+กระทรวงพาณิชย์กำลังดำเนินการเจรจาและหารือต่อข้อเสนอการตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีนกับฮ่องกง โดยจะเน้นด้านการค้าสินค้า บริการและการลงทุน ซึ่งอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งของไทยมีมูลค่าการค้า 9 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐหรือ 20% ของการค้าทั้งหมด
-กรมธนารักษ์และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทยได้ทบทวนการจัดชั้นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้อยู่ที่ 3.9 หมื่นล้านบาทหรือ 40% ของยอดสินเชื่อทั้งหมด โดยเป็นหนี้ของ ธปท. 9 พันล้านบาท ซึ่งหากพิจาณามาตรฐานบัญชีใหม่จะทำให้หนี้เหลือ 3 หมื่นล้านบาทหรือ 30% ของยอดสินเชื่อ
ปัจจัยต่างประเทศ
+ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดเพิ่มขึ้น 35.17 จุดหรือ 0.25% ปิดที่ 14,089.66 หลังตัวเลขกิจกรรมการผลิตของสหรัฐขยายตัวสูงสุดในรอบ 20 เดือนและดัชนความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือน ก.พ. 56 ท่ามกลางความกังวลต่อการตัดลดงบประมาณค่าใช้จ่ายของรัฐบาลสหรัฐ
-ราคาน้ำมัน NYMEX ส่งมอบเดือน เม.ย. ปิดปรับตัวลดลง 1.37 ดอลลาร์หรือ 1.49% ปิดที่ 90.68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยได้รับแรงกดดันจากมาตรการลดประมาณรายจ่ายซึ่งจะส่งผลให้ IMF อาจจะปรับลดการขยายตัวทางเศรษฐกิจสหรัฐลง 0.5% จากระดับเดิม 2% ประกอบกับโอเปกเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันขึ้น 0.4%








