สศอ.ชี้ไฟฟ้าตกกระทบอุตสาหกรรมที่ต้องเดินเครื่อง 24 ชั่วโมง คาดโรงงานในนิคมบางชัน ลาดกระบัง อัญธานี เสี่ยงไฟตกมากสุด
นายณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เปิดเผยว่า สศอ.ติดตามสถานการณ์ไฟฟ้าในวันที่ 5-14 เม.ย.2556 พบว่า ภาคอุตสาหกรรมใช้ไฟฟ้า 43 % ของการใช้ไฟฟ้ารวมทั้งประเทศ รองลงมาภาคธุรกิจ 34 % และที่อยู่อาศัย 22 % โดยถ้ามีไฟฟ้าตกจะผลกระทบกับภาคอุตสาหกรรมแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1.อุตสาหกรรมที่ทำการผลิตตลอด 24 ชั่วโมง มีอุตสาหกรรมกลั่นปิโตรเลียม ผลิตเม็ดพลาสติก เหล็กและเหล็กกล้า 2.ได้รับความเสียหายจากวัตถุดิบในสายการผลิตเสียหาย มีอุตสาหกรรมเม็ดพลาสติกและผลิตภัณฑ์พลาสติก เส้นใยและผ้าผืน อาหาร 3.กระทบการวางแผนการผลิตเพื่อผลิตให้ส่งมอบได้ตามกำหนด มีอุตสาหกรรมเหล็กและเหล็กกล้า ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน
กระทรวงพลังงานแจ้งว่าพื้นที่ที่เสี่ยงไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับเป็นพื้นที่ที่อยู่ใกล้เคียงสถานีรับส่งไฟฟ้าแรงสูงลาดพร้าว รัชดาภิเษกและบางกะปิ ซึ่ง สศอ.คาดว่าจะส่งผลกระทบกับโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมที่ใกล้บริเวณดังกล่าว 3 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบังมีโรงงาน 224 แห่ง นิคมอุตสาหกรรมบางชันมีโรงงาน 91 แห่ง และนิคมอุตสาหกรรมอัญธานีมีโรงงาน 35 แห่ง รวมโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมดังกล่าว 350 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์โลหะ เครื่องนุ่งห่ม อาหาร เครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์และยานยนต์
ทั้งนี้ กระทรวงอุตสาหกรรมจะส่งหนังสือถึงโรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศเพื่อขอความร่วมมือในการลดการใช้ไฟฟ้าในช่วงดังกล่าว โดยรัฐบาลต้องการให้ภาคอุตสาหกรรมเปลี่ยนเวลาการใช้ไฟฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงพีคในเวลา 13.00-15.00 น. แต่กระทรวงอุตสาหกรรมเห็นว่าโรงงานควรหาทางลดการไฟฟ้าเป็นมาตรการถาวรเพราะจะช่วยประหยัดต้นทุนการผลิตได้
สศอ.คาดว่าการปรับเปลี่ยนเวลาการผลิตของโรงงานในช่วง 5-14 เม.ย.2556 จะไม่กระทบกับผลผลิตภาคอุตสาหกรรมรวม โดยถ้ามีการปรับเปลี่ยนเวลาการผลิตหรือลดการผลิตในช่วงดังกล่าวก็จะมีการผลิตในเวลาอื่นชดเชย เพื่อให้มีผลผลิตออกมาตามที่รับคำสั่งซื้อไว้ ซึ่งโรงงานอาจมีต้นทุนในการปรับเปลี่ยนเวลาผลิตเพิ่มขึ้น เช่น ค่าทำงานล่วงเวลา (โอที)
ผู้อำนวยการ สศอ. กล่าวอีกว่า โรงงานที่ปรับเปลี่ยนเชื้อเพลิงที่ใช้แทนกันในการผลิตได้ควรสำรองเชื้อเพลิง เช่น แอลพีจี น้ำมันเตา รวมทั้งปรับเปลี่ยนการผลิตให้เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งกระทรวงพลังงานยืนยันว่ามีมาตรการดูแลเพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบกับผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีแผนที่จะใช้น้ำมันเตาและน้ำมันดีเซลมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติ และรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าเอกชนขนาดเล็กและซื้อไฟฟ้าจากลาวเข้ามาเสริมในระบบมากขึ้น





