ฮาราลด์ ลิ้งค์ บริหารองค์กรร้อยปี ด้วย "พันธมิตร"

ฮาราลด์ ลิ้งค์
บริหารองค์กรร้อยปี ด้วย "พันธมิตร"

"ฮาราลด์ ลิ้งค์"ทายาทรุ่นที่ 3 บอก เคล็ดลับการทำธุรกิจของตระกูล"ลิ้งค์"อยู่ที่การทำงานร่วมกับพันธมิตรแนวคิดนี้ยังถูกถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น

ฮาราลด์ ลิ้งค์ ประธานกลุ่ม บริษัท บี.กริม. ปัจจุบันเขามีอายุ 57 ปี มีชื่อไทยว่า "หรัณ เลขนะสมิทธิ์" หลายคนอาจไม่รู้ว่าเป็นนามพระราชทานจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เขาคือทายาทตระกูลในเจนเนอเรชั่นที่ 3 เป็นหลานปู่ของ “หมอยาฝรั่ง” ชื่อ อดอล์ฟ ลิ้งค์ ที่เข้ามาในประเทศไทยเพื่อร่วมทำงานกับผู้ก่อตั้งบริษัทคือ แบร์นฮาร์ด กริม และ แอร์วิน มุลเลอร์ ที่ก่อตั้งห้างจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ขึ้นที่ ถนนโอเรียลเต็ล ตั้งแต่ปีพ.ศ.2421 ห้างนี้มีชื่อเรียกว่า "สยามดิสเป็นซารี่" มีกิจการมากมายขยายใหญ่โตจวบจนทุกวันนี้

“จะให้เล่าย้อนไปตั้งแต่แรกเริ่มเลยหรือ มันยาวมากนะ แต่เอาอย่างนี้แล้วกันผมจะเล่าแบบสั้นๆ” เขายิ้ม ก่อนเล่าว่า

หลังจากที่คุณปู่มาทำงานในไทย กิจการของบริษัทก็ขยายออกไปมาก แต่ช่วงนั้นเกิดสงครามโลกครั้งที่ 1(พ.ศ.2457 - 2461) ทำให้คนเยอรมันตกเป็นเชลยของรัฐบาลอังกฤษไปโดยปริยาย พ่อและอา รวมทั้งปู่กับย่าถูกส่งตัวไปยังค่ายกักกันในประเทศอินเดีย พอสงครามสงบ คุณปู่ก็กลับเข้ามาในสยาม (ก่อนจะเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทย) เมื่อปี 2463 และในปี 2492 คุณพ่อผมคือ “ดร.แกร์ฮาร์ด ลิ้งค์” และคุณอา คือ “เฮอร์เบิร์ต ลิ้งค์” ได้เปิดบริษัทอีกครั้งภายในเขตวังบูรพา ส่วนตัวของผมเข้ามาทำงานที่นี่เมื่อปีพ.ศ.2531


"ผมรู้ตัวอยู่ตลอดเวลาว่าจะต้องกลับมาทำงานที่เมืองไทย แม้ตอนแรกๆ ผมจะอยู่ที่เยอรมนีเป็นส่วนใหญ่ แต่วันพักร้อน หรือคริสมาสต์ของคนในครอบครัวก็คือมาที่เมืองไทย จนรู้ว่าที่นี่เป็นบ้านหลังที่ 2 ไปแล้ว และผมเองก็รู้ตัวดีเสมอว่าต้องมารับงานต่อจากคุณพ่อ ตอนนั้นก็มองเห็นบ้างแล้วล่ะว่าต่อไปในเอเชียจะมีการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น เพราะมีบริษัทต่างชาติทางตะวันตกมาทำงานที่นี่เยอะมากๆ”


จากอดีตจนถึงวันนี้ บี.กริม.มีอายุ 135 ปี ผ่านการทำธุรกิจโดยคนในครอบครัวมาแล้วถึง 3 รุ่นโดยทายาทของ ฮาราลด์ ในรุ่นที่ 4 คือ "แคโรรีน ลิ้งค์" ในวัย 30 ต้นๆ ก้าวเข้ามาทำงานในบริษัทหลากหลายแผนก ตั้งแต่ปีพ.ศ.2551 เพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ก่อนขึ้นเป็นผู้บริหารรุ่นถัดไป สิ่งที่เธอถนัดสุดเห็นจะเป็นงานทางด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ผู้พ่อระบุเช่นนั้น


“หลังจากที่ผมวางมือแล้ว แต่คงอีกหลายปี (หัวเราะ) ลูกสาวคนนี้ก็จะเข้ามาดูแลกิจการต่อไป ร่วมกับผู้บริหารคนอื่นๆ ในบริษัท ซึ่งผมอยากเห็นบีกริม.เติบโตต่อไปในอีก 50 ปีข้างหน้าหรือตลอดไป จะเห็นว่าพอเราพูดคุยเรื่องนี้กันก็จะมองแบบยาวๆเลย มันก็คือ วิสัยทัศน์ นั่นเอง เรื่องนี้ครอบครัวเราให้ความสำคัญมากไม่ว่าจะทำอะไรต้องมีวิสัยทัศน์ที่ดี”


จากรุ่นสู่รุ่น ความสำเร็จและแนวทางที่ครอบครัวลิ้งค์ถ่ายทอดกันมาจนกลายเป็นดีเอ็นเอไปแล้วนั่นคือ “ความซื่อสัตย์ และตรงต่อเวลา” ทั้งกับพันธมิตรทางธุรกิจหรือกับลูกค้า ทำให้วันนี้ บี.กริม.มีพันธมิตรที่หลากหลายและดำเนินธุรกิจด้วยดีต่อกันมา


“อุปนิสัยคนเยอรมันโดยพื้นฐานก็คือ พูดคำไหน คำนั้น และมีวิธีการคิดที่เป็นตรรกะ เป็นระเบียบแบบแผน เป็นขั้นตอน” เขาเล่า ดังนั้นการทำธุรกิจทั้งของตัวเองหรือร่วมกับคนอื่นๆ ก็จะยึดหลักการเดียวกันนี้ ทำให้กิจการมีความน่าเชื่อถือ จะเห็นว่าบางบริษัทเป็นพันธมิตรกับบี.กริม.มานานถึง 110 ปี ก็มี"


ขณะเดียวกัน บี.กริม.ยังดำเนินธุรกิจตามแนวทางที่คนรุ่นบุกเบิกวางไว้ ซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักนั่นคือ การดำเนินธุรกิจด้วยความโอบอ้อมอารี ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความศิวิไลซ์ให้กับมนุษยชาติ


ก่อนจะขยายความให้ฟังว่า อะไรคือการช่วยสร้างความศิวิไลซ์ ก็คือการช่วยเหลือสังคมและให้โอกาสกับคนอื่นๆ ช่วยในเรื่องการสร้างงานสร้างอาชีพ ซึ่งมีอีกหลายสิบหลายร้อยโครงการที่ บี.กริม.ได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทสามารถทำธุรกิจไทยได้อย่างราบรื่น


จากธุรกิจที่เริ่มต้นในไทย คือ การจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทางเภสัชกรรมและเคมีภัณฑ์ หลังจากนั้นก็เริ่มขยายธุรกิจออกไปมากมายต่อเนื่องในช่วง 10 ปีแรก และในช่วงปี 2507 ได้เริ่มเพิ่มแผนกที่ดูแลด้านวิศวกรรม อุปกรณ์การแพทย์ การผลิตไฟฟ้า โทรคมนาคม เครื่องปรับอากาศและวิศวกรรมเครื่องกล

และตั้งแต่ปี 2531 เป็นต้นมา บี.กริม.ภายใต้การบริหารงานของเขา ได้เดินหน้าเข้าสู่ธุรกิจพลังงาน อุตสาหกรรมการผลิต อสังหาริมทรัพย์ ที่ยังคงมุ่งเน้นไปที่การทำธุรกิจแบบมี "พันธมิตรร่วม" ซึ่งได้ร่วมงานกับบริษัทชั้นนำระดับโลกใหญ่ๆ เช่นCarrier ,Siemens ,Merck ,Urgo และ MBM เป็นต้น


ในวันนี้ กลุ่มบริษัทบี.กริม.มีธุรกิจหลักประกอบด้วย 6 ธุรกิจหลัก ที่สร้างรายได้เฉลี่ยต่อปีไม่น้อยกว่า 2 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยคาดว่าปีนี้รายได้รวมของกลุ่มบี.กริม.จะเพิ่มขึ้น 17.7 % หรือ 23,500 ล้านบาท จากการรุกธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ ของ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจไลฟ์สไตล์ และธุรกิจด้านสุขภาพ จากทั้งหมด 6 กลุ่มธุรกิจหลัก ที่ประกอบด้วย


1. ธุรกิจด้านพลังงาน ดำเนินกิจการโรงไฟฟ้าทั้งที่ดำเนินการแล้วและอยู่ในระหว่างการก่อสร้างจำนวน 12 โรง ปัจจุบันมีกำลังการผลิตไฟฟ้ารวมทั้งสิ้น 500 เมกะวัตต์ มีลูกค้ากว่า 200 รายในไทยและเวียดนาม และมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าทั้งสิ้น 2,000 เมกะวัตต์ ตั้งแต่ปี 2556-2562 โดยจะใช้เงินลงทุนกว่า 70,000 ล้านบาท และมีโรงงานผลิตไบโอดีเซลที่ จ.ชุมพร


2.ด้านคมนาคม ร่วมกับทางซีเมนส์ เป็นผู้จัดหาระบบการควบคุมและการบริการของรถไฟฟ้าบีทีเอส ระบบรถไฟฟ้าใต้ดิน และการสร้างเส้นทางเชื่อมต่อกับสนามบินสุวรรณภูมิ หรือ แอร์พอร์ตเรลลิ้งค์ 3.ด้านเครื่องปรับอากาศ ได้ร่วมกับพาร์ทเนอร์ชั้นนำของโลกอย่าง Carrier จะเปิดตัวเครื่องปรับอากาศรุ่นใหม่ในเร็วๆ นี้ และจะเข้าไปลงทุนในพม่าในปีนี้

4.ด้านสุขภาพ ด้วยการเข้าเป็นหุ้นส่วนองค์กรหลายแห่งที่จัดหาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ป้อนตลาด และในปีนี้ บริษัท คาร์ล ไซส์ ประเทศไทย จำกัดจะเปิดตัว Competence Center ซึ่งเป็นศูนย์วัดขนาดชิ้นส่วนอุตสาหกรรมที่มีมาตรฐานด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่มีความแม่นยำ และจะรุกตลาดเลนส์แว่นตา เพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์สินค้าและขยายกลุ่มลูกค้าในไทย


5.ด้านไลฟ์สไตล์ ที่เป็นตัวแทนจัดจำหน่ายสินค้าแฟชั่น ภายใต้แบรนด์ที่หลากหลาย เช่น Burberry L'OCCITANE หรือ La Perla ขณะนี้กำลังหาพื้นที่สร้างร้านบูทิคสโตร์ของแบรนด์ที่มีการขยายตัวทางธุรกิจอย่างสูงอย่าง Burberry และ 6.ด้านอสังหาริมทรัพย์ โดยมีอาคารหลักๆ คือ อัลมา ลิ้งค์ ที่ย่านชิดลม และ อาคาร ดร.แกร์ฮาร์ด ลิ้งค์ ที่ปีนี้ต้องชะลอการลงทุนออกไปก่อน เนื่องจากสภาพตลาดยังไม่เอื้ออำนวย


“ธุรกิจด้านพลังงาน เป็นธุรกิจที่มีการเติบโตมากที่สุด โดยในปี 2555 ที่ผ่านเติบโตถึง 21.3% หรือมีรายได้รวม 9,860 ล้านบาท เครื่องปรับอากาศโตที่ 13.3% รายได้ที่ 4,159 ล้านบาท ธุรกิจด้านสุขภาพและไลฟ์สไตล์รวมกัน โต 17.5% รายได้รวมที่ 3,992 ล้านบาท พลังงานด้านอื่นๆ โต 6.2% รายได้ที่ 1,462 ล้านบาท อสังหาริมทรัพย์โต 12.6% รายได้ 246 ล้านบาท และคมนาคม โต 65.5% รายได้รวม 289 ล้านบาท" เขาแจกแจง


ก่อนที่จะหมดเวลาพูดคุยกับ "ฮาราลด์ ลิ้งค์" เพราะเขามีประชุมต่อในช่วงเย็น คำถามสุดท้ายคือ ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนาน 135 ปีเช่นนี้ ยังมีความกังวลในเรื่องอะไรอีกหรือไม่ เขายกแก้วน้ำขึ้นดื่มก่อนจะบอกว่า ไม่กังวลและไม่มีอะไรน่ากลัวเท่าช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 แล้วนะ (หัวเราะ) เพราะตอนนั้นคิดไม่ออกเลยว่าถ้าทรัพย์สินทั้งหมดถูกยึดไปจะเป็นอย่างไร คิดว่ารัฐบาลไทยในยุคนั้นจะยึดทรัพย์สินหรือไม่ พอกลับมาก็ดีใจมาก เพราะไม่ได้ถูกยึดทรัพย์ตามที่กังวลตั้งแต่แรก


พอมาช่วงวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” ก็ถือว่าเป็นปัญหาที่หนักมาก (อีกแล้ว) เพราะไม่มีเงินจ่ายหนี้ให้กับเจ้าหนี้ ก็ต้องตัดขายบางบริษัทและทรัพย์สินออกไปบางส่วน และต้องเดินทางพบเจ้าหนี้ทุกวัน เจรจาทั้งวันในห้องประชุม บวกกับการที่บริษัทมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งและพร้อมให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนในทุกด้าน เลยทำให้ บี.กริม.อยู่รอดและก้าวผ่านวิกฤติมาได้อีกครั้งหนึ่ง


ไม่ว่าวิกกฤติครั้งนี้ที่กำลังเกิดขึ้นในฝั่งยุโรปและอเมริกาจะเป็นอย่างไร หรือ จะมีอีกสักกี่วิกฤติ ก็ตาม เขาบอกว่า ก็ไม่ทำให้ บี.กริม.รู้สึกกังวลแต่อย่างใด เพราะเรียนรู้จากประสบการณ์มาแล้วจาก "ของจริง" ถึง 2 ครา