"ฟ้าใหม่-ระฟ้า" ดำรงชัยธรรม คู่ทายาท สานภารกิจแกรมมี่

"ฟ้าใหม่-ระฟ้า" ดำรงชัยธรรม
คู่ทายาท สานภารกิจแกรมมี่

ทายาทเจ้าพ่อธุรกิจบันเทิง "ฟ้าใหม่-ระฟ้า" ดำรงชัยธรรม สานต่อธุรกิจหมื่นล้าน ใส่เกียร์เดินหน้าพาแกรมมี่ สู่ยุคคอนเทนต์ โปรวายเดอร์

ภารกิจปั้นทายาทสานอาณาจักรหมื่นล้าน “อากู๋” ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม ประธานกรรมการบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ใช้เวลาอยู่พักใหญ่เพื่อผลักดันลูกๆ ให้ก้าวขึ้นมายืนแนวหน้าในฐานะผู้บริหาร “ฟ้าใหม่-ระฟ้า” 2 หนุ่มเทรนดี้ ที่สุดแล้วก็ก้าวขึ้นมานั่งเก้าอี้ผู้บริหารรุ่นใหม่อย่างเต็มตัว ประเดิมด้วยธุรกิจจีเอ็มเอ็ม แซท

ฟ้าใหม่ นั่งเก้าอี้ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ กลุ่มงานแพลตฟอร์ม บริษัท จีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด ขณะที่ระฟ้า นั่งเก้าอี้ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มงาน คอนเทนท์ แมเนจเม้นต์ บริษัทจีเอ็มเอ็ม แซท จำกัด เรียกว่า คุมทั้งขาของช่องทางสื่อสาร และเนื้อหา สมใจอากู๋ เก่อเก๋อ (ฟ้าใหม่) และตีตี้ (ระฟ้า) เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะทายาทธุรกิจ หลังการยื่นหลังสือลาออกของ "ธนา เธียรอัจฉริยะ" จากตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร จีเอ็มเอ็ม แซท มีผลไปเมื่อ 31 ม.ค.ที่ผ่านมา น่าจะเป็นเหตุผลหนึ่งของการแถลงข่าวทิศทางการดำเนินงานของจีเอ็มเอ็ม แซท เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา

ก่อนหน้าที่สองหนุ่มจะมารับหน้าที่ผู้บริหารเต็มตัว อากู๋เปิดตัวลูกชายด้วยการควงคู่ออกงานอยู่บ่อยครั้ง เหมือนจะประกาศว่านี่ลูกชายผม ส่วนลูกสาวคนที่สาม เหม่เหม “อิงฟ้า ดำรงชัยธรรม” และลูกสาวคนเล็ก หว่าหวา “ฟ้าฉาย ดำรงชัยธรรม” ทั้งคู่ยังอยู่ในวัยเรียน จึงยังไม่มีหน้าที่ใดๆ ในขณะนี้เรียกได้ว่า เป็นพันธะระหว่าง “พ่อ” กับ “ลูก” เฉกเช่นอีกหลายครอบครัวธุรกิจที่วันหนึ่งทายาทจะต้องเข้ามารับหน้าที่ต่อจากคนเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า

คงต้องจับตามองให้ดี สำหรับการวางตำแหน่งทางธุรกิจที่อากู๋จับวางให้กับลูกชายทั้งสอง อย่างเร็วในอีก3 ปีหรืออย่างช้าใน 5 ปีข้างหน้า น่าจะได้เห็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ภายใต้โครงสร้างใหม่ของจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ที่มุ่งมั่นจะเป็น “คอนเทนต์ โปรวายเดอร์” (ผู้จัดหาเนื้อหา) ส่งผลให้บริษัทน้องใหม่อย่างจีเอ็มเอ็ม แซท ในฐานะคอนเทนต์ โปรวายเดอร์ และจำหน่ายกล่องรับสัญญาดาวเทียม มีบทบาทที่เด่นชัดขึ้นเรื่อยๆ

ย้อนประวัติ ฟ้าใหม่ หลังจบการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการสื่อสาร จากสหรัฐอเมริกา ได้เข้าทำงานที่จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ในตำแหน่งเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาด ธุรกิจเพลง มีโปรเจคชิ้นสำคัญคือ MASHROOM ที่เขาวางแผนทำการตลาด เริ่มจาก Tailored-Made Showbiz สำหรับกลุ่มที่ชื่นชอบแนวเพลงอิเล็กโทรนิค เพื่อเปิดตลาดแนวเพลงใหม่ๆ เพิ่มทางเลือกให้กับคนไทย ถือเป็นการชิมลางธุรกิจ

กับตำแหน่งใหม่ เขาให้สัมภาษณ์ว่า วันนี้แกรมมี่มุ่งมั่นที่จะก้าวขึ้นเป็นคอนเทนต์โปรวายเดอร์ ต่อยอดธุรกิจบันเทิงให้ครอบคลุมสื่อบันเทิงทุกด้าน ทุกช่องทาง สานต่อภารกิจของรุ่นพ่อสะท้อนจากการที่แกรมมี่ขยายการลงทุนในส่วนของธุรกิจแฟลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง และพร้อมที่จะเป็น “แฟลตฟอร์ม โอเปอเรเตอร์” จากการจำหน่ยกล่องรับสัญญาณจีเอ็มเอ็ม แซท ภายใต้จุดแข็ง คือการเป็นเจ้าของคอนเทนต์ขนาดใหญ่ ทั้งเพลง ภาพยนตร์ ละคร คอนเสิร์ต อีเวนท์ มิวสิกวีดิโอ เกมโชว์ หรือ แมกาซีน และยังมีพันธมิตรร่วมทุนธุรกิจคอนเทนต์อีกมากมาย

“เราพยายามหารายได้ สร้างรายได้จากตรงนี้ให้มากที่สุด และต้องมีช่องทางเป็นของตัวเองให้ได้มากที่สุด เมื่อก่อนเราไปอาศัยบ้านคนอื่นๆ ทำให้การขยายธุรกิจของเราไปได้ช้าและมองกันแล้วว่ามีความเสี่ยง เสี่ยงจากการถูกถอดหรือต้องคืนเวลา เป็นต้น เวลานี้จึงเป็นโอกาสที่ดีมากที่แกรมมี่จะมีบ้านของตัวเอง”

ฟ้าใหม่ยังบอกด้วยว่า ในปี 2556 จะเป็นปีแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมธุรกิจทีวีไทยไม่ว่าจะเป็นทีวีดาวเทียม เคเบิล และทีวีดิจิทัล รวมทั้งแกรมมี่ด้วย จากเดิมที่ไทยมีฟรีทีวีอยู่แค่ 6 ช่อง (ช่อง 3 5 7 9 11 และ ไทยพีบีเอส) ก็จะมีช่องรายการเพิ่มมากขึ้น โดยจุดหักเหสำคัญอยู่ที่ภาครัฐ (กสทช.) ในฐานะผู้กำหนดกติกา

ทำให้ในปีนี้ วางแผนที่รุกตลาดเพย์ทีวีมากขึ้น จากปัจจุบันมีอยู่ทั้งหมด 8 ช่องก็จะเพิ่มอีก 3 ช่องเป็น 11 ช่อง หรืออาจจะมากกว่านี้ รวมทั้งการเข้าร่วมประมูลทีวีดิจิทัล ซึ่งวางแผนไว้ว่าจะเข้าร่วมประมูล 3 ช่องรายการ ทั้งช่องที่เกี่ยวกับเด็กๆและเยาวชน ช่องข่าว และช่องทั่วๆ ไป

ส่วนช่องฟรีทูแอร์ (ทีวีที่ส่งสัญญาณผ่านดาวเทียมแบบไม่เก็บค่าสมาชิก) ที่ปัจจุบันมีอยู่ 11 ช่องรายการ ยังไม่มีแผนที่จะขยายงานในขณะนี้ โดยจะโฟกัสที่เพย์ทีวีและทีวิดิจิทัลก่อน

“จากตลาด 22 ล้านครัวเรือนที่ดูทีวี แบ่งเป็นการรับสัญญาณผ่านดาวเทียม 70% ผ่านสายเคเบิล 10% และ 20% เป็นเสาก้างปลา ผมว่าเสาก้างปลา ซึ่งเป็นฟรีทีวีมีโอกาสเปลี่ยนได้อีกเยอะถ้ามีทีวีดิจิทัล เพราะพฤติกรรมคนเปลี่ยน อยากดูทีวีที่มีสาระมากขึ้น พร้อมจ่าย ตอนนี้ตลาดในไทยมีแค่ 10-20% เท่านั้นเอง แต่เมืองนอกเขามีตลาดนี้มากถึง 80-90% ผมว่าตรงนี้มีช่องว่างที่จะทำได้อีก”

โดยตามแผนในไตรมาสแรกของปี 2556 จะเปิดตัวกล่องรับสัญญาณ HD เพื่อตอบสนองลูกค้าระดับบน และรองรับคอนเทนท์ HD จากต่างประเทศอย่างต่ำ 11 ช่อง ส่วนธุรกิจเพย์ทีวีจะเปิดตัวในเดือนหน้า โดยจะมีคอนเทนท์จากต่างประเทศ ประกอบด้วย ช่องรายการกีฬาและบันเทิงระดับโลก 8 ช่อง ด้วยแพ็คเกจที่ไม่ผูกมัดกับลูกค้า

ฟ้าใหม่ คาดว่าลูกค้าที่มีกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท สมาร์ท จะได้รับชมคอนเทนท์ที่มีคุณภาพและเปิดโอกาสให้ลูกค้าที่ใช้เสาก้างปลา หันมาใช้กล่องจีเอ็มเอ็ม แซท ซึ่งจะใช้งบลงทุน 3,000 ล้านบาท เพื่อซื้อคอนเทนท์ใหม่ๆ และพัฒนากล่องจีเอ็มเอ็ม แซท

งบนี้ยังไม่รวมกับในส่วนที่จะเข้าประมูลทีวีดิจิทัลและฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ที่ "ฟ้าใหม่" บอกว่า ถ้ายกยอดเงินเก่ามาด้วย ก็จะทำให้เงินลงทุนในสองส่วนนี้สำหรับปี 2556 รวมกันเกือบ 10,000 ล้านบาท

ด้าน “ระฟ้า” นักบริหารหนุ่มผมยาวประบ่า หน้าตาหล่อเหลาที่ตกเป็นข่าวกับดาราสาวอยู่ในขณะนี้ กับบุคลิกเงียบขรึม พูดน้อย ดีกรีจบปริญญาตรี สาขาการสื่อสารจาก University of Southern California ถูกดึงตัวเข้ามาบริหารวงการบันเทิงตั้งแต่อายุยังน้อย เขาให้ข้อมูลเพิ่มเติมจากพี่ชายว่า ในส่วนของเพย์ทีวีที่วางแผนเอาไว้คือ ตัวคอนเทนต์จะมาจาก 2 ส่วนคือ ผลิตเอง และซื้อคอนเทนต์มาจากที่อื่นๆ โดยเฉพาะในต่างประเทศ และต้องทำราคาในระดับที่ไม่แพง 200, 300, 400 บาทที่ชาวบ้านยอมจ่ายเงินดู และที่สำคัญต้องไม่มีการผูกมัดลูกค้า ก่อนปล่อยจะให้ "พี่ชาย" ทำหน้าที่ให้ข้อมูลต่อไปจนจบงาน

หากจะประเมินทีท่าของคู่พี่น้องในการแถลงข่าว เห็นได้ชัดว่าต่างตั้งใจให้ข้อมูลกับสื่ออย่างเต็มที่ แม้ว่าในช่วงแรกๆ ทั้งคู่ออกอาการประหม่าอยู่บ้างก็ตาม


ฟ้าใหม่ เล่าต่อว่า ในปีนี้ จีเอ็มเอ็ม แซท ตั้งเป้ารายได้ปีนี้ที่ 3,000 ล้านบาท มาจากรายได้ขายกล่อง 50% และเพย์ทีวี 50% โดยตั้งเป้ายอดขายกล่องจีเอ็มเอ็ม แซท เพิ่มเป็น 3 ล้านกล่อง เติบโต 10% จากปัจจุบันอยู่ที่ 1.5 ล้านกล่อง โดยแบ่งเป็นกล่องแบบสมาร์ท 60% มินิ 30% และ HD 10%

"พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ต้องการบริโภคช่องรายการที่มีมากขึ้น และบริษัทได้ขยายช่องทางขายมากขึ้น ทำโปรโมชันอย่างต่อเนื่องกับพันธมิตรของเราและความได้เปรียบของบริษัทที่มีคอนเทนต์จำนวนมาก ทำให้เป็นที่สนใจของลูกค้าและตอนนี้ก็มีโปรวายเดอร์จากต่างชาติสนใจขายคอนเทนต์ให้เราด้วยเป็นจำนวนมาก"

ฟ้าใหม่ มองว่า เมื่อแกรมมี่โฟกัสธุรกิจมาทิศทางนี้ ในอีก 3-5 ปีข้างหน้าโครงสร้างและสัดส่วนรายได้ของจีเอ็มเอ็มแกรมมี่ต้องเปลี่ยนไปแน่นอน โดยโครงสร้างใหม่จะมีกลุ่มบรอดแคสต์ ทำรายได้สูงสุด 50% จากปัจจุบันที่ 20% เพราะจะมีเพย์ทีวีและฟรีทูแอร์เข้ามามากขึ้น จากปัจจุบันที่โครงสร้างรายได้หลักมาจากกลุ่มดนตรี 30-40% มีเดีย 30% บรอดแคสติ้ง 20% และอื่นๆ