แบงก์ชาติยอมรับกนง.หยิบจดหมายรมว.คลังขึ้นหารือ เผยทำหนังสือตอบกลับแล้ว ยันไม่กดดัน แถมยังเชิญ"กิตติรัตน์"ทานข้าวกลางวัน แต่เจ้าตัวติดธุระ
นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน(กนง.) เมื่อวันที่ 20 ก.พ.ที่ผ่านมา คณะกรรมการได้พูดคุยถึงจดหมายแสดงความห่วงใยจาก นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ส่งมายัง นายวีรพงษ์ รามางกูร ประธานคณะกรรมการ ธปท. ซึ่ง กนง. ได้ขอให้ นายไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ในฐานะเลขานุการ กนง. ทำหนังสือชี้แจงการทำงานของ กนง. ตอบกลับไป
สำหรับการหารือเกี่ยวกับจดหมายดังกล่าว มีขึ้นหลังจากที่ คณะกรรมการ แต่ละท่านได้ลงคะแนนเสียงในมติเรื่องอัตราดอกเบี้ยนโยบายไปเรียบร้อยแล้ว และยืนยันว่าการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการ แต่ละท่าน ไม่ได้มีความกดดัน
"ตอนท้ายหลังจากโหวตลงคะแนนเสียงเสร็จแล้ว ก็มีการพูดคุยกันบ้างในเรื่องนี้ เพราะจดหมายฉบับนี้เริ่มต้น คือ รมว.คลัง ส่งมาให้ท่านประธาน ซึ่งท่านประธานก็ตอบกลับจดหมายไป ขณะเดียวกันก็ทำสำเนาส่งมายังบอร์ด กนง. จึงได้แจ้งให้บอร์ดกนง.รับทราบ ซึ่งทางบอร์ดก็มีดำหริให้ทำจดหมายชี้แจงกลับไป ตอนนี้จึงอยู่ระหว่างจัดทำโดยเลขานุการบอร์ดกนง."นายประสารกล่าว
ชวน'กิตติรัตน์'ร่วมทานข้าว เจ้าตัวปัดติดธุระ
ส่วนกระแสข่าวที่ว่า ธปท.ได้เชิญ รมว.คลัง มาหารือนั้น เขากล่าวว่า โดยปกติ ธปท.และ กระทรวงการคลัง มีนัดหารือร่วมกันเป็นประจำทุกไตรมาส ซึ่งไตรมาสนี้บังเอิญตรงกับช่วงประชุม กนง. ทางคณะกรรมการ กนง. จึงเสนอให้เชิญ รมว.คลัง มารับประทานอาหารกลางวันร่วมกัน เพื่อแลกเปลี่ยนความเห็นทางเศรษฐกิจ เพียงแต่ รมว.คลัง ติดภาระกิจจึงไม่สามารถมาได้ หลังจากนี้ก็คงต้องหาวันเพื่อนัดหารือกันใหม่ ซึ่งยังไม่ชัดเจนว่าจะเป็นวันไหน
นายประสาร กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ กนง. เสียงส่วนใหญ่ตัดสินใจคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 2.75% ส่วนหนึ่งเป็นเพราะกังวลในประเด็นการปรับเพิ่มขึ้นของราคาสินทรัพย์ในบางประเภท เช่น ตลาดหุ้น และ ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งทาง กนง. ได้ขอให้ติดตามในเรื่องนี้อย่างใกล้ชิด
ห่วงฟองสบู่ตลาดหุ้น-เก็งกำไรอสังหาฯ
"เวลานี้เราอยู่ระหว่างติดตาม โดยราคาหุ้นยอมรับว่าสูงขึ้นมาก แต่ส่วนใหญ่เป็นการขึ้นในหุ้นขนาดกลางและเล็ก ที่เล่นโดยคนไทย ซึ่งจากบทวิเคราะหของ ก.ล.ต.(สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) และ แบงก์ชาติ ก็เห็นตรงกันว่า หุ้นระยะหลังที่ขึ้นเป็นหุ้นเล็กที่ พี/อี (ราคาต่อกำไรต่อหุ้น) กระโดดขึ้นไปมาก ส่วนต่างชาติโดยมากไปหุ้นใหญ่ในกลุ่ม SET50 ซึ่งทางก.ล.ต.และตลาดหลักทรัพย์ก็กำลังหามาตรการดูแลอยู่ ส่วนของแบงก์ชาติจะพยายามรักษาดอกเบี้ยไม่ให้ต่ำเกินไป"นายประสารกล่าว
ส่วนการปรับขึ้นของราคาอสังหาริมทรัพย์นั้น เขากล่าวว่า ถ้าเป็นเชิงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ราคาถือว่ายังไม่สูงเกินไป เพียงแต่ในบางเขต หรือบางพื้นที่ ในต่างจังหวัด ยอมรับว่าเริ่มมีการเก็งกำไร โดยเป็นการเก็งเรื่อง รถไฟความเร็วสูง การตัดถนนผ่าน ตลอดจนการเก็งเรื่องการเชื่อมโยงเศรษฐกิจกับภูมิภาค ทำให้เกิดโครงการลงทุนต่างๆ ขึ้น ซึ่งพวกนี้ ธปท. ก็ติดตามดูข้อมูลอยู่
นายประสาร กล่าวว่า ในส่วนประเด็นที่พูดกันว่า เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้ามาทำให้สภาพคล่องการเงินในระบบเพิ่มและดันให้ราคาสินทรัพย์ต่างๆ เพิ่มขึ้นนั้น อาจเป็นการเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เพราะแม้เงินทุนต่างประเทศจะไหลเข้ามา แต่หากธปท.ไม่ได้เข้าไปแทรกแซง ก็ไม่ได้ทำให้ปริมาณเงินบาทในระบบเพิ่มขึ้น
"ไม่ควรอ้างว่าเงินไหลเข้าทำให้สภาพคล่องเพิ่ม และทำให้ราคาสินทรัพย์ขึ้น เพราะตราบใดที่แบงก์ชาติไม่ได้เข้าไปซื้อ สภาพคล่องหรือปริมาณเงินในระบบย่อมมีเท่าเดิม เพียงแต่ราคาสินทรัพย์ที่เพิ่มอาจเพราะคนมองว่า ผลตอบแทนจากเงินฝาก หรือในตลาดเงินต่ำ คนจึงมองหาสินทรัพย์การลงทุนอื่นที่ให้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรไปโยงว่า เงินไหลเข้าแล้วราคาสินทรัพย์ขึ้น เพราะสภาพคล่องเพิ่ม เพราะตราบใดที่แบงก์ชาติไม่ได้เข้าไปซื้อ ปริมาณเงินบาทในระบบก็จะมีเท่าเดิม"นายประสารกล่าว
เงินไหลเข้าตลาดบอนด์2พันล้านดอลลาร์
สำหรับข้อเสนอของนักเศรษฐศาสตร์และนักลงทุนหลายๆ คนที่เสนอว่า ดอกเบี้ยนโยบายควรต้องขึ้นนั้น นายประสาร กล่าวว่า ในการประชุม กนง. วันที่ 20 ก.พ.นั้น ไม่ได้มีการเสนอให้ปรับขึ้นดอกเบี้ย ซึ่งมุมมองในเรื่องการขึ้นอัตราดอกเบี้ยนั้นถือเป็นมุมมองของนักวิเคราะห์ที่มองเศรษฐกิจในอีกโจทย์หนึ่ง ซึ่งถ้าดูโจทย์นี้ก็ยังต้องติดตามและดูความเหมาะสม เพราะเวลาทำเรื่องพวกนี้ จำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ
ส่วนสถานการณ์เงินทุนไหลเข้าตั้งแต่ช่วงต้นปีมานั้น พบว่ามีการไหลเข้ามารวมประมาณ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ส่วนใหญ่เป็นการเข้าลงในตลาดพันธบัตร ส่วนในตลาดหุ้นมีไม่มากนัก และเงินที่ไหลเข้ามาในจำนวนนี้ หากเทียบกับช่วงเดียวกันของทุกปี ก็พบว่าปริมาณไม่ได้แตกต่างกันมากนัก
"ถ้าเทียบกับเดือนม.ค.และก.พ.ของปีก่อนๆ ปริมาณก็ไม่ได้สูงกว่ากันมาก มีคำอธิบายได้ว่า น่าจะเป็นการจัดพอร์ตลงทุนของผู้จัดการกองทุน ซึ่งเขามักจะทำกันประจำในช่วงต้นปี ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงต้นปีนี้ เราค่อนข้างเชื่อว่าเป็นปรากฎการณ์ Catch up (ไล่ให้ทัน) หลังจากปีที่แล้วเราแข็งน้อยกว่าคนอื่น พอมาปีนี้จึงไล่ขึ้นมา ซึ่งเมื่อขึ้นมาอยู่ในระดับใกล้ๆ กัน ก็เริ่มที่จะนิ่งแล้ว โดยตอนนี้ค่าเงินเราทรงตัวในกรอบแคบๆ มา 2-3 สัปดาห์แล้ว"นายประสารกล่าว







