“เมดิฟูดส์” เรื่องเล่าจากรวงข้าว

“เมดิฟูดส์” เรื่องเล่าจากรวงข้าว

พวกเขาไม่ได้เป็นเพียงผู้ค้าข้าว แต่มุ่งมั่น วิจัย พัฒนา และผลิตอาหารจากธรรมชาติด้วยนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ ต่อผู้คน สังคมและประเทศชาติ

“ข้าวต้องปลูก เพราะอีก 20 ปี ประชากรอาจจะถึง 80 ล้านคน ข้าวจะไม่พอ ถ้าลดการปลูกข้าวไปเรื่อยๆ ข้าวจะไม่พอ เราจะต้องซื้อข้าวจากต่างประเทศ เรื่องอะไร ประชาชนคนไทยไม่ยอม คนไทยนี้ต้องมีข้าว แม้ข้าวที่ปลูกในเมืองไทยจะสู้ข้าวที่ปลูกในต่างประเทศไม่ได้ เราก็ต้องปลูก..."

พระราชดำรัสในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เมื่อปี 2536 สะกิดหัวใจใครหลายคน หนึ่งในนั้น คือ “วรวัฒน์ บุญหลาย” กรรมการผู้จัดการ บริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด

เขาคือคนหนุ่มที่เติบโตอยู่ในแวดวงธุรกิจค้าข้าว มีมองเห็นปัญหาของชาวนา ไปจนถึงผู้ค้า ผู้ส่งออกข้าว ทำให้ต้องกลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า จะทำอย่างไรที่จะช่วยค้นหาทางออกให้กับปัญหาใหญ่นี้

“ทุกวันนี้ข้าวไทยไม่ได้บุกตลาดโลกอยู่คนเดียว คู่แข่งในต่างประเทศเยอะมาก ทำให้ต้องกลับมาคิดว่าจุดยืนของข้าวไทยควรอยู่ตรงไหน เราจะเดินไปอย่างไร การที่เราจะไปแข่งขันโดยไม่มียุทธศาสตร์ คิดแต่จะขายข้าวสารอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว แต่ต้องเพิ่มคุณค่าให้กับสิ่งที่เป็นธรรมชาติอย่างข้าว”

เมื่อตกผลึกความคิด หนทางแห่งการแก้ปัญหา ซึ่งไม่เพียงส่งผลถึงปลายทางของข้าว อย่างตลาดส่งออกหรือผู้ค้า ทว่า “คนต้นทาง” อย่างชาวนา ก็ได้เอื้อประโยชน์ไปพร้อมกัน

“ชาวนาในวันนี้แตกต่างจากอดีต จากที่เคยใช้ชีวิตอยู่อย่างพอเพียง ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ทุกวันนี้ท้องนาเต็มไปด้วยปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช ลามไปถึง ผัก ผลไม้ ที่ชาวนาทำเพราะอยากได้ผลผลิตมากขึ้น ขายได้ราคาดีขึ้น ก็โหมใส่พวกนี้ลงไปในแปลงไร่แปลงนา”

เมื่อธรรมชาติถูกเล่นงานจากสารเคมี ผู้คนก็ได้รับผลกระทบนั้นไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่ได้ บวกจุดอ่อนในตลาดโลก ทำให้พวกเขาตัดสินใจ ก่อตั้งบริษัท เมดิฟูดส์ (ประเทศไทย) จำกัด ขึ้น ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มบริษัท อินเตอร์เนชั่นแนลไร้ซ์ แอนด์ โปรดักซ์ บริษัทโรงสีเอี่ยมเฮงล้ง และพันธมิตรจากต่างประเทศ ที่มีความเชี่ยวชาญและประสบการณ์ด้านการผลิตข้าว อาหาร การเกษตรและส่งออกมากว่า 40 ปี

การรวมตัวมีเป้าหมายเพื่อพัฒนาและสร้างนวัตกรรมด้านอาหารจากธรรมชาติ เพื่อให้ผู้บริโภคกลับสู่สมดุลทางธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและยั่งยืน พวกเขาเริ่มจากสนับสนุนการปลูกข้าวปลอดสารพิษซึ่งให้ผลผลิตที่ดี โดยมุ่งไปยังข้าวหอมมะลิไทยซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ที่สำคัญของประเทศ

“การสนับสนุนชาวนาให้ปลูกข้าวออร์แกนิก จะว่ามันยากก็ยาก แต่จะว่าง่ายก็ง่าย เพราะชาวนาแค่เขียนคำว่า “ไม่” ตลอด ฉะนั้นง่ายมากเมื่อเทียบกับต้องใส่ปุ๋ยเคมี ต้องใส่ยาปราบศัตรูพืช เพราะออร์แกนิก ไม่ทำต้องอย่างนั้น แค่ ลด ละ สิ่งที่เป็นอันตรายในระบบการปลูกข้าว”

เขาบอกว่าการทำข้าวออร์แกนิก แค่เริ่มคิดก็เป็นคุณแล้ว เพราะนอกจากจะไม่ทำร้ายสุขภาพของชาวนา ยังได้ส่งข้าวที่มีคุณภาพ ไม่มีสารพิษไปให้กับผู้คน ทั้งยังได้คืนประโยชน์สู่แผ่นดินที่เราอยู่อาศัย

พวกเขาเริ่มส่งเสริมเกษตรกร โดยให้เมล็ดพันธุ์ ความรู้ และนักวิชาการไปทำงานเคียงข้างชาวนา ใส่เติมความรู้ ความคิด ความเข้าใจ และสิ่งที่เป็นประโยชน์ โดยไม่มีการผูกมัดด้วยระบบคอนแทค ว่าต้องนำข้าวมาส่งให้พวกเขาเท่าไร วิธีคิดที่เริ่มจากการ “ให้เปล่า” เพื่อหวังให้แนวคิดนี้กระจายออกไปในวงกว้าง ดึงชาวนาเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้นในอนาคต

“เวลาเราคิดในสิ่งที่ดี และทำดี ไม่มีอะไรเลวร้ายสำหรับคนนั้น วันหนึ่งสิ่งที่ดีก็จะกลับมาสู่ตัวของเราเอง” เขาบอกความเชื่อมั่น จากการทำงานที่หลายคนมองว่ายากในตอนเริ่มต้น แต่ก็ค่อยๆ มองเห็นดอกผล โดยในปีแรก ทำโครงการได้กว่า 2,000 ไร่ ปีที่สองเพิ่มเป็นกว่า 6,000 ไร่ และปีที่ 3 ปี เพิ่มเป็นเกือบ 2 หมื่นไร่ สะท้อนว่ามีเกษตรกรให้ความสนใจมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีเกษตรกรอยู่ในเครือข่ายนับพันราย

สิ่งกระตุ้นความสนใจสำคัญ คือ ต้นทุนในการผลิตต่อไร่ของเกษตรกรลดลง ได้ผลผลิตมากขึ้น มีรายได้เพิ่มขึ้น แถมยังมีของแถมเป็นสุขภาพที่ดีของทุกคนตอบแทนกลับมาด้วย

“แต่เราเริ่มเห็นว่าจะส่งเสริมแค่นี้ไม่พอ เราต้องใช้นวัตกรรมเข้ามาทำผลิตภัณฑ์ภาคเกษตรไปสู่เวทีโลกให้ได้ โดยดึงความร่วมมือจากนักวิจัย และนักวิชาการในต่างประเทศเข้ามาช่วย เพื่อนำคุณประโยชน์พื้นฐานของข้าว มาเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าเพิ่มขึ้น ทั้ง กลุ่มอาหารสำคัญพื้นฐาน อาหารบำรุงสุขภาพ และ อาหารยา”

โดยหนึ่งในผลิตภัณฑ์ซึ่งสร้างชื่อให้พวกเขา คือ ข้าวคุณภาพสูงพิเศษซึ่งมีทั้งข้าวหอมมะลิ และข้าวเหนียว ในแบรนด์ ข้าวตรามดแดง (Red Ant) และข้าวตราลุงบุญ (Uncle BOON)

“เราไม่ได้ตั้งใจจะทำแค่ข้าว แต่ที่เริ่มจากข้าวเพราะคิดว่า ไทยควรมีองค์ความรู้เรื่องข้าวที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก เพราะเราคงไม่สามารถไปแข่งกับตลาดโลกด้วย ไวน์ หรือเทคโนโลยีได้ แต่เราควรอยู่ในความเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เลยหยิบข้าวขึ้นมาเป็นโมเดลแรก”

จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่เริ่มจากการ “คิดดี ทำดี” ก็ขยายผลออกไปเรื่อยๆ เช่นเดียวกับการดำเนินโครงการ “ด้วยเกล้า...ด้วยข้าว” Rice For The King ความร่วมมือของมูลนิธิชัยพัฒนา มูลนิธิข้าวไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ร่วมกับ เมดิฟู้ดส์ และหน่วยงานสนับสนุน เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เนื่องในวโรกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๘๕ พรรษา ๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ เพื่อระดมทุนจากการจำหน่าย “ข้าวตรามดแดง” นำรายได้ส่วนหนึ่ง ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยเสด็จพระราชกุศล เพื่อมูลนิธิชัยพัฒนาและมูลนิธิข้าวไทย

“เป้าหมายของโครงการเพื่อให้องค์ความรู้เรื่องข้าวต่อสาธารณชน โดยให้เห็นว่า คนไทยกลุ่มเล็กๆ ได้ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และประสบความสำเร็จได้ และอยากให้ทุกคนเห็นความสำคัญของออร์แกนิก อยากเห็นภาพออร์แกนิกเกิดขึ้นในทุกจุดของประเทศ ซึ่งดีต่อทุกคนอยู่แล้ว เพราะเกิดจากการคิดที่ให้คุณค่า และไม่ทำร้ายกันและกัน”

ท่ามกลางกระแสของคนที่อยากทำอะไรเพื่อสังคม หนึ่งมุมคิดของคนตัวเล็กๆ ในภาคธุรกิจ บอกเราว่า พวกเขาไม่ได้ใช้ความคิดอะไรมากมาย เพราะเชื่อว่าทุกคนย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าสิ่งที่ตัวเองทำ ดี หรือ ไม่ดี หรือสิ่งไหนควร ไม่ควรทำ เพียงแต่อยู่ที่สำนึกที่อยากลุกมาทำประโยชน์ต่อแผ่นดินที่เราเติบโตอยู่อาศัย ซึ่งแม้แต่เกษตรกรรายเล็กๆ ก็สามารถลุกมาทำคุณงามความดีเช่นนี้ได้ เริ่มจากสิ่งที่อยู่รอบตัวเรา สิ่งที่เรามองเห็น และทำจากใจไม่ใช่เชิงของ CSR โดยมีเป้าหมายเพื่อประเทศและคนหมู่มาก..เท่านี้ก็พอแล้ว

“ความจริงในระบบทุนนิยมกับธรรมชาติไม่ได้ไกลกันเลย เราสามารถเรียนรู้ไปด้วยกันได้ คนต่างหากที่จะเป็นคีย์ทำให้มันอยู่บนความถูกต้อง ความดีงาม หรือไม่”

เพราะธุรกิจต้องไม่เอาความร่ำรวยเป็นที่ตั้ง แต่ “คุณธรรม” ในตัว ยิ่งใหญ่กว่าเงิน