ตลาดตราสาาหนี้นิ่ง! กนง.คงดอกเบี้ย เงินทุนจ่อไหลเข้า หลังชะลอเข้าลงทุนบอนด์ระยะสั้น เผยตั้งแต่ต้นปีต่างชาติลุยบอนด์ 8 หมื่นล้าน
นางสาวอริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย เปิดเผยว่า ตลาดตราสารหนี้วานนี้ (20 ก.พ.) ค่อนข้างหนี้ หลังคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่2.75% โดยนักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ชะลอการลงทุนตลาดตราสารหนี้ตั้งแต่ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งเห็นได้จากค่าเงินบาทที่ชะลอการแข็งค่า เนื่องจากรอการประชุมกนง.
ทั้งนี้ มูลค่าการซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติในสัปดาห์ที่ผ่านมา ลดลงเหลือเพียง 9 พันล้านบาท/วันเท่านั้น เมื่อเทียบกับช่วงกก่อนหน้าซื้อขายวันละ 1-2 หมื่นล้านบาท
"ก่อนหน้าตลาดไม่ค่อยให้น้ำหนักกับการลดดอกเบี้ยมากนัก ทำให้เงินลงทุนตราสารหนี้ส่วนใหญ่ลงทุนในตราสารหนี้ระยะสั้น แต่ที่เข้ามาลงทุนจริงๆ ในช่วงใกล้วันประชุมกนง. เป็นนักลงทุนสถาบันในประเทศ ซึ่งมีบางแห่งมองว่าน่าจะลดดอกเบี้ย ทำให้มีแรงซื้อเข้ามาในตราสารหนี้ระยะสั้น แต่เมื่อวานนี้ผลตอบแทนตราสารหนี้แทบไม่ขยับ"
นางสาวอริยา กล่าวว่า นักลงทุนต่างชาติส่วนใหญ่ยังคงเข้าลงทุนตราสารหนี้ระยะสั้นมากกว่า เห็นได้จากอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้อายุต่ำกว่า 1 ปีที่ปรับตัวลดลง เนื่องจากความต้องการซื้อ (ดีมานด์) มีสูง โดยล่าสุดจากข้อมูลของสมาคมตลาดตราสารหนี้ เมื่อวันที่ 15 ก.พ. พบว่า นักลงทุนต่างชาติมียอดการถือครองตราสารหนี้ เพิ่มเป็น 7.9 แสนล้านบาท เทียบกับสิ้นปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 7.1 แสนล้านบาท โดยส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในตราสารหนี้ระยะสั้น
"การลงทุนผ่านตลาดตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ เริ่มนิ่ง การไหลเข้าเริ่มสมดุลมากขึ้น อย่างไรก็ตาม หากสหรัฐ หรือยุโรป เกิดวิกฤติ ก็อาจเห็นการดึงเงินกลับของเงินทุนต่างชาติ แต่ถ้าสถานการณ์ไม่มีอะไรเปลี่นนเชื่อว่า การไหลเข้าของเงินลงทุนจากต่างประเทศ จะไหลเข้ามาเหมือนกับปีที่ที่แล้ว"
ทั้งนี้ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยคงไม่ใช่ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินไหลเข้าลดลง เห็นได้จากอินโดนีเซีย และมาเลเซีย ขณะนี้เงินเริ่มหยุดไหลเข้าแล้ว ปัจจัยหลักที่ทำให้เงินไหลเข้าตลาดหุ้นและตราสารหนี้ของไทยส่วนหนึ่งมาจากพื้นฐานเศรษฐกิจ แต่ก็ยอมรับเช่นกันว่าส่วนหนึ่งมีแรงเก็งกำไรเข้ามาผสมด้วย
"ถ้าดูทิศทางค่าเงินบาทแล้ว แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะแข็งเร็ว แต่ถ้าเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ดูภาพใหญ่แล้ว ในปีที่ผ่านมา ค่าเงินของเขาแข็งค่า แต่ของเราไม่ได้แข็ง การที่ค่าเงินบาทของเราแข็งเร็วในช่วงต้นปี จึงทำให้เกิดความกังวล เชื่อว่าถึงจุดหนึ่งแล้ว ค่าเงินบาทน่าจะถึงจุดสมดุล เช่นเดียวกับอินโดฯ หรือมาเลเซีย"







