สภาพัฒน์เตือนปัจจัยเสี่ยงเงินทุนเคลื่อนย้าย-ค่าเงินบาทแข็ง กดดันเศรษฐกิจไทยปี"56 คาดจีดีพีขยายตัว 4.5-5.5% ส่งออกโต 11%
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประมาณการเศรษฐกิจปี 2556 โดยคงประมาณการจีดีพีไว้เท่าเดิม ขณะที่ปรับการบริโภคและลงทุนภาครัฐ ส่วนการส่งออกคาดว่าจะขยายตัว 11% มีรายละเอียดดังนี้
แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2556
เศรษฐกิจไทยในปี 2556 ยังมีแนวโน้มที่จะขยายตัวในเกณฑ์ดี แม้ว่าจะชะลอตัวลงจากการขยายตัวสูงในปี 2555 อุปสงค์ภาคต่างประเทศมีบทบาทในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น ในขณะที่อุปสงค์ในประเทศมีแนวโน้มชะลอตัวลงตามการลดลงของแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นและแรงส่งจากรายจ่ายเพื่อการฟื้นฟูและบูรณะประเทศ เสถียรภาพทางเศรษฐกิจยังอยู่ในเกณฑ์ดี ทั้งด้านเสถียรภาพราคาและดุลบัญชีเดินสะพัด
อย่างไรก็ตาม ค่าเงินบาทยังอยู่ภายใต้แรงกดดันของค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง
เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในช่วง 4.5-5.5% เทียบกับการขยายตัว 6.4% ในปี 2555 อัตราเงินเฟ้อ 2.5-3.5% เทียบกับ 3.0% ในปี 2555 และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.9% ของจีดีพี เพิ่มขึ้นจากการเกินดุล 0.7% ในปี 25555
องค์ประกอบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ
1. การใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภครวม ขยายตัว 3.5% ชะลอตัวลงจากการขยายตัว 3.8% ในประมาณการเมื่อวันที่ 19 พ.ย. 2555 ตามการปรับลดอัตราการขยายตัวของการใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคภาคเอกชน 4.0% ในประมาณการครั้งก่อนหน้า เป็นการขยายตัว 3.5% ในประมาณการครั้งนี้
สาเหตุสำคัญมาจากการใช้สิทธิจากมาตรการคืนภาษีรถยนต์คันแรกในไตรมาสสุดท้ายของปี 2555 สูงกว่าคาดการณ์และทำให้รายจ่ายการอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสสุดท้ายและทั้งปี 2555 ขยายตัวสูงถึง 12.2% และ 6.6% ตามลำดับ โดยปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งในปี 2555 ขยายตัวสูงถึง 85.6% ซึ่งจะทำให้การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคและการบริโภคภาคเอกชนในปี 2556 ชะลอตัวลงมากกว่าผลการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่การใช้จ่ายเพื่ออุปโภคบริโภคภาครัฐขยายตัว 3.5% ซึ่งเป็นผลจากการปรับเพิ่มจากการขยายตัว 2.5% ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา
2. การลงทุนรวม ขยายตัว 8.9% เทียบกับการขยายตัว 13.3% ในปี 2555 โดยการลงทุนภาครัฐและเอกชนขยายตัว 8.0% และ 12.0% เทียบกับการขยายตัว 14.6% และ 8.9% ในปี 2555 และเป็นการปรับเพิ่มประมาณการขยายตัวการลงทุนภาครัฐจาก 8.5% เป็น 12.0% ในการประมาณการครั้งนี้
3. การส่งออกสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ ขยายตัว 11.0% เทียบกับการขยายตัว 3.2% ในปี 2555 ซึ่งเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 12.2% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้าตามการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวทางเศรษฐกิจโลก จากเดิม 3.9% ในการประมาณการครั้งก่อนหน้าเป็น 3.8% ในการประมาณการครั้งนี้
รวมทั้งการปรับสมมติฐานด้านอัตราแลกเปลี่ยนจากเฉลี่ย 30.00-31.00 บาทต่อดอลลาร์ เป็นเฉลี่ย 29.00-30.00 บาท/ดอลลาร์ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการส่งออกสินค้าขยายตัว 7% ต่ำกว่า 8.0% ในการประมาณการครั้งที่แล้ว รวมทั้งการปรับลดสมมติฐานการขยายตัวของราคาสินค้าส่งออกจากเดิม 4.2% เป็น 4.0% ในการประมาณการครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับสมมติฐานด้านจำนวนนักท่องเที่ยวส่งผลให้ปริมาณการส่งออกบริการขยายตัวสูงกว่าการประมาณการครั้งที่ผ่านมา
4. มูลค่าการนำเข้าสินค้าในรูปเงินดอลลาร์ ขยายตัว 11.3% เทียบกับ 7.8% ในปี 2555 และเป็นการปรับลดจากการขยายตัว 12.4% ในการประมาณการครั้งที่ผ่านมา ตามการปรับลดการขยายตัวของภาคส่งออกและการบริโภคภาคเอกชน ซึ่งส่งผลให้ปริมาณความต้องการนำเข้าลดลงจากประมาณการครั้งก่อนหน้า รวมทั้งการปรับสมมติฐานด้านราคานำเข้าจากเดิม 3.7% เป็น 3.5% ในการประมาณการครั้งนี้
5. ดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 3.6 พันล้านดอลลาร์ เทียบกับการเกินดุล 2.7 พันล้านดอลลาร์ ในปี 2555 และเป็นการปรับลดจากการเกินดุล 3.7 พันล้านดอลลาร์ ในการประมาณการครั้งที่แล้ว เนื่องจากการปรับลดการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกที่เร็วกว่าการปรับลดการขยายตัวของมูลค่าการนำเข้าทำให้การเกินดุลการค้าลดลง 1.37 หมื่นล้านดอลลาร์ ในการประมาณการครั้งที่แล้วเป็น 8.5 พันล้านดอลลาร์ ในการประมาณการครั้งนี้
อย่างไรก็ตาม การปรับสมมติฐานด้านจำนวนนักท่องเที่ยว ส่งผลให้ดุลบริการปรับตัวดีขึ้นจากการประมาณการในครั้งก่อนหน้า
6. อัตราเงินเฟ้อ อยู่ในช่วง 2.5-3.5% ใกล้เคียงกับร้อยละ 3.0% ในปี 2555 และเป็นการคงประมาณการ
ประเด็นบริหารในปี 2556
เศรษฐกิจในปีนี้ มีแนวแนวโน้มปรับตัวเข้าสู่การขยายตัวปกติตามการฟื้นตัวของกำลังการผลิตในประเทศและการฟื้นตัวเศรษฐกิจโลก ซึ่งทำให้มีความจำเป็นในการพึ่งพามาตรการกระตุ้นอุปสงค์ระยะสั้นลดลง โดยภาครัฐควรบริหารจัดการ ดังนี้
1. ดูแลอัตราแลกเปลี่ยนให้มีการเคลื่อนไหวอย่างมีเสถียรภาพและสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของสกุลเงินในภูมิภาคและประเทศที่เป็นคู่แข่งด้านส่งออกสำคัญ
2. การดูแลรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะราคาสินค้า รวมทั้งป้องกันความผันผวนในตลาดสำคัญ ที่อาจได้รับผลกระทบจากความผันผวนของเงินทุนเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะตลาดเงิน ตลาดทุนและตลาดอสังหาริมทรัพย์
3. การบริหารจัดการให้เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่องเพื่อลดผลกระทบจากการลดลงของแรงส่งจากมาตรการภาษีรถยนต์คันแรก
4. การเร่งรัดมาตรการแก้ไขปัญหาและบรรเทาผลกระทบให้กับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) จากค่าเงินบาทแข็งค่าและค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท
5. เร่งรัดโครงการลงทุนภายใต้แผนบริหารจัดการน้ำและลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
จับตาผลกระทบรถคันแรก
มาตรการภาษีรถยนต์คันแรกส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2555 สูงถึง 1.2 ล้านคัน เทียบกับการจำหน่ายรถยนต์เฉลี่ย 6.2 แสนคันต่อปี ในช่วงปี 2551-2554
แม้ว่าปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ที่สูงเป็นประวัติการณ์จะมีส่วนสำคัญในการผลักดันให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปี 2555 สูงเกินการคาดการณ์ของหน่วยงานต่างๆ ก็ตาม แต่หากอุปสงค์ใหม่ (นอกเหนือจากรถยนต์ภายใต้มาตรการภาษีรถยนต์คันแรก ที่รอการส่งมอบจำนวนประมาณ 568,862 คัน ในปี 2556) ไม่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแล้ว และมีความเป็นไปได้สูงที่ปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2556 จะลดลงจากปี 2555 และส่งผลให้การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนในปี 2556 ชะลอลง
ในอีกด้านหนึ่ง การเพิ่มขึ้นของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2555 เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้สินเชื่อภาคครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้น แนวโน้มการชะลอตัวของปริมาณการจำหน่ายรถยนต์ในปี 2556 มีแนวโน้มที่จะทำให้การขยายตัวของสินเชื่อภาคครัวเรือนชะลอตามไปด้วย









