การเมืองแทรก!ปัจจัยหลักทำหนี้เสีย "เอสเอ็มอีแบงก์-อิสลามแบงก์" พุ่ง ส่งผลการบริหารงานไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยสินเชื่อคนใกล้ชิดการเมือง
ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอีแบงก์) และ ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย(อิสลามแบงก์) กำลังเผชิญวิกฤติหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล)ที่ปรับสูงขึ้นจนกระทบการดำเนินงานปกติของธนาคาร โดยมีเอ็นพีแอลใน 40% ของยอดสินเชื่อคงค้าง
แม้ว่าส่วนหนึ่งของหนี้เสียจะมาจากนโยบายรัฐ แต่หนี้เสียที่เกิดขึ้นมากที่สุดมาจากคนการเมืองเข้าแทรกแซงกระบวนการทำงานของธนาคาร โดยเฉพาะการปล่อยสินเชื่อ ทำให้ธนาคารมีการปล่อยสินเชื่อไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ของธนาคารที่ตั้งขึ้น โดยเอสเอ็มอีแบงก์ช่วยเหลือผู้ประกอบการที่เข้าถึงสินเชื่อยาก ในขณะที่อิสลามแบงก์ ให้บริการทางการเงินลูกค้าที่นับถือศาสนาอิสลามเป็นหลัก
ขณะนี้ ทั้งสองธนาคารกำลังอยู่ระหว่างการเสนอแผนฟื้นฟูให้กระทรวงการคลังพิจารณา โดยเอสเอ็มอีแบงก์ ได้เสนอแผนไปแล้ว ในขณะที่ อิสลามแบงก์ อยู่ระหว่างการทำแผนฟื้นฟู
แหล่งข่าวกล่าวว่าปัญหาเอ็นพีแอลของเอสเอ็มอีแบงก์ เกิดจากการบริหารงานที่ขาดประสิทธิภาพและการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เนื่องจากไม่มีความชัดเจนว่าควรจะอยู่ในการดูแลของกระทรวงการคลังหรือกระทรวงอุตสาหกรรม เพราะบางยุคบางสมัยจะถูกควบคุมโดยรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง แต่บางสมัยกลับถูกควบคุมโดยรัฐมนตรีกระทรวงอุตสาหกรรม
"ยุคหลังๆมาการเมืองเข้ามาแทรกแซงมากเกินไป ตั้งแต่การแต่งตั้งคณะกรรมการธนาคาร มีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่ ทำให้องค์กรหยุดเดิน ปกติถ้ามีการปรับโครงสร้างองค์กรใหม่งานก็น่าจะดีขึ้น แต่ที่นี่ปรับโครงสร้างเพื่อเอาเด็กนักการเมืองเข้ามาแทน พร้อมตั้งคนจากการเมืองเป็นบริหาร ผลที่ตามมาบริหารงานไม่ได้ หลายอย่างที่ออกนโยบายมา พนักงานระดับปฏิบัติไม่สามารถเดินตามได้"แหล่งข่าวระดับสูงจากเอสเอ็มอีแบงก์ กล่าว
แหล่งข่าว บอกว่านโยบายที่พนักงานไม่สามารถทำได้ อย่างเช่น นโยบายกำหนดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้สูงๆ ตรงนี้พนักงานไม่สามารถหาสินเชื่อลูกค้าใหม่ๆ ได้ ขณะที่ลูกค้าเก่าก็ไม่ดูแล ลูกค้าขออะไรมาก็ไม่ทำให้ ตรงนี้เริ่มมีปัญหาหนักเมื่อประมาณต้นปี 2555 เรียกว่าพนักงานใส่เกียร์ว่าง ลูกค้าที่มีปัญหาเอ็นพีแอลก็ไม่ดูแล ปัญหาหลายอย่างทำให้การทำงานไม่เดินหน้า ส่งผลให้ยอดการปล่อยสินเชื่อเมื่อปี 2555 ลดลงจากปี 2554 กว่า 2,000 ล้านบาท ส่วนสินเชื่อใหม่ก็ไม่สามารถปล่อยได้
@พนักงานเมินดูแลลูกค้า
"ยิ่งกว่านี้ลูกค้าคนไหนเป็นเอ็นพีแอล แก้ปัญหาไม่ได้ 2 ครั้งส่งฟ้องเลย พนักงานก็ไม่สนใจติดต่อลูกค้า จนบางครั้งทำให้ลูกค้าดีๆก็เป็นเอ็นพีแอล ส่งผลให้เอ็นพีแอลที่เกิดขึ้นในปี2555มีอยู่กว่า 3หมื่นล้านบาท ขณะที่ปี2554 แบงก์มีปัญหาเอ็นพีแอลอยู่ประมาณ 1.6-1.6 หมื่นล้านบาท ด้วยปัญหาข้างต้นทำให้เกิดเอ็นพีแอลสูง ส่งผลให้แบงก์ขาดทุนกว่า 6,000 ล้านบาท
แหล่งข่าว กล่าวว่าเมื่อก่อนแบงก์สามารถลดเอ็นพีแอลจาก 50% เหลืออยู่ในระดับ15-16% ถือว่าอยู่ได้ แต่ระยะหลังเมื่อลูกค้าไม่สามารถผ่อนเงินต้นได้ เมื่อไปขอลดเงินต้นทางแบงก์ก็จะตัดว่าเป็นเอ็นพีแอลทันที ทั้งๆที่ลูกค้าบางรายก็ไม่ได้เป็นเอ็นพีแอล นอกจากนี้ แบงก์ยังมีการปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น จึงสร้างปัญหาให้กับลูกค้ามาก
"ยิ่งไปกว่านี้การบริหารจัดการภายในองค์กรก็มีปัญหาความไม่ชอบมาพากลเกิดขึ้น โดยพบว่าถ้าลูกค้ามีการขอสินเชื่อใหม่จะต้องมีการจ่าย 5%ของวงเงินสินเชื่อ และถ้าบัญชีลูกค้ารายไหนไม่ดี จะมีค่าทำบัญชีให้ดูดีเพื่อกู้เงินได้ตรงนี้จะคิดค่าทำบัญชีอีกรายละ 30,000 บาท ทั้งลูกค้าใหม่และลูกค้าเก่าที่จะขอสินเชื่อ ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นส่วนหนึ่งขอเอ็นพีแอลเพราะเมื่อกู้ไปแล้วจะมีลูกค้าจำนวนหนึ่งมาขอลดต้นเงินกู้อีก"
@ชี้ต้องเข้าตรวจสอบลดหนี้
แหล่งข่าว กล่าวว่าปัญหาในเอสเอ็มอีแบงก์ ไม่เฉพาะแต่ปัญหาเอ็นพีแอล แต่ต้องเข้าไปตรวจสอบการให้สินเชื่อด้วยว่าเป็นอย่างไร รวมทั้งการลดหนี้ให้ลูกค้าด้วยว่าเป็นอย่างไร ปัญหาของเอ็นพีแอลส่วนหนึ่งมาจากการลดหนี้เงินต้นที่เป็นช่องว่าง "ตอนนี้ลูกค้ารายไหนมีเส้นสายดีก็จะได้ลดหนี้เงินต้นมาก มีปัญหาการเมืองเข้ามาแทรกแซงพอสมควร"
อย่างไรก็ตาม การให้สินเชื่อของเอสเอ็มแบงก์ มีจุดประสงค์ชัดเจนเพื่อเป็นการสนับสนุนผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ที่อ่อนแอ ให้สามารถปรับปรุงกิจการให้เติบโตแข็งแรง ดังนั้นการที่แบงก์จะคิดอัตราดอกเบี้ยสูงไม่ได้ เพราะปกติแล้วการให้สินเชื่อลูกค้าแบงก์จะมีตั้งแต่ระดับ 5 หมื่นบาทจนกระทั่งถึง 500 ล้านบาท ผู้ที่จะได้กู้จำนวนมากๆส่วนใหญ่จะเป็นลูกค้าที่เกี่ยวข้องกับการเมืองมากกว่า
"หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้โอกาสที่จะเกิดวิกฤติเป็นไปได้สูง หากผู้ฝากเกิดความไม่มั่นใจอาจจะไม่ฝากเงินได้ ปัจจุบันลูกค้ารายใหญ่ของแบงก์ส่วนใหญ่จะเป็นรัฐวิสาหกิจที่ฝากเงินอยู่"แหล่งข่าว กล่าวและว่าเมื่อปี 2552-2554 แบงก์มีกำไรปีละกว่า100 ล้านบาท แต่ในปี2555 ปรากฏว่าแบงก์ขาดทุนถึง 6,000 ล้านบาท
@เผยหนี้เสียเพิ่มต่อเนื่อง
แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผยว่าปัญหาการทุจริตในกระบวนการปล่อยสินเชื่อที่มีผู้บริหารในองค์กรร่วมรู้เห็นด้วย แต่ท้ายที่สุดยังไม่มีผู้บริหารองค์กรแบงก์รัฐรายใดต้องเข้ามาร่วมรับผิดชอบในความเสียหายที่เกิดขึ้น
เอสเอ็มอีแบงก์เป็นหนึ่งในแบงก์ตัวอย่างที่สะสมปัญหาหนี้เสียมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่เปิดดำเนินการ หลังจากปรับสถานะจากบรรษัทเงินทุนอุตสาหกรรมขนาดย่อม(บอย.)ในปี 2545 เอสเอ็มอีแบงก์ก็ได้รับหนี้เสียมาจากบอย.มาบริหารจัดการด้วย และนับตั้งแต่นั้นมา ระดับหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์ ก็ไม่เคยอยู่ในระดับต่ำกว่าเลขสองหลัก บางปีระดับหนี้เสียเคยสูงเกือบ 50% ของยอดสินเชื่อคงค้าง ปัจจุบันหนี้เสียอยู่ในระดับ 4 หมื่นล้านบาท เงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงติดลบ 0.95%
@ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นโยบาย
แหล่งข่าวกล่าวว่าปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่นโยบาย แต่อยู่ที่การบริหารจัดการสินเชื่อของผู้บริหารเป็นสำคัญ หากว่า ไม่ปล่อยให้การเมืองเข้ามาแทรกหรือทำตามใบสั่งของนักการเมือง ปัญหาหนี้เสียก็จะเกิดขึ้นน้อยลง ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาไส้ในหนี้เสียของเอสเอ็มอีแบงก์จะพบว่า เกิดจากสินเชื่อนโยบายรัฐไม่มากนัก แต่ได้มีการสอดแทรกหรือเกิดการสวมสิทธิ์เข้ามาใช้นโยบาย โดยมีนักการเมือง
ขณะเดียวกัน การตกแต่งบัญชีโครงสร้างหนี้ของอดีตผู้บริหารรายหนึ่ง เพื่อให้ตัวเลขทางบัญชีดูดี ก็เป็นเหตุให้ตัวเลขหนี้เสียย้อนกลับทยอยเกิดขึ้นจำนวนมาก
@จี้ลดสัดส่วนหนี้รายใหญ่
อิสลามแบงก์ พบปัญหาเดียวกัน หนี้เสียได้ทยอยสะสมมาตั้งแต่ปี 2548 และได้พุ่งสูงในปี 2553-54 ปัจจุบันหนี้เสียแตะระดับ 3.9 หมื่นล้านบาท หรือ ราว 40% ของยอดสินเชื่อคงค้างจำนวน 1.2 แสนล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นหนี้เสียที่เกิดจากนโยบายรัฐเพียง 2 พันล้านบาท ที่เหลือเป็นหนี้เสียที่ปล่อยโดยปกติของแบงก์ ที่สำคัญเป็นหนี้เสียที่เกิดจากการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่ เน้นไปในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และเทรดดิ้ง
สำหรับ สัดส่วนลูกค้าในพอร์ตสินเชื่อ พบว่า กลุ่มลูกค้ารายย่อยและรายกลางมี 40% ที่เหลือเป็นกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ขณะเดียวกัน ลูกค้าที่มาจากกลุ่มผู้นับถือศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มี 3%
แต่ก่อนหน้านี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง(สศค.)สอบถามนายธีระศักดิ์ สุวรรณยศ อดีตกรรมการผู้จัดการ ซึ่งได้รับการชี้แจงว่าการปล่อยสินเชื่อรายใหญ่เพื่อสร้างผลตอบแทนให้แก่ธนาคารและได้กำกับดูแลประสิทธิภาพสินเชื่ออย่างใกล้ชิด แต่คือหนี้เสียเพิ่มขึ้น
ทั้งนี้ นายธานินทร์ อังสุวรังสี ผู้จัดการอิสลามแบงก์คนใหม่ออกมาระบุ 3 สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหาหนี้เสียในอิสลามแบงก์ คือ 1.ปล่อยสินเชื่อโดยไม่รอบคอบ 2.ประเมินหลักประกันเกินจริง และ 3.ไม่มีการติดตามหนี้ที่ดีพอ พร้อมตั้งเป้าที่จะบริหารจัดการหนี้เสียให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้กระทรวงการคลังอนุมัติเม็ดเงินเพิ่มทุน 1.3 หมื่นล้านบาท โดยปีนี้ตั้งเป้าลดหนี้เสียจำนวน 6 พันล้านบาท
@คร.ตื่นเพิ่มกำกับแบงก์รัฐ
ด้าน นายประสงค์ พูนธเนศ ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ(สคร.)กล่าวถึงแนวทางกำกับดูแลกิจการของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐว่า สคร.จะเพิ่มความเข้มงวดในการกำกับดูแลการดำเนินกิจการของแบงก์รัฐหลังจากที่ระดับหนี้เสียทยอยปรับขึ้นมาอย่างรวดเร็วใน 2 แบงก์ คือ ธนาคารเพื่อการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีแบงก์และธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยหรืออิสลามแบงก์
"การกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้นจะต้องสอดคล้องกับข้อมูลการดำเนินงานของแต่ละแบงก์ ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ทางแบงก์ชาติจะเป็นผู้ตรวจสอบและส่งข้อมูลมายังกระทรวงการคลัง แต่แบงก์ชาติไม่ได้ส่งข้อมูลมาที่สคร.ในฐานะกำกับดูแล แต่จะส่งไปที่สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเป็นหน่วยงานที่กำกับนโยบาย ดังนั้น สคร.จะไม่ทราบข้อมูลผลการดำเนินงานของแต่ละแห่ง ดังนั้น จึงตกลงกันใหม่ว่า ข้อมูลเหล่านี้จะต้องส่งมาให้ที่สคร.ด้วย"






